เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือเรื่องการประกาศเขตป่าชุมชน โดยชี้แจงว่าการตั้งคณะกรรมการประจำพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และช่วยเหลือในการดูแลป่าให้แก่รัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเขียนธรรมนูญพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยอ้างถึงกฎหมายสุขภาพแห่งชาติเป็นเหตุผล
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ในฐานะกรรมาธิการ ก็จะขออนุญาต ชี้แจงทำความเข้าใจต่อมาตรานี้ มีอยู่ ๓-๔ ประเด็น ท่านประธานผมอาจจะใช้เวลาเกิน หน่อยหนึ่งครับ เพราะว่ามันมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญแล้วก็มีการกล่าวหาว่ากลุ่มชาติพันธุ์ มีส่วนในการทำลายป่าผมจำเป็นต้องชี้แจง แล้วก็ผมจะวกกลับมาที่มาตรานี้เป็นการเฉพาะ มีอยู่ ๓-๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องพื้นที่จิตวิญญาณ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องอำนาจของคณะกรรมการ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือคำว่า ธรรมนูญ
และประเด็นที่ ๔ ก็คือคำว่า สมัชชา
ในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าการตั้งคณะกรรมการ การตั้งคณะกรรมการ ที่เรียกว่าคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มันจะมีการตั้งเยอะเกินไป ถ้าจังหวัดหนึ่งประกาศอยู่ ๑๐ ที่ ต้องตั้งอยู่ ๑๐ แห่ง หลายคนก็บอกว่ามันเยอะเกินไป มันเปลืองงบประมาณมันทำไม่ได้ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหา แต่ประการใดเลย การดำเนินงานเป็นของคณะกรรมการที่อยู่ในระดับพื้นที่ ผมยกตัวอย่าง การประกาศเขตป่าชุมชนทั่วประเทศไทย ๒๕,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย ป่าชุมชนเหล่านี้ มีคณะกรรมการทุกที่นะครับ คณะกรรมการจำนวนมากมายเหล่านี้ไม่เคยเป็นปัญหาเลยครับ ดีด้วยซ้ำไปเพราะคนเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลป่าให้แก่รัฐ การมีคณะกรรมการประจำพื้นที่ คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละชุมชน แต่ละชุมชน คนเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่ให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่า คอยไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาแนวเขตทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน มันไม่ดีหรือครับ ยิ่งมีเยอะยิ่งดีสิครับแบ่งเบาภาระหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไปนะครับ
ประการต่อไปก็คือการเขียนแบบนี้ทำให้มีอำนาจล้นเกินหรือเปล่ามีอำนาจ มากเกินไปหรือเปล่า ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดทำธรรมนูญ ของแต่ละพื้นที่ไม่ใช่สิทธิขาดของคณะกรรมการที่คุณจะไปเขียนอะไรก็ได้ เพราะเขียนเอาไว้ อำนาจก็คือเมื่อทำธรรมนูญพื้นที่คุ้มครองเสร็จแล้ว ต้องเสนอต่อสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้ความเห็นชอบ คนที่คอยกลั่นกรองก็คือหน่วยงานรัฐ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นคนกลั่นกรอง ถ้าเกิดว่าชุมชนคณะกรรมการเขียนมาไม่ถูกไม่ต้องเขียนมาผิด ๆ เขียนมา ให้อำนาจเกิน เขียนมาเกินกฎหมายกำหนดก็สามารถที่จะปฏิเสธได้ ถามว่าการเขียนแบบนี้ มันให้อำนาจล้นเกินหรือครับ มันไม่ล้นเกินนะครับมันเป็นไปตามครรลองกฎหมายอยู่แล้ว
ประเด็นต่อไปเรื่องของที่บอกว่ามีอำนาจเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ เพื่อเพิกถอนหรือขยายเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่าการประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ประกาศได้ก็เพิกถอนได้ ถ้ามีเหตุจำเป็นขยายได้ มีเหตุจำเป็นหดลงได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การประกาศเขตพื้นที่ทำเป็นการทั่วไป แล้วก็ไม่ได้มีอำนาจขาดในการที่จะไปประกาศด้วยตัวเอง เพราะเขียนเอาไว้ว่าเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการหมายถึงใครครับ ย้อนกลับไปสู่มาตราก่อนหน้านี้ ประธานคณะกรรมการคือนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมาย เช่นกันครับการเขียนลักษณะแบบนี้ไม่ใช่สิทธิขาดของคณะกรรมการที่จะ ไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ในมาตรานี้การเขียนลักษณะนี้ผมก็เลยคิดว่ายังไม่เห็นว่า มันจะมีปัญหาแต่ประการใดนะครับ
กรณีต่อไปก็คือคำว่า ธรรมนูญ หลายท่านพูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ถ้าหากสภาแห่งนี้ยอมให้มีการใช้คำว่า ธรรมนูญ ไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะเท่ากับ เป็นการแบ่งแยก เท่ากับเป็นรัฐอิสระ ถ้าท่านพูดอย่างนี้ผมอยากจะให้ท่านย้อนกลับไปดู กฎหมายฉบับหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา ๒๕ ที่เขียนไว้ว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีอำนาจในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ ท่านเปิดไปดูมาตรา ๒๕ เขียนว่า ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ ถ้าสภาแห่งนี้ถือว่า การเขียนคำว่า ธรรมนูญ ไว้ในระดับ พ.ร.บ. เท่ากับเป็นการออกจากกฎหมายเดิมที่เป็นอยู่ เท่ากับ เป็นการอิสระจากรัฐแห่งนี้ สภาแห่งนี้คงมีภาระใหญ่ต้องไปรื้อ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา ๒๕ แล้วละครับ แล้วผมก็หวังว่าถ้าวันนี้สภาแห่งนี้มีความเห็นแบบนี้ วันพรุ่งนี้ ผมคงได้เห็น สส. ส่วนหนึ่งมายื่นแก้ไข พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา ๒๕ ในประเด็นต่อไป นะครับ