เผ่าภูมิ อภิปรายจีดีพี ๒.๕% เน้นใช้ข้อมูลจริงแทนความรู้สึก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

เผ่าภูมิ โรจนสกุล หารือประเด็นเศรษฐกิจและจีดีพี โดยเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงแทนความรู้สึกในการวิเคราะห์สถานการณ์ อภิปรายว่าตัวเลขจีดีพีปี ๒๕๖๗ ที่ ๒.๕% สะท้อน Momentum เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกถึงสี่ โดยชี้ว่าการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมยืนยันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบกระจายรายบุคคลได้ลงสู่พื้นที่ยากจนอย่างตรงจุด และนำเสนอข้อมูลสถิติเศรษฐกิจไตรมาส ๔ ที่ชี้ให้เห็นว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ รวมถึงการเติบโตของภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยืนยันว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ตามธรรมชาติ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วันนี้ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีในการตอบกระทู้เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เรื่องเกี่ยวกับจีดีพี ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ตั้งคำถามเรื่อง เกี่ยวกับภาวะทางเศรษฐกิจ นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและตัวเลขเศรษฐกิจที่ได้มีการ ประกาศออกมา ถือเป็นเวทีที่ดีแล้วก็เป็นเวทีที่เราจะมาพูดกันถึงเรื่องข้อเท็จจริง พูดกันถึง ตัวเลข พูดกันถึงข้อมูล โดยไม่ใช้ความรู้สึก โดยไม่ใช้จินตนาการ โดยไม่ใช้ความคิดอะไร ต่าง ๆ ตัวเลขที่ผมจะนำเรียนในวันนี้อยากให้ทุกท่านฟังและอยากให้ทุกท่านมองแล้วเราก็จะ เห็นภาวะเศรษฐกิจไปในทางเดียวกัน แล้วต่อจากนี้เวลาการพูดถึงภาวะเศรษฐกิจเราก็จะได้ ไปพูดถึงในทิศทางเดียวกัน

ในส่วนของตัวเลขที่ออกมาครับ การที่ตัวเลขจีดีพีในปี ๒๕๖๗ ออกมา ๒.๕ แล้วมีการเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนต่าง ๆ และมองว่าเศรษฐกิจไทยโตช้าเมื่อเทียบกับ อาเซียน ผมมองว่าวิธีการมองแบบนั้นเป็นวิธีการมองเป็นเศรษฐกิจที่บางมาก เวลาเราดู ตัวเลขเศรษฐกิจเราไม่ได้ดูแค่ตัวเลขนี้ครับ เราใช้เวลาประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ดูตัวเลขนี้ แล้วเราใช้เวลาอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ดูไส้ในของตัวเลขเศรษฐกิจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ เราจะต้องขยับขยายตรงจุดไหน ตรงจุดไหนที่เพียงพอแล้ว ผมนำทุกท่านไปดูตัวเลขครับ ในมิติของ Momentum ทางเศรษฐกิจหรือแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๗ เวลาเรามองเรามองเป็นราย Quarter หรือรายไตรมาส ในไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๖๗ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ ๑.๗ เท่านั้น ไตรมาสที่ ๒ ขยับขึ้นมาเป็น ๒.๓ ไตรมาสที่ ๓ ขยับขึ้นมาเป็น ๓.๐ แล้วเราปิดปีด้วยไตรมาสที่ ๔ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ ๓.๒ ท่านเห็นอะไรครับ ท่านเห็นทิศทางทางเศรษฐกิจที่ผงกหัวขึ้นทั้งปีตั้งแต่ไตรมาสที่ ๑ จนถึง ไตรมาสที่ ๔ ใช่หรือไม่ ตัวเลขนี้บ่งบอกอะไรครับ ตัวเลขนี้บ่งบอกทิศทางและ Momentum ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะนำเรียนตัวเลข ๒.๕ ที่มีการประกาศ ทั้งปีออกมาแล้ว หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงต้นของปีที่มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ หลายสำนักปรามาสเราว่ารัฐบาลจะทำให้ปี ๒๕๖๗ ได้ประมาณ ๒ ๒.๑ ๒.๒ ในที่สุดเราปิดปี ที่ ๒.๕ ส่วนต่างตรงนั้น ๐.๓ ๐.๔ มหาศาลนะครับในเชิงเศรษฐกิจ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลทำ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลทำในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจทำให้เราสามารถมาหยุดในจุดนี้ได้ เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านมองที่ Momentum ทางเศรษฐกิจ ไม่หยุดแค่นั้นครับ เราคงไม่มอง แค่ราย Quarter แล้วเราจบแค่นั้น เรามองไปถึงไส้ในของไตรมาสที่ ๔ ว่าเกิดอะไรขึ้น ในไตรมาสที่ ๔ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขนี้ ฟังดี ๆ นะครับ ตัวเลขนี้เติบโตสูงที่สุดในรอบ ๙ ไตรมาสของประเทศไทย นั่นหมายถึง ๒ ปี กว่า ๆ ที่ตัวเลขนี้เราสามารถทำได้ ลงไปในรายละเอียดครับ การลงทุนภาครัฐที่เกิดขึ้นใน ไตรมาสที่ ๔ โตเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในรอบ ๓๖ ไตรมาส หรือเกือบ ๙ ปี การส่งออก สินค้าและบริการโต ๑๑.๕ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ ๑๑ ไตรมาส ภาคการบริการโต ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ ๗ ไตรมาส ภาคการก่อสร้างซึ่งจะบ่งบอกถึงตัว Supply Chain และการจ้างงาน การซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ โต ๑๘.๓ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ ๓๖ ไตรมาส หรือ ๙ ปี เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกันครับ เติบโต ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ โตสูงสุดในรอบ ๖ ไตรมาส แล้วไปดูในไตรมาสที่ ๔ อีกเฉกเช่นเดียวกันที่มีมาตรการในเรื่องของการกระตุ้น เศรษฐกิจลงไปสิ่งที่เราเห็นคืออะไร เวลาเราดู ๆ เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มที่หักเงินเฟ้อ หักการ นำเข้า เราจะดูถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ เติบโต ๑๑ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๔ สูงสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส นี่คือสิ่งที่ตัวเลขบอกครับ เวลาเราคุยกันเราคงไม่คุยกันถึงเรื่อง ความรู้สึก เศรษฐศาสตร์คือตัวเลข คุยกันถึงเรื่องตัวเลข ตัวเลขเหล่านี้ผมคิดว่าเราไม่ต้อง คุยกันต่อ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงทิศทางในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศว่าเราอยู่ใน ทิศทางไหน ผลลัพธ์คืออะไร นั่นคือตัวเลขในไตรมาส ๔ และตัวเลขในปี ๒๕๖๗ ในปี ๒๕๖๘ เราคาดการณ์ในเรื่องของ Momentum ทางเศรษฐกิจที่จะต่อเนื่อง ไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๖๘ ตัวเลขจะออกมาดี มีแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจากปีที่แล้วและรัฐบาลก็มีการกระตุ้น เศรษฐกิจอีกหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Easy E-Receipt ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติยังได้ถามถึงคำถามเกี่ยวกับการกระตุ้น เศรษฐกิจในเรื่องของการกระจายเม็ดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในเฟสที่ ๑ ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วว่า มีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างไร และได้มีการพูดถึงว่ามันไม่ได้มีการช่วยเหลือในเชิงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ เราคุยกันที่ตัวเลขอีกทีครับ เงินหมื่นในเฟสที่ ๑ ที่เรามีการกระจายให้กับ กลุ่มเปราะบาง ข้อ ๑ เลยคือเป็นการกระจายที่ถูกฝาถูกตัวครับ เราเอา Demographic เอาตัวแผนที่ ประเทศเจาะลงไปดูจังหวัดไหนมีความยากจนสูง แล้วเราก็ไปดูว่าเงินหมื่นนั้นลงไปใน จังหวัดไหน สิ่งที่เราเห็นคือเงินลงไปในจังหวัดที่มีสัดส่วนที่มีคนยากจนสูงเป็นลำดับแรก ๆ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเงินลงไปในภาคเหนือ ลงไปในภาคอีสาน ลงไปใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ นั่นคือการที่กระจายเม็ดเงินลงไปสู่คนที่มีความจำเป็นมากที่สุดนะครับ นั่นคือ เรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ สิ่งที่เราเห็นนั่นคือเงินกระจายลงไปในทุกตำบล สามารถกล่าวได้ว่า ไม่มีตำบลใดในประเทศไทยที่ไม่ได้รับการกระจายเม็ดเงินอันนี้เลย เพราะฉะนั้นเงินลงไป ถูกฝาถูกตัวและกระจายตัวลงไปสู่ทุกตำบล

ในประเด็นที่ ๓ มีการพูดถึงว่าเงินมันจะเข้าสู่รายใหญ่อะไรหรือไม่ จากการ สำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ลงสู่ร้านเล็ก ลงสู่ร้านในชุมชน ลงสู่ร้าน ในตลาด ลงสู่หาบเร่แผงลอย นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นพี่น้องประชาชนจำนวน ๘๒ เปอร์เซ็นต์ใช้เงินอย่างรวดเร็วหมดภายใน ๓ เดือน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รวดเร็ว รุนแรง และทันท่วงที

ในประเด็นที่ ๕ อันนี้เป็นตัวเลขเลยนะครับ เราคุยกันถึงเรื่องตัวเลขท่านบอก ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเอาตัวเลขมายัน ใน Quarter ที่ ๔ หรือไตรมาสที่ ๔ ที่มีโครงการนี้ ลงไป ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งจาก ๕๖.๕ ไปสู่ ๕๖.๙ ดัชนีความเชื่อมั่น MSMEs พุ่งจาก ๔๙.๖ ไป ๕๓.๐ ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพุ่งจาก ๘๘.๐ ไปสู่ ๙๐.๒ ดัชนี ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจภูมิภาคเวลาเราลงไปดูในภูมิภาคแล้วก็เอามา Sum up ในภาพรวม พุ่งจาก ๖๙.๖ ไปสู่ ๗๑.๙ และที่ผมได้นำเรียนมาแล้วครับ Real VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ในไตรมาสที่ ๔ พุ่งขึ้น ๑๑ เปอร์เซ็นต์สูงสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส ตัวเลขเหล่านี้ไม่ต้องคุย กันต่อครับ ดูกันถึงเรื่องแค่ตัวเลขเหล่านี้ ถ้าเราไม่ได้มีอคติเราดูกันที่ตัวเลข ผมคิดว่าคำตอบ เราเป็นคำตอบเดียวกัน โครงการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี รัฐบาลสามารถปิดเรื่องของ การบริหารเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๗ ได้ดี และมี Momentum ในเชิงบวกขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ ๑ จนถึงไตรมาสที่ ๔ ส่งต่อไปถึงปี ๒๕๖๘ นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่เป็นประเด็นที่สำคัญ ในประเทศไทยนั้นคือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ การกระจายเม็ดเงินเฟส ๑ ลงไปให้กับพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มเปราะบางนั้นสามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เราใช้ Gini Coefficient ในการที่จะเข้าไปดูสามารถลดลงได้ ๐.๐๑ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเป็นระยะเวลาถ้าไม่ทำอะไรเลย นั่นคือระยะเวลา ๓ ปีที่ประเทศเรามี Gini Coefficient จะลดลงตามธรรมชาติ โครงการนี้ สามารถร่นระยะเวลาลดความเหลื่อมล้ำลง ๒-๓ ปี ท่านไม่เชื่อตัวเลขนี้ได้ครับ ท่านไปดูที่ รายงานของ World Bank หรือธนาคารโลก ให้ตัวเลขการลดความเหลื่อมล้ำสูงกว่าที่ กระทรวงการคลังให้อีก เราคาดการณ์ว่ามีการลดความเหลื่อมล้ำ ๐.๐๑ World Bank ให้ ๐.๐๑๕ นั่นหมายถึงมากกว่า ๓ ปีที่ร่นระยะเวลาเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้น โดยสรุปครับ คุยกันด้วยตัวเลข คุยกันด้วยหลักฐาน คุยกันด้วยข้อเท็จจริง ขอบคุณครับ