เจษฎา ดนตรีเสนาะ หารือเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำในประเทศไทย และความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเรียกร้องให้ภาครัฐและกลไกต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการดังกล่าวของประชาชน และเสนอแผนบริหารน้ำ 20 ปีที่ปรับปรุงให้เข้ากับยุคปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ ผู้แทนราษฎรปทุมธานี เขต ๒ พรรคประชาชน คนปทุมธานี ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประธานอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาน้ำบาดาลและน้ำประปาทั้งระบบ ผมขออนุญาตไปที่ภาพรวมครับท่านประธาน ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลสำคัญต่อปริมาณน้ำในประเทศไทย ประกอบกับสถานการณ์การลดลงของพื้นที่ป่า และการขยายตัวของชุมชนเมือง การขยายพื้นที่อุตสาหกรรมและการใช้สารเคมีในพื้นที่ เกษตร จึงส่งผลให้ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพของน้ำในประเทศไทยนั้นลดลง ขณะที่ ความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคมีจำนวนมากขึ้นทุกขณะ พร้อมทั้ง ความคาดหวังที่จะใช้น้ำอย่างทั่วถึงเพียงพอและมีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการใช้ ประโยชน์จากน้ำบาดาลและการให้บริการน้ำประปา จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐและกลไก ต่าง ๆ ของภาครัฐที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าวของประชาชน ภาพรวมการบริหาร จัดการน้ำของประเทศไทยเป็นการบริหารจัดการน้ำฝน น้ำท่า น้ำในแหล่งจัดเก็บน้ำ และน้ำบาดาลให้สอดคล้องกับความต้องการการใช้น้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในฐานะ แหล่งที่มาของอำนาจในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ว่าก็คือ กฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะกฎหมายที่จะทำให้เกิดการบูรณาการ เกี่ยวกับการจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ และสิทธิในน้ำ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มี ความสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการ แผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมทั้งเป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์ ในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะ การทำความเข้าใจ ภาพรวมของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย จึงนำเสนอข้อมูลพื้นฐาน ๓ ประเด็น ได้แก่ ๑. สถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทย อันนี้ก็คือพื้นฐานภาพรวมของประเทศไทยนะครับ ปริมาณน้ำของประเทศไทยปัจจุบันเรามีฝนตกเฉลี่ยต่อปี ๑,๕๗๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือ ๗๖๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ๒. ก็คือน้ำท่าเฉลี่ย ๒๑๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ๓. ก็คือน้ำในแหล่งเก็บน้ำ หรือศักยภาพของแหล่งกักเก็บน้ำ ก็คือ ๘๓,๑๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อันสุดท้ายก็คือเรื่องของน้ำบาดาลที่เราใช้ได้ มีปริมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ผมอยากขออนุญาตชวนท่านคิดในข้อ ๑ และข้อ ๓ ก็คือฝนที่ตกลงมาต่อปีมีประมาณ ๗๖๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เรามีแหล่งกักเก็บน้ำได้เพียง ๘๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร นั่นแปลว่าเรามีปริมาณน้ำฝนที่เราทิ้งต่อปีเป็นจำนวนมากนะครับทุกท่าน แล้วมันก็นำไปสู่ ปัญหาของปริมาณน้ำดิบไม่เพียงพอในภาคของการอุปโภคบริโภคและน้ำแล้งในภาค การเกษตร ส่วนอันถัดไปก็คือเป็นความต้องการของการใช้น้ำ โดยเฉลี่ยของประเทศไทย เรามีการใช้น้ำเฉลี่ย ๔ ด้าน ด้านการเกษตร ด้านการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม แล้วก็ การรักษาระบบนิเวศ ตัวเลขทั้งหมดในสีแดงเป็นน้ำนอกพื้นที่ชลประทาน ส่วนสีน้ำเงิน ก็คือน้ำในพื้นที่ชลประทาน แต่ตัวเลขทั้งหมดผมลองบวกรวมดูคร่าว ๆ มันตกแค่ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในขณะที่เราใช้น้ำเพียง ๑,๓๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เราก็ยังเจอสถานการณ์ที่น้ำดิบไม่พอในการผลิตน้ำประปา รวมทั้งน้ำไม่พอใช้เพื่อการเกษตร ผมก็อยากฝากทุกท่านว่าในประเด็นเหล่านี้เรายังขาดแหล่งกักเก็บน้ำที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญ ในการที่จะทำให้เรามีน้ำอุปโภคบริโภคได้อย่างพอเพียง ขอสไลด์ถัดไปครับ
ในส่วนของกฎหมายเราก็มีแผนบริหารน้ำ ๒๐ ปี โดยแบ่งเป็น ๕ ด้าน ด้านที่ ๑ ก็คือน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ด้านที่ ๒ ก็คือน้ำเพื่อการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ด้านที่ ๓ ก็คือการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้านที่ ๔ ก็คือการบริหารจัดการน้ำ และด้านที่ ๕ ก็คือการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ผืนน้ำ โดย ๕ ด้านนี้เป็นแผนระยะยาว ๒๐ ปี ซึ่งก็ต้อง ปรับปรุงให้เข้ากับยุคปัจจุบัน แล้วก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งข้าง ๆ กันเป็นเป้าที่เราร่วมมือ กับสหประชาชาติ ของ SDG 6 เพื่อสร้างหลักประกันเกี่ยวกับน้ำของประเทศไทย ขออนุญาต ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะมีอนุกรรมาธิการชี้แจงอีกหน่อยครับท่านประธาน เพราะว่า เป็นหลักเนื้อหาสำคัญของรายงานจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ