เลาฟั้ง สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย แต่เสนอขยายระยะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา แต่เสนอให้พิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิค่าทดแทนและโต้แย้งการกำหนดระยะเวลายื่นคำขอภายในหนึ่งปีตามมาตรา ๒๒ ว่าสั้นเกินไปจนทำให้ผู้เสียหายและจำเล

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่เสนอ โดยคณะรัฐมนตรี ผมเห็นด้วยกับหลักการในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนี้นะครับ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ต้องหา ผมมี ๓ ประเด็นที่อยากจะ ฝากเป็นประเด็นในการเพิ่มเติมให้แก่คณะกรรมาธิการที่จะนำไปพิจารณาดังต่อไปนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือกรณีที่มาตรา ๑๐ ที่แก้ไขมาตรา ๒๐ เดิมผู้ที่จะมีสิทธิ ได้รับค่าตอบแทนก็คือข้อที่ ๓ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยมิได้ เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำผิดของจำเลยไม่เป็นความผิด ทีนี้ฉบับที่แก้ไขก็แก้ไข นิดหน่อย โดยเขียนปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำ ของจำเลยไม่เป็นความผิด ในเชิงเนื้อหาเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว ตรงนี้ ผมจะไม่ได้พูดถึง แต่ว่าผมอยากจะเพิ่มเติมอย่างนี้นะครับว่าการกำหนดแบบนี้มันจะมีปัญหา ในทางปฏิบัติ ซึ่งเดิมมีปัญหาอยู่แล้วว่าถ้าเป็นกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยตัดสินว่า ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จะไม่ได้รับค่าทดแทนนะครับ ในฉบับที่แก้ไขก็ไม่ได้ แก้ไขปัญหาในจุดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะฝากให้ไปพิจารณาในเรื่องนี้ ในเรื่องนี้ ความสำคัญก็คือมันจะมีคดีประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะคดีนโยบายรวมทั้งคดีที่เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง อย่างเช่น พวกคดียัดยาหรือคดี นโยบายอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้กระทำเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในทางกฎหมาย เป็นผู้สามารถที่จะกลบเกลื่อนพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้นในการที่จำเลยถ้าจะพิสูจน์จนสิ้น สงสัยว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งมันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นคดีประเภทนี้ส่วนใหญ่ถ้าศาล จะยกฟ้องก็จะยกฟ้องด้วยเหตุผลที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอ ถ้าเกิดว่าเป็นแบบนี้ ตัวจำเลยประเภทนี้ก็จะเสียโอกาสที่จะไม่ได้รับค่าทดแทนไปนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องกำหนดระยะเวลา ในร่างมาตรา ๑๑ นะครับที่แก้ไข มาตรา ๒๒ เดิม เดิมเขียนว่าต้องยื่นคำขอภายใน ๑ ปี ซึ่งการกำหนดระยะเวลาที่สั้นแบบนี้ ทำให้ผู้เสียหายหรือจำเลยจำนวนหนึ่งเสียสิทธิไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นจำเลย ในทางปฏิบัติแล้ว คนที่เป็นจำเลยถูกดำเนินคดีติดคุกติดตารางมาเป็นระยะเวลานาน สภาพจิตใจเสียหมด ขวัญกำลังใจเสียหมด วันหนึ่งแม้จะได้รับอิสรภาพ การที่จะตั้งหลักหรือลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ ของตัวเองอีกมันมีคนเพียงไม่กี่คนที่จะเข้มแข็งนะครับ ทุกคนอาจจะไม่ได้เข้มแข็งแบบนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ยืดระยะเวลาไปในระยะหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับ ผลกระทบทางจิตใจหรือไม่รู้กฎหมายจริง ๆ เขาได้มีโอกาสมากขึ้นในการที่จะได้รับค่าทดแทน ความเสียหายในลักษณะแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมองไปตรงหลักการที่ว่าเขาเป็นผู้เสียหายนะครับ ในเมื่อเขาเป็นผู้เสียหายแล้วเขาก็ควรที่จะมีโอกาสมีระยะเวลาที่มากเพียงพอนะครับ

ประการที่ ๓ ประการสุดท้ายมันจะมีหลาย ๆ กรณี โดยเฉพาะในคดีที่มีการฟ้อง เพื่อปิดปากอย่างนี้นะครับ คดีในลักษณะแบบนี้ครับ บางทีจะเป็นกรณีที่ผู้เสียหายอาจจะ สร้างพยานหลักฐานเท็จ หรือแกล้งไปแจ้งความในที่ไกล ๆ เพื่อสร้างภาระให้แก่ผู้ต้องหา หรือจำเลยอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายของผู้ต้องหาหรือจำเลยก็จะเพิ่มขึ้นนะครับ รวมทั้งต้องไปเสียเวลา เสียเงิน เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นระยะเวลานาน ความเสียหาย เหล่านี้มันเกิดขึ้น แล้วบางทีมันเกิดขึ้นมาจากการกลั่นแกล้งระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเกิดว่ารัฐได้จ่ายค่าทดแทนความเสียหายให้ไปแล้วผมก็ยังคิดว่าบางกรณีอาจจะ ต้องทำให้รัฐมีสิทธิที่จะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นมานะครับ ถ้าเกิดว่าไม่ทำแบบนี้ ก็หมายถึงรัฐต้องไปรับผิดชอบต่อความเสียหายในทุกกรณีอย่างนี้มันก็อาจจะไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดกรณีที่เรามีตัวอย่างเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดที่มีการปั้นแต่งพยานหลักฐาน ที่เป็นเท็จขึ้นมา หรือแกล้งไปแจ้งความ แกล้งไปฟ้องคดี โดยเฉพาะการแกล้งไปแจ้งความ แล้วก็แจ้งความในที่ไกล ๆ ในที่ต่างจังหวัด เหตุเกิดขึ้นที่ภาคเหนือ แต่ว่าไปแจ้งความที่ภาคกลาง หรือภาคใต้อย่างนี้นะครับ ภาระก็จะตกแก่ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย มีค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก ในกรณีแบบนี้ตัวผู้ที่ก่อให้เกิดเรื่องขึ้นมาก็จะต้องมีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบนะครับ รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีใช่ไหมครับ ในเมื่อรัฐได้จ่ายค่าเสียหายให้ไปแล้ว ก็ควรที่จะหาช่องทางในการที่ทำให้รัฐสามารถที่จะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุเหล่านี้ ขึ้นมาด้วยนะครับ ก็จะมีอยู่ ๓ ประเด็นนี้ที่อยากจะฝากให้พิจารณานะครับ ขอบคุณมากครับ