สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สงวนความเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และเสนอให้ยกเลิกคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นครับ ก่อนอื่นอยากขออนุญาต ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนกรรมาธิการทุกท่านที่พยายามแก้ไข กฎหมายนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะท่านประธานที่พยายามรับฟังความเห็น ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามผมมีความจำเป็นต้องขอสงวนความเห็นในประเด็นสำคัญซึ่งเป็น ประเด็นหลักที่เราเห็นว่าจะช่วยให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศนี้เป็นไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ เกิดประโยชน์สมความตั้งใจ ซึ่งก็เป็นไปตามร่างที่คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และคณะ หรือพรรคประชาชนเสนอ นั่นคือเห็นควรให้ยกเลิกคณะกรรมการและ คณะกรรมการควบคุม โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นผมจึงขอสงวนความเห็นว่าขอให้เพิ่มความมาตรา ๖/๒ ดังนี้ มาตรา ๖/๒ ให้ยกเลิก บทนิยามคำว่า คณะกรรมการและคณะกรรมการควบคุมในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าตาม มาตรา ๓ เดิมนี้คณะกรรมการที่เราพูดถึงก็คือคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แห่งชาติ อีกคณะกรรมการหนึ่งคือคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ต้องบอกว่า การใช้ระบบคณะกรรมการในการดูแลอำนาจหน้าที่ของกฎหมายฉบับต่าง ๆ ของประเทศไทย มีมาก แล้วก็มีงานศึกษาเยอะแยะที่พยายามบอกว่าการใช้ระบบคณะกรรมการมีปัญหา อย่างไร ผมขอสรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่ามีปัญหาอย่างน้อย ๓ เรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ ในการใช้กฎหมายฉบับนี้ ๑. คือความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ๒. ไม่มีความรับผิด รับชอบทางการเมือง และ ๓. ความไม่คุ้มค่า ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าบ้านเรามี คณะกรรมการเยอะจริง ๆ ข้อมูลจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในรายงานปี ๒๕๖๒ ที่ชื่อว่า ข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้ระบบ คณะกรรมการในกฎหมาย ณ ปี ๒๕๖๒ นะครับ มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติและ พระราชกำหนดที่กำหนดให้มีคณะกรรมการในกฎหมายจำนวน ๓๘๕ ฉบับ มีคณะกรรมการ ในกฎหมายกี่คณะท่านทราบไหมครับ ๘๖๕ คณะ เป็นคณะกรรมการนโยบาย ๒๒๑ คณะ ก็เหมือนคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ ในรายงานฉบับนี้เขียนไว้เลยว่า การตั้งคณะกรรมการควรตั้งเท่าที่จำเป็น ต้องเรียนให้ความ เป็นธรรมกับเพื่อนในกรรมาธิการ ตลอดการหารือหลายสิบสัปดาห์เราคุยกันเรื่องนี้เยอะ จริง ๆ แล้วเกือบจะประความสำเร็จในแง่ว่าตั้งคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น สิ่งที่ผมพยายาม พูดอยู่นี้ยังสอดคล้องกับมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กำหนดให้รัฐพึงใช้ระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ถามว่าทำไมจึงควรมีคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น ก็เพื่อให้มีความคล่องตัว มีผู้รับผิดรับชอบ ชัดเจน หลายครั้งการใช้ระบบกรรมการเป็นการสร้างภาระให้กับเศรษฐกิจ ให้กับประชาชน เกินความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่าง ๆ การอนุมัติ อนุญาตที่ล่าช้า รวมถึงการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ทุกท่านรับทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ว่ามันแก้ยากเหลือเกิน การพิจารณาเรื่องคณะกรรมการยังมีประเด็นเรื่องความ คุ้มค่าทั้งทางงบประมาณ รวมถึงความคุ้มค่าในการดำเนินงาน ซึ่งในรายงานของสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ระบุไว้ชัดว่าเกิดความซ้ำซ้อน ล่าช้า ประการสำคัญที่ผมอยาก ชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้เห็นถึงนัยสำคัญของเรื่องนี้ ก็คือการใช้ระบบคณะกรรมการ มันปราศจากซึ่งความรับผิดรับชอบทางการเมืองโดยตรง หลายประเด็นกฎหมายให้อำนาจ คณะกรรมการมากกว่ารัฐมนตรี ซึ่งในประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์ หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม หลายครั้งจากการพูดคุยกับเพื่อนในกรรมาธิการเราก็รับทราบว่าเวลาประชุมคณะกรรมการ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เราก็พบว่าหลายครั้งหน่วยงานส่งผู้แทนมา ประชุม แน่นอนเพราะว่าในรายละเอียดกำหนดให้ผู้แทนต้องเป็นปลัดกระทรวง ต้องเป็น รัฐมนตรี ก็มีการมอบหมายกันมา ผู้มาไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ ยังไม่นับว่าธรรมเนียมแบบ ไทย ๆ มีความเกรงใจกัน ไม่นิยมให้ความเห็นที่ขัดกัน ดังนั้นในความเห็นที่ผมสงวนไว้ การตัดสินใจเรื่องนี้จึงควรอยู่บนฐานความรับผิดรับชอบทางการเมือง เพื่อให้เกิดการตัดสินใจ ที่อยู่บนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังที่ผมกล่าวมา ผมจึงขอสงวนความเห็นครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ