นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ วิจารณ์นโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะประเด็นห้ามเผาตอซังที่ขาดมาตรการสนับสนุน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและลดรอบการปลูกข้าว โดยระบุปัญหาหลักของเกษตรกรคือต้นทุนการผลิตสูงและราคาปัจจัยแพง จึงเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเทคโนโลยี ลดราคปุ๋ย สนับสนุนเครื่องอัดฟางเพื่อลดการเผา และผลักดันโครงการพักหนี้เพื่อยืดเยื้อโครงสร้างหนี้ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือที่ยั่งยืนแทนการแจกเงินครั้งเดียว
ขอบพระคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชนครับ เป็น สส. ของพี่น้องเกษตรกรนะครับ ของชาวอำเภอไทรน้อยแล้วก็ชาวบางบัวทองนะครับ วันนี้ผมขอใช้เวทีนี้เพื่อนำเสนอความ จริงเกี่ยวกับความล้มเหลวของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ในการบริหารประเทศและดูแล ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนนะครับ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลัง ของชาตินะครับ รัฐบาลชุดนี้ได้ให้คำมั่นสัญญามากมายและสัญญาว่าจะทำให้พี่น้อง เกษตรกรชาวนารวยขึ้น ๓ เท่า ขออนุญาตสไลด์ขึ้นนิดหนึ่งครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตอนนี้ชาวนาก็ไม่ได้รวยขึ้น ๓ เท่า แต่เป็นหนี้เพิ่ม ๓ เท่า การบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ การออกแบบนโยบายที่ไม่ได้ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ เป็นการเพิกเฉยต่อปัญหาสำคัญของเกษตรกร ทำให้วันนี้ เราต้องมายืนอยู่ตรงนี้กับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองเพื่อทวงถามถึง สิ่งที่รัฐบาลได้เคยให้สัญญาไว้ ประเด็นสำคัญคือนโยบายของรัฐบาล ผมขอเรียกแบบเป็น ใจความสั้น ๆ ว่าสั่งอย่างเดียวแต่ไม่เคยช่วยเหลือ นั่นคือการออกกฎห้ามเกษตรกรเผา แต่ก็ไม่ได้คิดหาทางออกให้พี่น้องชาวนาเลย พี่น้องชาวนายอมรับแล้วก็รับรู้ว่าการเผาตอซัง เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างฝุ่น PM2.5 หรือฝุ่นชนิดต่าง ๆ รัฐบาลห้ามเผาโดยไม่มีทางเลือก ให้พวกเขาและการไถกลบตอซังก็ต้องใช้เครื่องจักร ใช้น้ำมันเพิ่ม ทำให้ต้นทุนต่อไร่สูงขึ้น ๕๐๐-๘๐๐ บาทแล้วแต่พื้นที่ รัฐบาลไม่ได้มีมาตรการสนับสนุนอย่างเครื่องฟางอัดก้อน หรือเงินชดเชยให้กับเกษตรกรเลยนะครับ ชาวนาต้องเสียเวลาจัดการฟางข้าว ๑-๒ เดือนถึง จะทำให้สามารถกลับมาปลูกข้าวได้ แบบนี้ก็เท่ากับว่าพี่น้องเกษตรกรที่เคยปลูกนาปรังได้ ๓ รอบก็จะเหลือแค่ ๒ รอบ ถ้าห้ามให้เขาเผาท่านก็ต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวนาต้อง รับภาระเองแบบนี้
ประเด็นต่อไปที่ผมจะพูดถึง คือความล้มเหลวของรัฐมนตรีในการบริหารงาน ที่ไร้ประสิทธิภาพ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจ ขาดมาตรการที่เป็น รูปธรรมในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะรัฐมนตรีพาณิชย์นะครับ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปกับการท่องต่างประเทศ ผมไม่รู้ว่าไปดูงาน ไปเจรจา หรือไปทำอะไร แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นเลย คือท่านไม่ได้ดูแลราคาสินค้าเกษตรกรให้กับคนในประเทศเลย ถามว่าทำไมราคาข้าวถึงได้ ตกต่ำขนาดนี้แต่รัฐมนตรียังไม่มีมาตรการใด ๆ เลย หรือทำไมไม่มีการป้องกันราคาข้าว ของไทยจากการแข่งขันที่รุนแรงของอินเดียแล้วก็เวียดนาม ท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้ ก็คือผมมาทวงสัญญา ทวงนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ตอนหาเสียง แต่ไม่เคยทำได้จริง ท่านให้คำมั่นว่าจะเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร จากภาพนะครับ ๓ เท่าภายในปี ๒๕๗๐ นี่เหลืออีก ๒ ปี ตอนที่ท่านประกาศนี่คือท่านบอกว่าจะเพิ่มรายได้จาก ๑๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ ไปเป็น ๓๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ แต่ถามว่าวันนี้รายได้พี่น้องเกษตรกรดีขึ้นหรือไม่ ความจริงก็คือ พวกเขาต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเกือบ ๓ เท่า ไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มเกือบ ๓ เท่า แล้วขณะนี้ ราคาข้าวตกต่ำลงมาเกือบ ๑ เท่าตัว โดยเฉพาะข้าวเจ้าเปลือกนะครับ ตอนนี้ตกลงมาอยู่ที่ ๖,๕๐๐ บาทต่อตัน ถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปีนะครับ ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ ที่ทำให้พี่น้อง เกษตรกรแทบจะไม่เหลือเงินเลยสูงขึ้น ๒-๓ เท่า ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และค่าเช่านา นี่ยังไม่รวมถึงค่าน้ำมัน ค่าแรงต่าง ๆ ค่าไฟต่าง ๆ ที่ขึ้นแล้วไม่มีวันลงอีกต่อไปนะครับ พวกท่านสัญญาว่าจะสร้างตลาดข้าวใหม่ ท่านเคยทำได้หรือไม่ ตอนนี้อินเดียกลับมาส่งออก ข้าวในราคาที่ถูกกว่าข้าวของชาวไทย แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ทำได้เพียงแค่ดูตลาดล่ม โดยไม่หา ทางออกให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา ชาวนากำลังลำบากนะครับ รัฐบาลกลับมองเพียง มาตรการสินเชื่อชะลอการขายซึ่งเป็นเพียงการขอให้พี่น้องชาวนาแบกข้าวไว้บนบ่าเองโดยไม่ มีการประกันราคาขั้นต่ำ ถ้าข้าวราคาตกต่ำลงไปอีกในเดือนที่จะเก็บเกี่ยวก็คือมีนาคม เมษายนนี้ ชาวนาจะต้องขาดทุนหนักกว่านี้อีกแน่นอน อีกหลายเท่าตัว ขอต่ออีกหน่อยครับ ท่านประธาน นโยบายที่รัฐบาลพูดถึงตอนหาเสียง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกรในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่เมื่อพิจารณา จากข้อเท็จจริงแล้วนโยบายนี้กับเป็นเพียงคำสวยหรูที่ไร้แนวทางปฏิบัติจริง แล้วไม่มีผลต่อ รายได้ของเกษตรกร และไม่ได้ช่วยให้ชาวนาแข็งแกร่งขึ้นเลยในตลาดโลก ตลาดนำ หมายถึง การพัฒนาตลาดก่อนเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของ ตลาด แต่ในความเป็นจริงข้าวไทยนั้นกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับประเทศคู่แข่ง อย่างประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา เขาส่งออกข้าวในราคาที่ถูก กว่าไทยมาก แล้วทำให้ไทยต้องสูญเสียตลาดสำคัญสำหรับเอเชีย แล้วก็แอฟริกานะครับ เรื่องของนวัตกรรมที่ไม่เคยมีจริง ผมก็ยังไม่เคยเห็นว่ารัฐบาลมีการโฆษณาว่าจะนำนวัตกรรม มาใช้ในการเกษตร แต่ถามจริง ๆ นวัตกรรมที่ท่านพูดถึงนี่มันคืออะไร เกษตรยังคงต้องใช้ปุ๋ย ที่มีราคาแพงและไม่มีนโยบายสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ที่แท้จริงเลย ไม่มีการแจก Drone เพื่อ การฉีดปุ๋ย ฉีดสารเคมีอย่างที่ประเทศญี่ปุ่นหรือทางประเทศเกาหลีใต้เขาทำ ไม่มีโครงการ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อสภาพอากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขาดเงินสนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยี เกษตรกรยังต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยี เก่า ๆ อยู่เลยและไม่มีประสิทธิภาพ สไลด์สุดท้ายครับ นวัตกรรมเสริม นี่ก็เป็นคำสวยหรู อีกคำหนึ่งนะครับ นวัตกรรมเสริมไม่มีการสนับสนุนที่แท้จริงเกษตรกรก็ยังคงต้องพึ่งพาวิธี แล้วก็วิถีดั้งเดิมที่มีมา เพิ่มรายได้แต่ต้นทุนสูงกว่าเดิมกำไรหดตัว รัฐบาลสัญญาว่าจะเพิ่ม รายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นกว่ารายได้ที่ เพิ่มขึ้น ปุ๋ยแพงขึ้น ๓ เท่า ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น ๒ เท่า น้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้น ค่าแรงสูง ผมก็เลย เปลี่ยนจาก ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เป็น ตลาดหมด ทุนหาย รายได้ลด
ผมขออนุญาตสรุปปัญหาหลักที่เกิดขึ้นและข้อเสนอแนะที่รัฐบาลควรทำ ทันทีนะครับ ๑. รัฐบาลควรมีงบประมาณสนับสนุนพี่น้องชาวนาให้สามารถลดต้นทุน การผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีและเป็นปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม ๒. ควบคุม ราคาปุ๋ยไม่ปล่อยให้นายทุนค้ากำไรเกินควร เพื่อลดต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร วิธีนี้ง่าย ที่สุดแล้วนะครับ ๓. ช่วยลดต้นทุนจากการงดเผา สนับสนุนเครื่องอัดฟางก้อน สนับสนุน ค่าดำเนินการ ค่าจัดการต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรไม่ต้องเผาอีกต่อไป ข้อสุดท้าย รัฐบาลควร จะทำโครงการพักหนี้มากกว่านโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของพี่น้อง ชาวนาให้มีเพดานหนี้ที่ลดลง
สุดท้ายนี้รัฐบาลต้องหยุดทำเป็นหูหนวกตาบอดต่อความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวนา พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องการแจกเงินเพียงครั้งเดียวแต่ต้องการความช่วยเหลือที่ยั่งยืน ถ้ารัฐบาลยังเมินเฉยผมก็เห็นว่าไม่สมควรบริหารประเทศอีกต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน