ปารมี ไวจงเจริญ หารือประเด็นสิทธิเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ยืนยันว่าข้อมูลการส่งกลับประเทศไม่ใช่ความสมัครใจ และเรียกร้องให้แก้ไขสิทธิเดินทางและรักษาพยาบาล รวมถึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการขึ้น G-Code ให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้ตั้งกระทู้ถาม ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ท่านตอบคำถามล่วงหน้า ก่อนที่ดิฉันจะถามอีกนะคะ สิ่งที่ท่านตอบมาในช่วงหลัง ๆ นี่จริง ๆ เป็นคำถามที่ ๒ และ คำถามที่ ๓ ที่ดิฉันจะถามท่านรัฐมนตรีเลย แต่ต้องขอขอบคุณที่ท่านตอบมาก่อนล่วงหน้าแล้ว คือก็เหมือนอย่างที่ท่านได้ตอบมาก่อนแล้วล่ะ คำถามที่ ๒ ดิฉันจะถามในประเด็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ตรวจคนเข้าเมือง สภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่นำข้อเสนอในรายงานที่คณะกรรมาธิการการศึกษา ซึ่งตัวดิฉันก็ ร่วมเป็นคณะทำงานนี้ด้วยแล้วก็เก็บข้อมูลอย่างครบถ้วนก็ว่าได้ เราได้เชิญหน่วยงานมาครบถ้วน ทุกหน่วยงาน แล้วก็มีการออกไปดูงานเก็บข้อมูลต่าง ๆ ตามจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัด ดิฉัน คิดว่ารายงานฉบับที่ดิฉันและคณะกรรมาธิการการศึกษาได้จัดทำขึ้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ว่าท่านรัฐมนตรีได้ตอบก่อนที่ดิฉันจะถามเสียอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจะขอเสริม บางประเด็นสักเล็กน้อยนะคะท่านรัฐมนตรี คือกรณีที่ท่านได้กล่าวพูดถึงเด็กไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรที่อ่างทอง ที่ลพบุรี หรือที่สุราษฎร์ธานีที่เป็นเคสล่าสุด แล้วก็ท่านกล่าวมา ก่อนหน้านี้ว่าท่านยืนยันว่าเด็กเหล่านี้บางส่วนที่ถูกส่งตัวกลับไปประเทศต้นทางเขาไป ด้วยความสมัครใจ อันนี้ข้อมูลที่ดิฉันได้รับทราบมาจะมีความต่างกับข้อมูลที่ท่านได้กล่าวไป เพราะว่ากรณีหน่วยราชการหลาย ๆ หน่วยตรวจสอบเด็กเหล่านี้ เรียกเด็กไปสอบปากคำ อะไรต่าง ๆ จะกล่าวว่าเด็กเหล่านี้ยินยอมกลับประเทศต้นทางด้วยความสมัครใจ ดิฉันคิดว่า คำคำนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะหน่วยราชการต่าง ๆ พอไปดำเนินการตรวจสอบ สอบปากคำต่าง ๆ เขามันมีอำนาจเหนือกว่าพวกเขาอยู่แล้วเพราะเป็นหน่วยราชการไทย แล้วพวกเขาเป็นกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรใช่ไหมคะ หน่วยราชการมีอำนาจ สูงกว่า เหนือกว่าอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะกลับประเทศต้นทางไปด้วยความสมัครใจ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งนะคะ ประเด็นต่อมาคือกรณีที่ท่านพูดเกี่ยวกับว่าหน่วยราชการหลาย ๆ หน่วยมีการไปเรียกรับ ผลประโยชน์ หรือใช้คำง่าย ๆ เลยนะคะท่านประธานคือรับส่วยกับเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร์ที่บางคนก็จะต้องเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อไปสอบต่อ สอบเลื่อน หรือ สอบเข้าเมื่อเปลี่ยนช่วงชั้น เช่น สอบเข้า ม. ๑ สอบเข้า ม. ๔ หรือจบ ม. ๖ แล้วสอบเข้า มหาวิทยาลัย เขาจะถูกหน่วยราชการหลายหน่วยเรียกรับส่วย อันนี้เกิดขึ้นจริงค่ะท่านประธาน อันนี้ต้องถามไปยังท่านรัฐมนตรี และถามหน่วยราชการต่าง ๆ ด้วย มีหลายคนร้องเรียน มายังดิฉันนะคะ นอกจากกรณีการเดินทางออกนอกพื้นที่ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเด็กที่ไม่มี หลักฐานทะเบียนราษฎร์เขาก็จะกลัวมากเวลาเขาจะเดินไปไหน หรือแม้แต่เด็กที่ได้ G-Code แล้วก็ตาม มันก็ยังติดขัด G-Code ก็ยังเดินทางออกนอกอำเภอไม่ได้ ในรายงานที่ดิฉัน ทำร่วมกับ กมธ. การศึกษาก็ได้มีเขียนข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้ว่า สิทธิการเดินทางออกนอกพื้นที่ เพื่อไปสอบเรียนต่อของนักเรียนที่ได้ G-Code ก็ยังไม่พอ จึงควรต้องพัฒนาไปเป็นเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ดิฉันก็ได้ให้ข้อสังเกตนี้ไปในรายงานฉบับนั้นแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงต่าง ๆ ด้วยนะคะ และรวมถึงที่ท่านรัฐมนตรีตอบ ไปก่อนแล้ว จริง ๆ ดิฉันก็ตั้งใจจะถามแต่ก็ขอขอบคุณที่ท่านได้ตอบไปก่อนแล้วก็คือเรื่องสิทธิ รักษาพยาบาล นักเรียนที่ได้ G-Code ก็จะยังไม่ได้สิทธิรักษาพยาบาล จะต้องเป็น เลขประจำตัว ๑๓ หลักขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีสุรศักดิ์ แล้วก็ทางท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรีด้วยว่า เพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ดิฉันคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขควรจะต้องดำเนินการออก Action Plan ที่เป็นแผนอย่าง ชัดเจนว่าจะประกันสิทธิรักษาพยาบาลของเด็กกลุ่มที่ไม่มีหลักฐานในทะเบียนราษฎร์นี้อย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งนะคะท่านประธาน ก็คือเวลาเราพูดถึงเด็กกลุ่มที่ไม่มี หลักฐานทะเบียนราษฎร์นี่เรามักจะคิดถึงเด็กที่เป็นลูกหลานของแรงงานข้ามชาติหรือ ลูกหลานแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วคนไทย ลูกหลานไทยเองจริง ๆ ก็เป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์อยู่เป็นจำนวนมากนะคะ ก็คือบรรดาลูกหลานของ คนไทยเองที่เป็นแรงงานโยกย้ายถิ่น เป็นแรงงานรับจ้าง แล้วเขาก็ไม่ได้ไปแจ้งเกิดตั้งแต่แรก หรือเป็นคนไทยตกหล่นเป็นเด็กกลุ่มเร่ร่อน หรือแม้แต่อย่างในภาคใต้ก็จะมีคนไทยพลัดถิ่น อยู่หลายจังหวัด เหล่านี้เป็นคนไทยแท้ ๆ เลยนะคะ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเสริมฝาก ท่านประธานไปทางรัฐบาลแล้วก็ฝากท่านรัฐมนตรีสุรศักดิ์ด้วยว่าที่กระทรวงศึกษาธิการ จะบูรณาการร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยทำ Workshop ที่เชียงใหม่ ดิฉันคิดว่าอยากจะ ให้มีเพิ่มเติมมากกว่านั้น เพราะว่าในกรุงเทพมหานครดิฉันคิดว่ามีเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร์เป็นจำนวนมากนะคะ โดยเฉพาะที่เป็นเด็กลูกหลานคนไทยที่เป็นแรงงาน รับจ้างแล้วเขาไม่ได้แจ้งเกิดให้ลูกหลานเขา หรือจะเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นเด็กเร่ร่อนก็ว่าได้ ดิฉันเชื่อว่าในกรุงเทพมหานครมีจำนวนเยอะมาก ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาล นะคะว่า เด็กไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ไม่ได้มีแค่ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เด็กไทยก็มี แล้วก็มีอีกหลายจังหวัด จริง ๆ ดิฉันอยากจะบอกด้วยว่ามีทุกจังหวัดเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันขอถามเป็นคำถามที่ ๓ ขอฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีสุรศักดิ์ด้วย ขอตอบสั้น ๆ ก็ได้นะคะ ไม่ทราบว่าท่านจะมีเวลาเหลือหรือเปล่านะคะท่านรัฐมนตรี ดิฉันต้องการทราบ แผนดำเนินการที่ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะยาวที่ชัด ๆ นะคะ โดยเฉพาะแผนดำเนินการขึ้น G-Code ให้กับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ ที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณา ตอบมานะคะ แต่ว่าดิฉันอยากจะขอให้ท่านขมวดสั้น ๆ เลยเป็นแผนที่ชัดเจนว่าเด็กกลุ่มนี้ จะได้ดำเนินการขึ้น G-Code ภายในกรอบระยะเวลาเท่าไรจะยิ่งดี เพราะว่าในตัวรายงาน ที่ดิฉันทำร่วมกับ กมธ. การศึกษา ดิฉันมีระบุกรอบเวลาไว้นะคะท่านประธานว่าในการ ขึ้น G-Code ควรไม่ควรเกิน ๖ เดือนอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะว่าตอนนี้ปัญหา ภัยสู้รบระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านก็ยังมีปัญหาอยู่ในหลายจุด แล้วลำพังเด็กในไทยเองที่เป็น เด็กเร่ร่อนเด็กลูกหลานแรงงานไทยก็มีปัญหายังขึ้นทะเบียนกันไม่ได้นะคะ ก็อยากจะขอ แผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว โดยสรุปสั้น ๆ จากท่านรัฐมนตรีด้วย ขอเป็นคำถาม สุดท้ายค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน