สุรศักดิ์ ชี้แจงสิทธิเด็กกลุ่ม G ยืนยันไม่ผลักดัน-เร่งแก้สถานะบุคคล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ตอบกระทู้ถามเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ โดยอธิบายว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ยืนยันว่าการดำเนินการไม่มีการผลักดันหรือดำเนินคดีกับเด็กกลุ่มนี้ และชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับรหัสตัว G ที่ใช้เพื่อระบุตัวตนและรับเงินอุดหนุนการศึกษา สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อธิบายแนวทางการลงรหัส G สำหรับบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ โดยยืนยันว่ากระทรวงได้จัดทำคู่มือและอบรมครูไปแล้ว และจะขยายผลตามข้อเสนอของกรรมาธิการ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เสนอแนวทางแก้ไขสิทธิเด็กกลุ่ม G ให้สามารถเดินทางออกนอกเขตเพื่อสอบและรักษาพยาบาล โดยชี้แจงข้อจำกัดทางกฎหมายและเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาขยายสิทธินี้ รวมถึงเรียกร้องให้ตั้งศูนย์ประสานงานสำหรับข้อมูลเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย และเสนอให้กระทรวงมหาด

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านนั้นติดภารกิจ ต่างประเทศ แล้วก็ได้รับมอบหมายจากท่านพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านติดภารกิจที่ต่างจังหวัด มอบหมายให้กระผมได้มาตอบกระทู้ถาม ในวันนี้กับท่านปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งห่วงใยในการศึกษา โดยเฉพาะแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร์ซึ่งอยู่ในประเทศไทย ขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านปารมีอย่างนี้ครับ ทางรัฐบาลเองนั้นให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิของเด็ก แต่แน่นอนครับการจัดการศึกษา ให้กับเด็กซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี จริง ๆ แล้วไม่เพียงแค่เด็กและ เยาวชนที่ต่ำกว่า ๑๘ ปีนะครับ ผู้ที่มีอายุมากกว่า ๑๘ ปี ทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญกับ การจัดการศึกษา ไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสัญชาติที่พิสูจน์ได้หรือไม่ก็ตาม เด็กในผืนแผ่นดินนี้จะต้อง ได้รับสิทธิคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก แล้วก็ยังมีเรื่องของอนุสัญญาที่ว่าด้วย Convention On The Rights Of The Child หรือ CRC ซึ่งจะประกอบไปด้วยสิทธิ ๔ ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่ได้รับการพัฒนา แล้วก็ สิทธิที่จะมีส่วนร่วมซึ่งตระหนักถึงการพัฒนาโดยการส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาควบคู่กับ การส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัว โดยได้รับการคุ้มครองจาก ความรุนแรง แล้วก็การปล่อยปละละเลยหรือว่าการแสวงหาผลประโยชน์กับเด็ก ซึ่งดังนั้น สิทธิด้านการศึกษา จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัว แล้วก็การที่มีผู้ดูแลหลักแล้วก็มีความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยอย่างที่ผมกล่าวว่าเรายึดหลัก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาด้วยความสัตย์จริง รัฐบาลเองแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ทำเรื่องนี้ไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่เคยที่จะส่งกลับเด็ก หรือผลักดันเด็กให้กลับโดยไม่สมัครใจ อันนี้ต้องขอใช้คำพูดว่า โดยไม่สมัครใจ คือเราไม่เคยใช้หลักการนั้น ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทราบดีครับ เราต้องทำตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด เรามีกฎหมายทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เรามีทั้งอนุสัญญาที่คุ้มครอง เด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปฏิบัตินั้นไม่สามารถจะทำอะไรที่ขัดกับกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ เหล่านั้นได้ แล้วก็ยังมีมติ ครม. อีกมติหนึ่ง ที่สำคัญในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดจัด การศึกษาให้กับเด็กบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยได้กำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการออกระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วก็เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย และเปิดกว้างให้ทุกคน เข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่ อันนั้นก็ยืนยันว่าเด็กรหัสตัว G ที่ทาง กระทรวงเราได้ทำหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ผมขออนุญาตอธิบายผ่านท่านประธานสภา ไปถึงท่านปารมีท่านคงเข้าใจ แต่ผมขออนุญาตพูดไปถึงพี่น้องทางบ้านนะครับ พี่น้องทางบ้าน ยังสงสัยว่ารหัสตัว G ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พูดถึงกันบ่อย ๆ มันคืออะไรครับ มันคือรหัส ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นคนออกให้กับเด็กที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือเด็กไม่ ปรากฏข้อมูลบนทะเบียนราษฎร์ว่าเป็นเด็กสัญชาติใด เป็นเด็กกลุ่มใด ซึ่งก็มีมิติที่หลากหลายครับ เด็กเหล่านั้นเมื่อไปสู่กระบวนการที่โรงเรียน โรงเรียนเองจะเป็น คนดำเนินการตามกระบวนการเพื่อบันทึกรหัสตัว G ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสังกัด สพฐ. โรงเรียนสังกัดอาชีวะ โรงเรียนของ สกร. โรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียน สังกัดของ กทม. เมืองพัทยา ท้องถิ่นต่าง ๆ หรือว่าสังกัด อว. ก็ตาม หน่วยงานสถานศึกษา ทั้งหมดจะเป็นผู้มีหน้าที่ลงรหัสตัว G ให้กับเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานศึกษานั้น ๆ เสร็จแล้วกระบวนการต่อไปก็คือข้อมูลทั้งหมดจะรวมมาที่กระทรวงศึกษาธิการว่ามี การลงทะเบียนรหัสตัว G แล้วทั้งหมดกี่คน กระทรวงศึกษาธิการก็จะทำกระบวนการต่อไป โดยการส่งเด็กที่ได้รับรหัสตัว G จากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ตัว G ที่ได้รับจาก กระทรวงศึกษาธิการแล้วนั่นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงเด็ก ๆ เหล่านั้นจะได้รับเงินอุดหนุน เทียบเท่ากับเด็กทั่วไปในเรื่องของการอุดหนุนด้านการศึกษารายหัว ซึ่งแน่นอนนั่นคือเข้าสู่ กระบวนการศึกษาและได้รับงบประมาณจากรัฐบาลโดยการใช้รหัสตัว G แต่สิทธิต่อไป ที่กระบวนการจะต้องส่งต่อจากรหัสตัว G นั้นไปสู่การออกเลข ๑๓ หลัก กระบวนการนั่นก็คือ การที่กระทรวงศึกษาธิการส่งข้อมูลเด็กที่ได้รับการลงรหัสตัว G แล้วส่งไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อมีการพิสูจน์ เพื่อเป็นการหาข้อมูล เพื่อดูหลักเกณฑ์ว่าเด็กรหัสตัว G เหล่านั้นจะเข้าข่ายได้รับเลข ๑๓ หลักที่ขึ้นด้วยรหัส ๐ หรือไม่ กระบวนการพิสูจน์ทราบ มีหลายกระบวนการครับ แต่ต้องขอบคุณกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะกรมการปกครอง กรมการปกครองเองก็ใช้แนวทางการเร่งรัดในการที่จะตรวจสอบเด็กรหัส G เพื่อจะออกเลข ๑๓ หลักให้เร็วขึ้น ที่ทราบมาล่าสุดนี้เองอาทิตย์ก่อน กระทรวงมหาดไทยทำ Workshop ไปที่จังหวัดจันทบุรี ๔,๐๐๐ กว่าคนที่เป็นรหัส G และ แน่นอนครับ กระบวนการจัดการ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ๔,๐๐๐ กว่าคนนั้นพิสูจน์ทราบแล้วว่าคนไหนผ่านหลักเกณฑ์ ได้รหัส G คนไหนไม่ได้ เพราะเหตุผลอะไร เรื่องค้างคาที่จันทบุรีก็แทบจะหมดไปแล้ว แล้วสัปดาห์หน้าเองกรมการปกครองจะขึ้นไปทำ Workshop ที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ ทราบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีเด็กรหัส G ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งก็จะเป็นจังหวัดหนึ่งที่มี รหัส G ค่อนข้างเยอะ ก็จะไปทำ Workshop Workshop ที่จะทำในพื้นที่นั้นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงการลงไปพื้นที่มีกระทรวงยุติธรรมคอยช่วยในการสืบพิสูจน์ทราบ ในการประสาน ข้อมูลระหว่างโรงเรียน ระหว่างหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อให้มีความเข้าใจและรวดเร็ว มากขึ้น ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเองก็บอกว่าจะพยายามทำเรื่องนี้เป็นนโยบายที่จะ Workshop ให้ Clear เด็กรหัสตัว G ให้เร็วที่สุดว่าน้องคนไหน เด็กคนไหนได้รับการพิจารณาตาม กฎหมายว่าได้รหัสเลข ๑๓ หลัก หรือคนไหนไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเด็กทุกคน ถึงจะได้รับเลข ๑๓ หลัก ไม่ได้รับเลข ๑๓ หลัก แต่เป็นรหัส G ต้องได้รับการศึกษาในแผ่นดินนี้ ทุก ๆ คน ได้รับงบประมาณที่อุดหนุนและสนับสนุนเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป ได้รับประโยชน์ ด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ แต่แน่นอนความกังวลเรื่องของสิทธิรักษาพยาบาล เรื่องของ ความกังวลสิทธิด้านอื่น ๆ ที่รหัส G นั้นจะยังไม่ได้ ตรงนี้เองรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ก็ยืนยันตรงนี้ครับว่าการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนที่จะดูแลผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย อย่างไรทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาพยาบาล เหล่านั้น แต่แน่นอนทิศทางของสิทธิที่จะได้รับเงินสนับสนุนเช่นเดียวกับเด็กรหัส G ที่ได้รับ เงินอุดหนุนจากรัฐบาลผ่านกระทรวงศึกษาธิการไปใช้แนวทางกับกระทรวงสาธารณสุขที่จะ อุดหนุนงบประมาณในการรักษาพยาบาลในเด็กรหัส G นั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขก็กำลัง ปรึกษาเรื่องนี้กันอยู่ในเรื่องแนวทางที่จะเป็นไปได้ครับ อันนั้นคือความที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก แต่ผมทราบว่าท่านปารมีรู้ข้อมูลแล้วก็มีความชัดแจ้งเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าอยากให้พี่น้องทางบ้านได้รับทราบในข้อมูลของเด็กรหัส G เท่านั้นเอง ส่วนกรณี ที่ท่านปารมียกตัวอย่างซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นทางจังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี แล้วก็ที่ภาคใต้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการเข้าไปดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ขออนุญาต นำเรียนเป็นเคส ๆ เลยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ในกรณีของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ (ฉบับ ราษฎร์อุปถัมภ์) จังหวัดอ่างทอง ซึ่งกรณีเด็ก ๑๒๖ คนที่ศึกษาอยู่ แล้วพอเกิดการ ตรวจพบว่าเป็นเด็กที่เรียกว่าอะไร คืออย่างนี้ครับโดยปกติแล้วบนพื้นฐานของเด็กรหัส G นั้น หมายถึงว่าเด็กอาจจะติดตามผู้ปกครองมา เด็กที่จะเข้ามาเรียนหรือไม่อยู่ในแผ่นดิน โดยไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามนะครับ แต่กรณีนี้มันสืบทราบจากความผิดปกติที่ว่าโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ใช่เป็นชุมชนที่มีอุตสาหกรรม ไม่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานประการใด อยู่ ๆ เด็กรหัส G ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็กระโดดขึ้นทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องของข้อมูลที่ได้ของ กระทรวงโดยผ่านเขตพื้นที่ครับ โรงเรียนเดียวขอรหัส G มา ๑๐๐ กว่าคนทั้ง ๆ ที่เด็กไทย ที่เรียนในโรงเรียนนั้น แล้วมันไม่ใช่โรงเรียนชายแดนครับ จังหวัดอ่างทองใกล้ ๆ อยุธยา บ้านผมเลย ภาคกลางและอ่างทองก็ไม่ใช่แหล่งอุตสาหกรรม ก็เลยเกิดความสงสัยว่ามันเกิด อะไรขึ้น เราก็กลัวเรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องการชักจูงหรือแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กเช่นกัน เราก็ต้องระวังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนครับ พอไปพิสูจน์ทราบมาก็กลายเป็นว่ามีการนำเด็กจาก ประเทศเพื่อนบ้านมาแบบตั้งใจที่จะมาเพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้มารับรหัส G และได้รับเงิน อุดหนุน ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อเข้ามาแผ่นดินนี้เราก็จะทำงานเต็มที่อยู่แล้วในการที่จะพิจารณา การจัดสรรงบประมาณ แต่เพียงแค่ว่าพอสืบไปสืบมาเราก็สืบหาว่าเด็กพวกนี้มาโดยสมัครใจไหม เป็นการค้ามนุษย์หรือว่าเป็นการหลอกลวงให้เด็กมาศึกษาในนี้หรือนำมา สภาพความเป็นอยู่ ที่อ่างทองจริง ๆ คือเขาอยู่ในบ้านพักครูที่จำนวนน้อยมาก แล้วเด็ก ๑๒๖ คนแออัดอยู่ในนั้น กระจายกันอยู่ ซึ่งสภาพที่เข้าไปดูนี่ก็ไม่เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีต่อเด็ก พอสาวไปเราก็เริ่ม ติดต่อผู้ปกครอง ผู้ปกครองที่ทราบก็ตกใจว่าเด็กโดนย้ายมาเรียนในนี้ ทั้งที่เขามีความเข้าใจว่า เรียนอยู่จังหวัดใกล้ ๆ ชายแดนที่สามารถไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น พอพิสูจน์แล้วเราก็ถาม ผู้ปกครองส่วนใหญ่สมัครใจอยากเอาลูกกลับไป แต่ในที่สุดเด็ก ๑๒๖ คนนั้น ๑๒๒ คน ได้กลับไปสู่ประเทศโดยมีผู้ปกครองยืนยันตัวตนเด็กได้ เราก็ส่งกลับให้ด้วยความสมัครใจ แต่มีเด็กอีก ๔ คนใน ๑๒๖ คน ซึ่งไม่ใช่ผู้ปกครองแท้ ๆ แล้วอ้างว่าเป็นผู้ปกครอง ทางการก็ไม่ให้กลับครับ เพราะไม่มีเอกสารยืนยันว่าเขาเป็นผู้ปกครองเด็ก ทางการก็เลย ส่งไปที่กระทรวง พม. ก็ไปดูแลต่อทุกวันนี้เด็กก็ยังอยู่กับกระทรวง พม. เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เขาได้รับการศึกษาแล้วก็ได้มีที่อยู่ และ ๑๒๒ คนที่ได้กลับประเทศไปแล้ววันนี้เอง ๓๓ คนกลับมาเรียนที่ประเทศไทยอีกแล้วครับ อันนี้คือเรียกว่าสมัครใจแล้วแบบมาโดยมี สาเหตุครับ เราก็ต้อนรับเหมือนเดิม ๑๒๒ คนได้กลับไปสู่ประเทศ จาก ๑๒๖ คน แล้ววันนี้ ๓๓ คนกลับมาเรียนที่ผืนแผ่นดินไทยสังกัดอยู่ที่ สพฐ. ๒๕ คน สกร. ๑ คน แล้วก็ศูนย์พัฒนา การศึกษาเพื่อลูกหญิงและชุมชนอีกจำนวน ๗ คน นี่คือกลับมาแบบสมัครใจ เราก็ออกรหัส กำลังทำเรื่องออกรหัส G แล้วก็ให้เขาได้เรียนต่อครับ นั่นคือการให้ความสำคัญของการศึกษา ส่วนโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ที่จังหวัดลพบุรี ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ครับ เด็ก ๑๙ คนมาบวช แล้วก็มาเรียนที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ เข้าโรงเรียนวัดบ้านหมี่ใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยพอ ติดต่อไปทางผู้ปกครองแล้วปัญหามันคือว่าเด็กทุกคน ๑๙ คนนับถือศาสนาคริสต์ พ่อแม่ ก็ตกใจว่าการมาบวชเพื่อจะเรียน ก็ประสานกลับไปยังพ่อแม่ทุกคนก็อยากจะรับลูกกลับไปยัง ภูมิลำเนา แล้ววันนี้เองในเด็ก ๑๙ คนก็มี ๑ คนกลับมาเรียนที่ประเทศไทยแล้ว ก็ได้เรียนโดยความสมัครใจ ส่วนกรณีที่มีมิตตาเย๊ะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เด็กประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคนที่เกิดข่าวดังในช่วงนั้นมีการเข้าไปของเจ้าหน้าที่เพื่อไปตรวจ แน่นอนครับ สิ่งที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาไทย ๒๕๔๒ นั่นคือประเด็นหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนนั้นถูกปิด แต่จริง ๆ แล้วโรงเรียน นั้นไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องนะครับ ความผิดแน่นอนเราเข้าใจว่าโรงเรียนไม่ได้ทำตาม ระเบียบและกฎหมายของประเทศไทย แต่ความผิดมันไม่ใช่อยู่ที่ตัวเด็ก พวกเรายืนยันแล้ว เราก็รู้ครับ และเด็ก ๑,๑๗๙ ทุกคนนั้นได้เรียนในประเทศไทย โดยข้อมูลนั้นก็มีทั้งโรงเรียน วัดสมหวัง โรงเรียนวัดท่าทอง โรงเรียนดรุณีวิทยา ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่ ทุกคนประสานแล้วก็หาโรงเรียนให้ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนะครับ แต่วันนี้น้อง ๆ บางคนอาจจะ เรียนจบแล้วบ้างหรือย้ายถิ่นฐานแล้วบ้าง แต่วันนั้นเรายืนยันว่าเราหาโรงเรียนให้เด็ก เหล่านั้นได้ครบ และเด็กเหล่านั้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ได้ Code ตัว G แล้วครับ และอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือกำลังดำเนินการเพื่อให้เด็ก ๑,๗๐๐ กว่าคน ได้ตัว G-Code ให้ครบครับ นั่นคือความตั้งใจแล้วก็ยืนยันว่าการรักษาสิทธิของเด็กบนพื้นฐานของการศึกษา ทางรัฐบาลให้ความสำคัญจริง ๆ แล้วก็ไม่ทราบว่าเมื่อสักครู่น่าจะเป็นคำถามด้วยนะครับ ท่านบอกว่าทางคณะกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีท่านโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ท่านปารมีอยู่ในกรรมาธิการนั้นด้วยได้มีข้อเสนอมีรายงาน เพื่อส่งมายังรัฐบาล ซึ่งขออนุญาตที่จะพูดถึงเรื่องนี้เลยนะครับเพื่อจะเป็นการควบคำถาม ให้กำชับขึ้น ก็มีการส่งรายงานฉบับนั้นดังกล่าวมาที่รัฐบาล เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติเพื่อพิจารณา แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร มาให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณา รายงานฉบับนี้ทางกระทรวงรับทราบจากทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ และกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งดำเนินการจัดการประชุมหารือ ในเรื่องนี้ ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ณ ห้องประชุมจันทร์เกษม อาคารราชวัลลภ ของกระทรวงศึกษาธิการเรา โดยมีท่านหัวหน้าผู้ตรวจ แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้แทน จากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งแนวทางทั้งหมดที่ทางกรรมาธิการได้ส่งมาให้เรา เราได้นำมาพูดคุยทุกเรื่องตาม แนวทางที่มีประโยชน์อย่างมากยิ่งของคณะกรรมาธิการการศึกษาที่ส่งมาให้ยังรัฐบาล แล้วก็ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเกี่ยวกับเด็กที่มีรหัสตัว G หรือเด็กที่ไม่ปรากฏหลักฐาน บนทะเบียนราษฎร์ ซึ่งในรายงานฉบับนั้นมีข้อเสนอติดตามแล้วก็ให้คำแนะนำ ๒ ด้าน ด้วยกันนะครับ ด้านการขึ้นทะเบียนรหัสประจำตัวผู้เรียนหรือว่า G-Code อีกด้านหนึ่ง ก็คือด้านการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นด้วยอักษร G ให้เป็น เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักก็ คือการเปลี่ยนจากตัว G เป็นเลข ๑๓ หลักในบัตร ประชาชน ซึ่งแนวทาง ๒ ด้านที่ทางรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษาให้มานั้น ขออนุญาตที่จะพูดในด้านแรก ด้านการขึ้นทะเบียนรหัสประจำตัวผู้เรียน G-Code นั้น ๑. ทางกรรมาธิการบอกว่าขอให้หน่วยงานประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งสำรวจ ข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ทางกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก็มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแยกแยะข้อมูล ของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละกลุ่มโดยให้ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็น ฝ่ายเลขานุการ เรื่องนี้มันก็สอดรับกับเรื่อง Dropout ด้วย คือวันนี้การที่นโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในเรื่องของเด็ก Dropout Thai Zero Dropout จะต้องเกิดขึ้นก็ทำให้ การทำงานเรื่องนี้ควบคู่กับการสำรวจเด็กที่ออกจากระบบราชการ การที่ทุกเขตพื้นที่ ทุกโรงเรียนเดินพื้นที่เข้าไปตามหน่วยงานตามพื้นที่ต่าง ๆ แน่นอนครับ สิ่งที่เราที่เข้าไปตาม พื้นที่ต่าง ๆ แน่นอนครับ สิ่งที่เราไปค้นหาคือเด็กล้านกว่าคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา วันนี้ทำงานไปแล้วประมาณ ๘๘.๘๓ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่าเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาคือ ๑,๒๕๕,๐๑๔ คน วันนี้เราเข้าไปค้นแล้ว เข้าไปติดตามแล้ว ๙๑๑,๐๑๐ คน คิดเป็น ๘๘.๘๓ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือการทำงานอย่างต่อเนื่อง แน่นอนเข้าไปมีทั้งเด็กสัญชาติแล้วไม่ใช่ แต่อยู่ในระบบของฐานข้อมูลครับ แต่สิ่งที่เราเจอเพิ่มมาอีกคือเจอเด็กที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล เหล่านั้นด้วยครับ นั่นคือประโยชน์ของการเข้าค้นหาครับ บางทีไม่ได้ตั้งใจไปเจอเฉพาะเด็ก ในทะเบียนราษฎร์เราก็หาอยู่แล้ว แต่เด็กที่ไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีแหล่งเราก็ไปพบในการทำ Dropout นี้ด้วยครับ พอพบกระบวนการต่อไปก็เข้าสู่ระบบที่เด็กจะต้องดำเนินการเพื่อเข้าสู่ ระบบการศึกษาเช่นกัน คือการนำเข้ามาสู่ระบบการเรียนโดยการออกรหัสตัว G ให้ต่อไป ตามกระบวนการที่จะเกิดขึ้นนะครับ นั่นก็คือเรื่องของการที่ทั้งกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครองของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งกระทรวง พม. ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข ก็ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อจะค้นหาเด็กที่ไม่มีฐานข้อมูล บนทะเบียนราษฎร์เพิ่มเติมนะครับ อันนี้ก็นำเรียนในเรื่องของการปฏิบัติงานของการทำงาน ในข้อที่ ๑

๒. ที่กรรมาธิการได้เสนอมาว่าขอให้แก้ไขข้อมูลและแนวทางปฏิบัติสำหรับ การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้ระบบ ลงทะเบียนรหัส G ก็สอดรับพอดีครับ แต่เราก็ได้รับแนวทางมา จริง ๆ แล้วก่อนจะได้รับ แนวทางกระทรวงก็คิดตรงกันพอดีครับ เราได้จัดทำหนังสือคู่มือแนวทางการปฏิบัติราชการ ลงรหัส G ระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรูปเล่มเสร็จมาแล้ว ซึ่งสอดรับกับทาง กรรมาธิการเสนอมาเลยครับ แล้วเรายังมี QR Code เข้าไปสแกนเพื่อดูในระบบออนไลน์ ได้ด้วย แต่นี่เป็นระบบรูปเล่มนะครับ ซึ่งเล่มเหล่านี้เราได้แจกจ่าย รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องตามสถานศึกษาต่าง ๆ สังกัดต่าง ๆ ได้มีความเข้าใจตรงกันในการลงรหัส G ในการเพื่อจะนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ขึ้นทะเบียนรหัส G ซึ่งเราก็ทำตามที่ กรรมาธิการได้เสนอแนะแล้ว รวมทั้งเราอบรมด้วยนะครับ คุณครูในจังหวัด โดยเฉพาะ จังหวัดที่มีเด็กรหัส G มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกาญจนบุรี ระนอง แม่ฮ่องสอน ราชบุรี ซึ่งก็มีครู เข้าอบรมเรื่องนี้แล้วประมาณ ๑,๖๗๗ คน ซึ่งทำไปแล้วในรอบแรก แล้วเราจะทำขยายผล ต่อไปตามคำแนะนำของกรรมาธิการการศึกษาครับ

๓. ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองผ่อนปรนให้เด็กที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G สามารถ เดินทางออกนอกเขตอำเภอที่ตัวเองอาศัยได้เพื่อไปสอบเข้าเรียนต่อ อันนี้คือ ความจริงของกฎหมายที่กรรมาธิการทราบดีว่าเด็กที่ได้รับรหัส G หรือบุคคลที่ได้รับรหัส G มีสิทธิแค่การศึกษา แต่ไม่ได้มีสิทธิอาศัยอยู่บนแผ่นดิน คำว่า สิทธิการศึกษา คือได้รับ การศึกษาและได้รับงบประมาณในการศึกษา แต่ไม่ได้รับสิทธิที่จะอาศัยอยู่บนแผ่นดิน เช่นเดียวกับเด็กที่เปลี่ยนจากรหัส G เป็นรหัส ๐ แล้ว ระหว่างได้แล้วก็ยังไม่ได้สิทธินะครับ ต้อง ๕ ปีขึ้นไปถึงจะได้รับสิทธิอาศัยบนแผ่นดินนี้ ซึ่งแน่นอนครับ แต่จริง ๆ แล้วเรื่อง ของเด็กการเดินทางไปไหนก็ตามเขามี พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก มีกฎหมายต่าง ๆ ที่คุ้มครองเด็ก ที่จะช่วยทำให้เด็กไม่ได้ผิด เพราะว่าเราไม่มีสิทธิที่จะผลักดันอยู่แล้ว แต่สิทธิในการศึกษา และสิทธิการรักษาตัวที่ทุกคนเป็นห่วงนั้นมันเป็นพื้นฐานของสิทธิที่เขาต้องได้รับครับ เพราะฉะนั้นผมไปถามเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเขาบอกมันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาจับกุมเด็ก ที่จะไปสอบ เพราะด้วยสิทธิคุ้มครองเขาก็ต้องมีอยู่แล้วเรื่องการศึกษา เรื่องการมีชีวิตอยู่รอด การจะไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เขาบอกเขาไม่เคยปฏิบัติจริง ๆ แต่แน่นอน กฎหมายอาจจะไม่มีเรื่องนี้เข้าไป ซึ่งก็ทราบมาว่าสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติกำลัง พิจารณาเรื่องนี้อยู่ในสิทธิ ๒ เรื่อง คือเรื่องของการได้รับการศึกษากับการรักษาตัว รักษาพยาบาล ซึ่งแน่นอนอาจจะต้องดูเรื่องกฎหมายว่าไปโดย คือเข้าใจว่าระเบียบกฎหมาย มันอาจจะไม่ได้เขียนไว้แต่มันก็ใช้กฎหมายตัวนั้นไม่ได้ เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้มันถูกไปเลย ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าได้รับสิทธิในการรักษาตัวกับการที่จะออกไปเพื่อการศึกษาได้ อันนี้ก็ ขออนุญาตที่จะนำเรียนครับ

๔. ขอให้ตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วนเกี่ยวกับข้อมูลเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีศูนย์บริการประชาชน มีสายด่วน ๑๕๗๙ รวมถึงเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องนี้อยู่แล้ว กระทรวงทำอยู่ตามคำแนะนำของ กรรมาธิการครับ

๕. ขอให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งอยู่ ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและจัดทำเลขประจำตัวประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ด้านสาธารณสุข อันนี้ก็ยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขว่าหลักจริยธรรม แล้วก็จรรยาบรรณ วิชาชีพโดยคำนึงถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางด้านสาธารณสุข กระทรวง สาธารณสุขก็ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่จะปฏิเสธการรักษานะครับ

ส่วนด้านที่ ๒ การพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีตัวเลขประจำตัว ขึ้นต้นด้วยรหัส G ให้เป็นตัวเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ซึ่งหนึ่งข้อเสนอก็คือขอให้ กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดำเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วย รหัส G และประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ซึ่งยืนยันตรงนี้ทุกวันที่ ๑ ทุก ๆ เดือน กระทรวงศึกษาธิการจะต้องส่งข้อมูลเด็กรหัส G ให้กับกระทรวงมหาดไทยทุกเดือนครับ ทุกเดือนที่กระทรวงได้รับที่ได้ขึ้นทะเบียนเสร็จก็จะรีบส่งไปที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยก็ต้องทำการพิสูจน์ทราบ แต่ต้องขอบคุณนะครับ อย่างที่เมื่อสักครู่ ผมบอกว่าเชิงรุก Workshop ที่กระทรวงทำเรื่องนี้โดยเฉพาะเดี๋ยวสัปดาห์หน้าวันที่ ๑๑ ทางมหาดไทยจะขึ้นไปทำที่เชียงใหม่ แล้วก็จะบอกว่าจะไปหลาย ๆ จังหวัด ไปแล้ว เกิดประโยชน์มาก นำร่องที่จันทบุรีสำเร็จค่อนข้างดีครับ ๔,๐๐๐ กว่าราย สามารถทำเสร็จ รวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแค่เหลืออีกกลุ่มเดียวเท่านั้น คือกลุ่มที่มีปัญหาจริง ๆ คือเป็นปัญหาที่ว่าเป็นเด็กไทยแต่ไม่ได้มีทะเบียนราษฎร์ อันนั้น ต้องมีขบวนการต่อ แต่ถ้าเด็กต่างด้าวพิสูจน์ก็จะมีขบวนการอยู่แล้ว หรือว่าเป็นเด็กที่ถูกต้อง ที่จะต้องได้รับรหัส G ก็ได้ อันนั้นทางกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ในการลงพื้นที่นะครับ วันที่ ๑๑ นี้ไป Workshop ที่เชียงใหม่ครับ จากข้อมูลรหัส G ที่กระทรวงมีจนถึง ณ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ก็คือวันนี้เรามีตัวเลขรหัส G เด็กอยู่ที่ ๑๖๑,๖๐๘ คน ที่มีรหัส G อยู่ในการศึกษาของไทยวันนี้นะครับ

ส่วนข้อเสนอแนะของกรรมาธิการอีกนะครับ ขอให้มีการแก้ไขระเบียบการส่ง ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการไปยังกระทรวงมหาดไทย ๑๕ รายการ ซึ่งเยอะมากและ ยุ่งยาก การลงรหัส G คือต้องใช้ ๑๕ รายการ อย่างที่ทางกรรมาธิการบอกถูกต้องครับ แต่อย่างนี้ครับ ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วกระทรวงมหาดไทยก็ยืนยันว่าแม้แต่ คนไทยก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูล ๑๕ ชุดนี้เหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งการจะ ปรับแก้ให้เด็กรหัส G ทำง่ายกว่ามันก็อาจจะเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน เรื่องของความ สุ่มเสี่ยงต่าง ๆ การพิสูจน์ทราบ เพราะฉะนั้นยืนยันว่าคนไทยก็ยังใช้ ๑๕ รายการ ในการ ลงทะเบียนรหัส G เช่นเดียวกับคนที่ลงรหัส G นะครับ อันนี้ทางกระทรวงมหาดไทยก็ยืนยันเพื่อเป็นอัตลักษณ์การแยกบุคคลซึ่งใช้เหมือนกับคนไทย ทุกประการครับ ๓. อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสถานะบุคคลให้กับปลัดอำเภอและ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องครับ กรมการปกครองได้มีการดำเนินการอบรมพัฒนาความรู้ แก่ปลัดอำเภอโดยบรรจุวิชาการทะเบียนราษฎรซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และการพัฒนาสถานะ บุคคลของสัญชาติในหลักสูตรปลัดอำเภอ และหลักสูตรปลัดอำเภอผู้ปฏิบัติงานด้านสัญชาติ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่ไร้สัญชาติ ในประเทศไทยนะครับ อันนี้บรรจุไปในหลักสูตรของปลัดอำเภอด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของกระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ แล้วกรรมาธิการเสนอ ข้อที่ ๔ ในเรื่องนี้ ขอให้ตั้งศูนย์มนุษยธรรมเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของปลัดอำเภอและ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติงานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งสำนักการทะเบียน กรมการปกครองได้มีบริการสายด่วน ๑๕๔๘ เป็นศูนย์ตอบปัญหาทะเบียนและบัตร รวมถึง งานสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่ประสบปัญหานะครับ ตอนนี้ มีอยู่แล้ว และในการปฏิบัติงานระดับจังหวัดมีสำนักงานทะเบียนจังหวัดเป็นหน่วยงาน ให้คำปรึกษาแก่สำนักงานในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งครับ ก็ขออนุญาตที่จะตอบยาวนะครับ แต่ก็จะตอบในสิ่งที่เกี่ยวกับคำถามที่ถามมาทั้งข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการ ความห่วงใยของท่านปารมีที่ตั้งกระทู้ถามในวันนี้ เบื้องต้นผมขอตอบคำถาม ข้อที่ ๑ เท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ