มนพร เจริญศรี อธิบายความคืบหน้าโครงการถนนวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อแก้ปัญหาจราจรหนาแน่น โดยชี้แจงสถิติปริมาณรถและสัดส่วนรถบรรทุกในเส้นทางหลัก 4 สายทาง พร้อมยืนยันว่าไม่สามารถขยายช่องทางจราจรเดิมได้เนื่องจากพื้นที่เต็ม และเสนอมาตรการแก้ไขระยะยาวด้วยการก่อสร้างวงแหวนรอบนอกทั้ง 3 ด้านเพื่อเชื่อมต่อภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณางบประมาณในปี 2569
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เนื่องจากท่านติดภารกิจเดินทางไปประชุมร่วมกับคณะของท่านนายกรัฐมนตรีที่ประเทศจีน ดิฉันต้องขอขอบพระคุณสำหรับคำถามของท่านฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย สำหรับประเด็นคำถามแรกท่านก็ได้มีความห่วงใย แล้วก็ความกังวลเรื่องความหนาแน่นของเส้นทางจราจร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ หลังจากที่ ท่านบอกว่าโครงการนี้ไม่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปี แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นในสมัย ภายใต้ของรัฐบาลท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร แล้วก็ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในสมัยนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอฉายภาพรวมความเป็นมาของถนนแล้วก็สภาพโดยรอบของถนนเส้นทาง ดังกล่าวก่อน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราอยู่ในพื้นที่ของเขตพิเศษ หรือว่าอยู่ในพื้นที่ของอีอีซี ซึ่งอีอีซีมีการเติบโตของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม หรือว่าธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องของอีอีซีจะส่งผลในเรื่องของการเติบโตในเรื่องของการขนถ่ายสินค้า เรื่องของการ Movement ของผู้คนนะคะ แล้วก็ต้องยอมรับว่าการจราจรในเส้นทางนี้มีความหนาแน่น แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวเมืองของฉะเชิงเทรา หรือเราเรียกกันว่าเป็นตัวเมืองของแปดริ้ว เป็นชุมชนหนาแน่น แล้วก็มีสภาพข้อจำกัดของด้านกายภาพ จึงไม่สามารถที่จะขยาย ช่องทางจราจรให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ ปริมาณจราจรที่ใช้เส้นทางเหล่านี้มีความหนาแน่นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่มีเส้นทางของ ทางหลวงทั้งหมด ๔ สายทาง สายทางแรกก็คือสายทางที่ ทล. ๓๐๔ ทล. ๓๐๔ ขออนุญาตว่า ปริมาณจราจรของ ทล. สาย ๓๐๔ มีปริมาณรถที่ใช้สัญจรไปมามีปริมาณ ๕๑,๐๐๐ คันต่อวัน มีสัดส่วนรถบรรทุกอยู่ที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หันกลับมาดู ทล. สาย ๓๑๔ ทล. สาย ๓๑๔ มีปริมาณจราจรสูงถึง ๕๓,๐๐๐ คันต่อวัน มีสัดส่วนรถบรรทุกหนักอยู่ที่ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ค่ะ มาดูที่ ทล. ๓๑๕ ดิฉันขึ้นภาพให้เห็นนะคะ ทล. ๓๑๕ มีปริมาณของรถสัญจรไปมาอยู่ที่ ๓๒,๐๐๐ คันต่อวัน มีสัดส่วนรถบรรทุกถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ค่ะ สุดท้ายเป็น ทล. ๓๖๕ ซึ่งเป็น เส้นทางหลักอีกเส้นทางหนึ่ง มีปริมาณการจราจรสูงสุดถึง ๑๑๐,๐๐๐ คันต่อวัน มีสัดส่วน รถบรรทุกอยู่ที่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือภาพรวมของ ทล. ทั้ง ๔ เส้นทางค่ะท่านประธาน แล้วก็ เส้นทางดังกล่าวที่ท่านสมาชิกบอกว่ามีการขยายถนนจาก ๔ เลนเป็น ๖ เลน ขณะนี้เส้นทาง ถนนดังกล่าวนี้มีการขยายเป็นถนนถึง ๑๐ ช่องจราจรแล้วนะคะ แล้วก็ไม่สามารถที่จะขยาย เพิ่มพื้นที่ตรงนี้อีกแล้ว เพราะพื้นที่ตรงนี้ได้มีการก่อสร้างถนนเต็มหมดแล้วนะคะ ตามรูปแบบของดิฉันให้เห็นภาพของการจราจรที่ว่ามีความแออัดที่จะต้องผ่านตัวเมืองของ แปดริ้วก็จะใช้เส้นทางทั้ง ๔ เส้นทางนี้นะคะ โดยเฉพาะวันธรรมดาเองก็จะมีการจราจร ไม่ว่า จะเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน หรือว่าช่วงที่พี่น้องประชาชนกลับบ้านในช่วงเย็นหลังเลิกงานนะคะ แล้วก็รวมไปถึงเทศกาลต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา ทำให้การจราจรเส้นนี้ มีความหนาแน่นค่ะ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าการคิดเพียงแก้ไขเรื่องของเพิ่มพื้นที่การจราจร ขณะนี้ก็ไม่สามารถที่จะเพิ่มพื้นที่แล้ว หรือว่าสิ่งหนึ่งก็คือต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ไปใช้ เส้นทางอื่น แต่ก็ปรากฏว่าจะไปใช้เส้นทางอื่นไม่ได้แล้ว เพราะ ๔ เส้นจราจรเหล่านี้ มีความหนาแน่นไปด้วยรถแล้วก็ผู้คนที่ต้องใช้เส้นทางหลัก ไม่ว่าจะเป็นเชื่อมของ ภาคตะวันออกไปจนถึงเชื่อมต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือนะคะ แนวทางของการแก้ไขปัญหา นี้ของกระทรวงคมนาคมจึงมีมาตรการแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืนค่ะ เริ่มต้นจากการแก้ไข ในเรื่องของการจราจรติดขัดนะคะ ก็จะเน้นในเรื่องของการที่จะทำเส้นทางใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นวงแหวนระยะทางทั้งสิ้น ๕๑ กิโลเมตรค่ะ นั่นก็คือจะทำรอบ ๆ ตัวเมืองของแปดริ้ว แล้วก็ไปเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี นอกจากนั้นเชื่อมั่นว่าถ้าเราได้ทำไม่ว่าจะเป็นจุดที่ ๑ จุดที่ ๒ จุดที่ ๓ ท่านก็จะเห็นว่า ถ้าเราทำทั้ง ๓ จุดนี้ก็จะเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมแล้วก็รายละเอียดต่าง ๆ ขณะนี้ โครงการทั้งหมดได้มีการ Approve แบบ แล้วก็คาดการณ์ว่าเราจะเข้ามาสู่การพิจารณา งบประมาณในปี ๒๕๖๙ แล้วก็ในการที่จะจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจแล้วก็เตรียมความพร้อม ในการขอเสนอออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินในส่วนของรอบเมืองทั้งทางด้านทิศใต้ แล้วก็วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตกตามหมายเลข ๒ เนื่องจากตรงนี้จะมีในส่วนของ ทั้ง ๓ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทางใต้ ด้านทางทิศตะวันตก แล้วก็ด้านทางทิศเหนือ ดิฉันจะ ขอขยายความเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ท่านสมาชิกได้มองภาพไปพร้อม ๆ กันว่าการก่อสร้าง ด้านทิศใต้นี้จะประกอบไปด้วยวงแหวนรอบนอกระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เริ่มต้น โครงการที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ก็คือแปดริ้ว แล้วก็พนมสารคาม อยู่ในเขตพื้นที่ ของตำบลเสม็ด อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา จากนั้นบนเส้นทางดังกล่าวก็จะลงทิศใต้ แล้วเลี่ยงลงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตัดข้ามกับทางรถไฟสายแปดริ้ว-สัตหีบ แล้วตัดกับ ทางหลวงหมายเลข ๓๑๕ ช่วงอยู่ในพื้นที่ตำบลดอนทราย อำเภอบ้านโพธิ์ แล้วจะเลี้ยวขึ้นมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือข้ามแม่น้ำบางปะกงทางทิศใต้ของวัดเกาะชัน จากนั้นแนวเส้นทาง ก็จะไปที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข ๓๑๔ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ เมื่อโครงการนี้ มีความพร้อมพระราชกฤษฎีกาเวนคืนแล้วก็จะเสนอขอรับงบประมาณเรื่องของค่าเวนคืน ที่ดิน แล้วก็เตรียมความพร้อมขอรับงบประมาณในปี ๒๕๗๑ ค่ะ ค่าก่อสร้างในเรื่องของ เส้นทางนี้ทางด้านทิศใต้มีวงเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ค่าเวนคืนประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาท คาดว่าจะมีการก่อสร้างทั้งสิ้น ๓ ปี จะเปิดใช้บริการในปี ๒๕๗๕ นี่คือ ในส่วนของด้านทิศใต้นะคะ พอมาดูระยะที่ ๒ ขึ้นภาพในระยะที่ ๒ เลยค่ะ ภาพในระยะที่ ๒ จะเป็นถนนรอบเมืองทางฝั่งทิศตะวันตก ทิศตะวันตกนี้ก็มีระยะทางทั้งสิ้น ๑๕ กิโลเมตร จุดเริ่มต้นที่ทางหลวงหมายเลข ๓๑๔ บริเวณตำบลคลองประเวศ อำเภอบางโพธิ์ จังหวัด ฉะเชิงเทรา มีสิ้นสุดบนทางหลวงที่สาย ๓๐๔ ที่ตำบลคลองนคร เนื่องจากเขตนี้สิ้นสุดอยู่ที่ สาย ๓๐๔ เขตนี้อยู่ที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทราค่ะ ค่าก่อสร้างในส่วนของด้านทิศตะวันตกอยู่ที่ ๗,๑๐๐ ล้านบาท ค่าเวนคืนอยู่ที่ ๓,๒๐๐ ล้านบาท ค่าดำเนินการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการ ก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๗๒ สิ้นสุดที่ปี ๒๕๗๔ เปิดใช้บริการในปี ๒๕๗๕ ค่ะ กลับมาดูในส่วนที่ ๓ เป็นส่วนของทางด้านทิศเหนือ จะเห็นว่าการก่อสร้างในระยะทางตรงนี้อยู่ที่ ๒๐ กิโลเมตร จุดเริ่มต้นที่ตัดทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ สุวินทวงศ์ตัดกับทางหลวงหมายเลข ๓๖๕ สี่แยก สตาร์ไลท์แนวเส้นทางโครงการไปทางทิศเหนือเชื่อมต่อกับหมายเลขทางหลวงสาย ๓๖๕ เป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร จากนั้นแนวทางก็จะเลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตัดกับทางหลวงหมายเลข ๓๒๐๐ จังหวัดฉะเชิงเทราไปถึงบ้างน้ำเปรี้ยว แล้วหลังจากนั้น ก็จะไปตัดกับคลองชลประทาน ทางหลวงชนบทสาย ๔๐๕๐ ตัดกับถนนของกรมชลประทาน ไปบริเวณเขื่อนทดน้ำบางปะกงทางเข้าวัดสมานรัตนาราม ไปจนถึงแนวทางเส้นทางเลี้ยวขวา ไปตัดกับแม่น้ำบางปะกง ซึ่งจุดตัดตรงนี้ใช้วงเงินงบประมาณก่อสร้าง ทั้งสิ้น ๘,๔๐๐ ล้านบาท ค่าเวนคืนประมาณ ๓,๓๐๐ ล้านบาท แผนการดำเนินการในระยะที่ ๒ จะเริ่มต้น ในปี ๒๕๗๓-๒๕๗๕ และเปิดบริการในปี ๒๕๗๖ ทั้งนี้ก็ขออนุญาตท่านสมาชิกว่าทำไม โครงการเหล่านี้ถึงมีค่าเวนคืนที่สูง ต้องยอมรับว่าขณะที่เรามีการดำเนินการก่อสร้างโครงการ ขนาดใหญ่นี้พี่น้องประชาชนได้อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว การที่จะต้องจ่ายค่าเวนคืน จำนวนมากแบบนี้เพราะว่าเป็นพื้นที่ของความเจริญ แล้วก็เข้าสู่พื้นที่ของอีอีซีแต่ในส่วนของ รัฐบาลเองได้เล็งเห็นว่าถึงแม้จะจ่ายค่าเวนคืนสูงเท่าไร แต่ความจำเป็นที่ต้องขยายถนนตาม แนวทางทั้ง ๓ แนวทางนี้ ก็คือจะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แล้วก็มองว่าในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้กระทรวงคมนาคมเองก็ไม่ได้ละเลย พยายามที่จะให้เกิดโครงการนี้ภายใต้รัฐบาลของ ท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ให้ได้ค่ะ นอกจากนั้นค่ะท่านประธานที่เคารพ จะเห็นว่าเมื่อโครงการนี้ได้มีการก่อสร้างทั้ง ๓ เส้นทางแล้ว โดยเฉพาะโครงการจุดที่ ๓ ดิฉันเห็นว่าเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูง เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ การตัดจุดทางแยกหลายจุด แล้วก็จะต้องมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ซึ่งต้องใช้ งบประมาณเป็นจำนวนมาก แล้วก็สร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงถึง ๒ แห่งนะคะ เพราะฉะนั้นในแผนงานของระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ก็จะขึ้นอยู่กับแผนงานในระยะที่ ๑ ในเรื่อง ของวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทราในด้านใต้ แล้วก็ความพร้อมในเรื่องของการจัดการ กรรมสิทธิ์ที่ดินนะคะ แต่ดิฉันอยากจะฉายภาพว่าถ้าโครงการเหล่านี้ได้ดำเนินการก่อสร้าง เสร็จแล้วอยากจะขึ้นให้ท่านเห็นภาพ มันก็จะมีความสวยสดงดงามแล้วก็จะเป็นการแก้ไข ปัญหาความแออัดของรอบเมืองฉะเชิงเทราได้อย่างยั่งยืน แล้วก็เป็นการกระจายความเจริญ ไปสู่การเชื่อมต่อของการนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี แล้วก็เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง ภาคตะวันออกไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดิฉันขอตอบคำถามในคำถามแรกของ ท่านสมาชิกค่ะ ขอบคุณค่ะ