วรภพ วิพากษ์เศรษฐกิจไทย ชี้ GDP ต่ำกว่าเป้า วิจารณ์ Digital Wallet

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ ชี้แจงประเด็นเศรษฐกิจและจีดีพี โดยตั้งข้อสังเกตต่อเป้าหมายการเติบโตที่ต่ำกว่าคาดการณ์ และวิพากษ์วิจารณ์ตัวเลข GDP ไตรมาสสุดท้ายที่ไม่สอดคล้องกับแนวโน้ม Q on Q วรภพ วิริยะโรจน์ วิจารณ์นโยบาย Digital Wallet ว่าเน้นลดความเหลื่อมล้ำแต่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ และชี้ว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ภาคการผลิตที่ลดลง ไม่ใช่การบริโภค จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการลงทุนภาคเอกชน วรภพ วิริยะโรจน์ ชี้ให้เห็นปัญหาการเข้ามาของสินค้าต่างชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กระทบเศรษฐกิจไทย โดยวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันผลกระทบจากสงครามการค้า วรภพ วิริยะโรจน์ วิจารณ์การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล้มเหลวในการสร้างการปล่อยสินเชื่อภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ โดยชี้ว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐมีมูลค่าต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับโครงการแจกเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขความ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ตอบคำถามได้ตรงคำถามนะครับ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ คือผมก็ยินดี ที่จะคุยกันด้วยตัวเลข เพราะว่าก็เป็นรัฐมนตรีช่วยคลังนี้ครับ ชื่อเผ่าภูมิเหมือนกันที่เมื่อ ๓ เดือนที่แล้วก็ตั้งเป้าหมายว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ไตรมาสสุดท้าย คาดการณ์ว่าจะโตได้ถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็โตได้เพียง ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ Momentum ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยพูดถึงถ้าเราไปดู ๓ ไตรมาสแรก จีดีพีเติบโต Q on Q คือ ไตรมาสต่อไตรมาสเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสสุดท้ายที่ออกมาเติบโต ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าข้อมูลเดียวกันนี่ท่านอาจจะ วิเคราะห์แตกต่างกันว่า Momentum มันกำลังจะมาหรือมันกำลังจะลง เรื่องที่ ๒ มันก็ยัง ยืนยันว่าเศรษฐกิจที่เติบโตใน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ที่น้อยที่สุดในอาเซียนมันก็ยังเป็นเพียง ครึ่งเดียวของที่ท่านเคยอวดอ้างไว้

ประเด็นต่อมาเรื่อง Digital Wallet ครับ ก็ดีใจที่ท่านตอบได้ตรงคำถามว่ามัน ไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว มันเป็นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ แน่นอนครับ ท่านแจกให้กับกลุ่มเปราะบางมันก็ย่อมลงจังหวัดที่มีคนเปราะบางเยอะ อันนี้ถูกต้องอยู่แล้ว ผมว่าพื้นฐานมาก แต่ในเมื่อคำถามผมอยู่ที่ว่ามันกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ และข้อมูลของ ทางแบงก์ชาติ สภาพัฒน์ก็ยืนยันเหมือนกันครับ มันก็ยืนยันเหมือนที่คาดการณ์เอาไว้ว่า มาตรการแจกเงินหมื่น กู้เงินมาแจก ๓ บาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ๑ บาท นี่มันก็เป็นหลักฐาน ที่ยืนยันแล้วท่านก็ถามทางทีมงานของท่านได้ แต่คำถามก็อยู่ที่ว่าทำไมในเมื่อเฟส ๑ มีผลลัพธ์แล้วว่ามันไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านก็พูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่ท่านยังเดินหน้า เฟส ๒ เฟส ๓ ที่ไม่ใช่ของกลุ่มเปราะบางแล้วนะครับ คำถามก็อยู่ที่ว่าสรุปแล้วรัฐบาล จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ในปีต่อจากนี้ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมว่าก็จะรอคำถามที่ ๒ ที่จะถามว่าในเรื่องเร่งด่วนสำคัญ เพราะผมก็ไปดูไส้ในเหมือนกันครับ ข้อมูลเศรษฐกิจมันก็ ยืนยันอย่างนี้ว่าปัญหาของเศรษฐกิจประเทศไทยมันอยู่ที่ภาคการผลิตไม่ใช่ภาคการบริโภค ภาคการผลิตจีดีพีลดลงมา ๒ ปีติดต่อกันแล้ว ส่งออกเรามากขึ้นแต่นำเข้าเรามากกว่าส่งออก นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น การลงทุนภาคเอกชนก็เลยลดลง โรงงานก็เลยปิดตัวครับ เพราะมัน เจอปัญหาสินค้านำเข้าต่างชาติที่มาตีตลาดที่เป็นปัญหาเร่งด่วนครับ นี่ผมกำลังขอพูดในเรื่อง ของเร่งด่วนที่รัฐบาลยังทำไม่พอครับ

เอาเรื่องอย่างประเด็นแรกครับ ปัญหาสินค้าต่างชาติ ก็ต้องน่าเสียดายที่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบเพราะว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลังเท่าไร แต่มันเป็น เรื่องสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น ๆ นี้ครับ ตั้งแต่ที่ว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ไปไล่จับ ร้านค้าต่างชาติที่ขายบน e-Commerce แพลตฟอร์ม เขาขายกันเต็มบ้านเต็มเมือง จับแต่ พ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่ขายบน e-Commerce โดยใช้กฎหมายตลาดตรงหรือว่าทะเบียน พาณิชย์นิดหนึ่งก็ไม่ทำ มอก. ครับ ตอนนี้มีอยู่ ๑๔๔ สินค้าเท่านั้นก็ยังไม่มีเพิ่ม มาตรการ ทุ่มตลาดก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อสงครามการค้ามันเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ

แต่ปัญหาเร่งด่วนอีกอันหนึ่ง เรื่องที่ ๒ อันนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง แน่นอนครับ ก็คือประเด็นที่ว่าภาคการเงิน ความกังวลของสถาบันการเงินที่เขาไม่ยอมปล่อย สินเชื่อจากความไม่มั่นใจในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเองนี่ละครับ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วมันก็เป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญในเศรษฐกิจปีนี้ เพราะถ้าเราไปดูสิ้นปีที่ผ่านมาสินเชื่อ ภาคธนาคารลดลง ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือต่ำสุดในรอบ ๑๕ ปี ถ้ารวมเอาทั้งธนาคาร พาณิชย์ของเอกชนแล้วก็สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จริง ๆ แล้วมันก็จะพบว่าลดลง ในรอบ ๒๑ ปี คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ คือเวลาเราผ่านวิกฤติอะไรมารัฐบาลอื่นอย่างน้อยเขายังทำ ให้สถาบันธนาคารแห่งรัฐยังปล่อยกู้ออกมาช่วยภาคการเงินได้ มีแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อวดอ้างว่าเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจแต่ก็ทำไม่ได้ครับ แน่นอนพอสินเชื่อไม่เกิดขึ้น ไม่เกิด การปล่อยตัว เงินทุนในระบบมันก็ลดลง สินเชื่อ SMEs ทุกวันนี้หนักสุด ลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้ลงทุนใหญ่เขากู้ได้เพิ่ม ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ สินเชื่อบ้านครับ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้สินเชื่อบ้านที่ปล่อยใหม่ก็ลดลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ได้กระทบลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตาม ภาครถยนต์ก็ลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากปัญหาสำคัญเลยก็คือสถาบันการเงินเขาไม่มั่นใจ ในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล และท่านรัฐมนตรีก็ทราบดีที่สุดว่าเรื่องนี้รัฐบาลช่วยสร้าง ความมั่นใจได้ มันมีกลไกของมันอยู่ มันคือการใช้งบประมาณนี้ไปลดความเสี่ยงให้กับสถาบัน การเงินเขากล้าปล่อยกู้สินเชื่อให้กับคนที่ต้องการซื้อบ้าน คือความต้องการซื้อบ้านมันมี อัตราการปฏิเสธสินเชื่อมันเลยสูงถึงขนาดนี้ แต่รัฐบาลนี้ทั้งปีผมไปดูมา อนุมัติงบประมาณ ที่เป็นโครงการที่เป็นงบประมาณให้กับธนาคารรัฐเพื่อปล่อยสินเชื่อบ้านเหล่านี้รวมไปแล้วคือ ๖,๓๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ไม่นับโครงการที่ธนาคารรัฐพูดออกมาแต่ว่าไม่มีงบประมาณของ รัฐบาลเข้ามาให้ มาตรการสำหรับสินเชื่อ SMEs รัฐบาลอนุมัติงบประมาณไป ๑๕,๘๐๐ กว่า ล้านบาท คำถามมันก็เลยอยู่ที่ว่า ทำไมในเมื่อท่านรัฐมนตรีก็รู้อยู่แล้วว่างบประมาณ ที่รัฐบาลอุดหนุนเข้าไปให้กับสถาบันการเงิน ๑๐๐ บาทอย่างนี้ครับ มันเกิดการปล่อยสินเชื่อ ออกมาได้ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท คือมันมีมูลค่าเติมในเศรษฐกิจ ๕ เท่า ๑๐ เท่า แต่งบประมาณ ที่ออกมามันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับมาตรการอย่างแจกเงินหมื่น คือมันเป็นแค่เสี้ยวเดียวครับ แต่อีกเสี้ยวหนึ่งนั้นคือแจก ๑๐๐ บาท กู้เงินมาแจก ๓ บาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่บาทเดียว ทำไมเรื่องเร่งด่วนอย่างนี้รัฐบาลถึงยังทำได้เพียงแค่น้อยนิด แต่เรื่องที่มันไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านกลับเดินหน้าต่อ