สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตน เรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาต มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานก่อนว่าโดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยแต่ผม อาจจะเห็นไม่สอดคล้องกับท่านในเรื่องของหลักวิธีคิด กฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ กฎหมายฉบับนี้ออกเมื่อปี ๒๕๔๔ ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้ ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและจำเลย วันนี้คณะรัฐมนตรีได้เพิ่มสิทธิของผู้ต้องหาเข้ามาซึ่งผม เห็นด้วยนะครับ แต่ผมอยากจะชวนท่านคิด ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตพูดแทน ราษฎรแล้วกันนะครับ ใช้คำว่า พูดแทน ท่านไม่ได้แก้ในมาตรา ๑ มาตรา ๑ คือชื่อกฎหมาย ท่านยังเขียนว่าร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายแล้วก็จำเลยอยู่ ยังไม่ได้เพิ่มในส่วน ของผู้ต้องหามา อันนี้ผมฝากเป็นประเด็นไว้ในชั้นกรรมาธิการนะครับ ผมไม่รู้ว่าในวาระที่หนึ่ง ท่านรับหลักการตรงนี้ไปท่านจะไปแก้ได้หรือเปล่า แต่พูดแทนประชาชนครับว่าชื่อกฎหมาย มันไม่สื่อกับสิทธิที่ท่านเพิ่มเติมเข้ามานะครับ
ประเด็นต่อมาท่านบอกว่าให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการในการพิจารณา ทั้งในส่วนของผู้ต้องหาและจำเลย ผมตั้งข้อสังเกตไว้นะครับว่าท่านใช้คำว่า ให้เป็นอำนาจ อีกกรณีหนึ่งครับเป็นเรื่องของการแจ้งสิทธิ ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเดี๋ยวผมจะย้อนกลับมา ในประเด็นเรื่องของการแจ้งสิทธิ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ กฎหมายฉบับนี้มันมี หลักคิดมาจากรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ ถึงแม้ประเทศไทยจะให้สิทธิผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองก็ตาม Concept ของ กฎหมายฉบับนี้มีง่าย ๆ เลยครับอยู่ ๒ เรื่องครับ ให้ความคุ้มครองกับประชาชนที่ได้รับ ความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น อันนี้กรณีแรกนะครับ อีกกรณีหนึ่ง คือให้สิทธิกับบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ผิดพลาดของรัฐ ท่านประธานครับ สังเกตไหมครับ มีอยู่ ๒ เรื่องนะครับทำผิดอาญาของ บุคคลอื่นและมาได้รับผลกระทบ กับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ผิดพลาด ของรัฐ เนื่องจากประเทศเราใช้ระบบกล่าวหานะครับดำเนินคดีอาญาโดยพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล เหมือนที่เพื่อนสมาชิกผมนะครับ ท่านเกียรติคุณ ต้นยาง ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ มันมีเรื่องของแพะเข้ามาในกระบวนการ มันเลยมีความผิดพลาด ในการดำเนินกระบวนการทางอาญาของรัฐนะครับ ประเด็นของผมคือหลักคิดง่าย ๆ เลยครับ เราอยากให้ค่าชดเชย ค่าทดแทน ค่าเสียหายกับบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ในรัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า บุคคล นะครับ บุคคลมีอยู่ ๓ ประเภท ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยถ้าท่านอยาก ให้สิทธิเขาแต่ท่านเขียนกฎหมายนี้ว่าให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณา ผลสุดท้ายท่านมา เขียนกฎหมายว่าให้มีการแจ้งสิทธิ หลักคิดของผมคือในเมื่อมันมีกระบวนการผิดพลาด จากความผิดพลาดของรัฐนะครับ มีการกระทำความผิดอาญาโดยบุคคลอื่นแล้วกระบวนการ ของรัฐเองเอาตัวผู้ต้องหาที่ผิดคนไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงเวลาที่ท่านจะชดเชย เยียวยาความเสียหายให้เขาท่านบอกว่าท่านมาเขียนคำร้อง คำร้องท่านเลยระยะเวลาที่กฎหมาย กำหนดแล้ว กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายให้สิทธิ ผมอยากเปลี่ยนวิธีคิด พอดีท่านรัฐมนตรี มาพอดีนะครับ จะเป็นคุณูปการกับกระบวนการยุติธรรมมากเลยครับถ้าท่านเปลี่ยนวิธีคิด ในกระบวนการยุติธรรมว่า เวลาที่ท่านจะให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่รัฐจะต้องชดเชยท่านเปลี่ยน รูปแบบได้ไหมครับ เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ไหมครับ ในเมื่อมีคณะกรรมการ มีรูปแบบ ในการกลั่นกรองแล้ว ใครที่เข้าสิทธิ เข้าหลัก เข้าเกณฑ์ที่ท่านกำหนดท่านจ่ายเยียวยาให้เขา ทันทีได้ไหมครับ ใครที่ไม่เข้าสิทธิท่านแจ้งเขาครับว่าท่านไม่เข้าสิทธิและให้สิทธิอุทธรณ์แก่เขา คือกระบวนการมันกลับหัวกลับหางครับท่าน คือแทนที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิเขา ในการได้รับค่าเสียหาย ท่านก็ไปเพิ่มขั้นตอนว่าเขาจะต้องมาเขียนคำร้อง ท่านก็ต้องมาขอสิทธิ ตามที่กฎหมายให้ ท่านต้องมาใช้ระยะเวลาในกระบวนการตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ทำไมไม่เป็นคนกลั่นกรองและเอาสิทธินั้นกลับคืนให้กับ ประชาชน มีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นกฎหมายที่ให้ประโยชน์กับประชาชนในกระบวนการ ยุติธรรมนะครับ แม้กระทั่งพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดี แต่ท่านก็ดึงอำนาจมาไว้กับรัฐราชการ คณะกรรมการชุดนั้น คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจ อย่างนั้น มีอำนาจอย่างนี้ ผลสุดท้ายประชาชนไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาครับ แล้วอย่างนี้ มันจะเป็นกฎหมายให้สิทธิกับประชาชนไหมครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีเปลี่ยนกระบวนการ หรือเปลี่ยนหลักคิดเป็นกฎหมายที่ดีครับ ทุกวันนี้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามันมีเลข ๑๓ หลักของประชาชนอยู่ในระบบอยู่แล้วครับ การจ่ายค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมศาล เวลาคืนให้ เขาก็โอนเข้าบัญชีของประชาชนอยู่แล้วครับ ลองกลับข้างกันคิด แทนที่จะให้ประชาชนตั้งต้น เดินมาหาท่าน ท่าน Log In ท่านใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบไอทีเข้าหลักเข้าเกณฑ์แล้วโอน ได้เลยไหมครับ ใครไม่เข้าเกณฑ์ก็แจ้งสิทธิเขาให้เขามาอุทธรณ์ ประเด็นของผมมีประเด็น อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาในทางหลักคิด เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว คือการยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้จำเลย มันมีประเด็นปัญหาตรงนี้ในทางปฏิบัติเยอะมาก ในตัวกฎหมายเดิมเอง เขาก็เขียนอยู่ว่า ปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด ก็เอามาอ้างกันว่าศาลไม่ได้เขียนลงไปในคำพิพากษาว่าเขาไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด ศาลเขียนไปว่ายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะจ่ายค่าชดเชย เพราะศาลไม่ได้เขียนตามที่กฎหมายกำหนด พอท่านแก้ท่านก็ไปแก้บอกว่าเมื่อมีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ยกฟ้องและคณะกรรมการพิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริง อันนี้ไม่ได้ช่วยเหลือ ประชาชนเลยครับ นอกจากศาลยกฟ้องแล้วต้องย้อนกลับมาหาคณะกรรมการให้พิจารณา อีกรอบหนึ่งอีก ไม่เข้าใจครับ ถ้าท่านจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จริง ๆ อันนี้ ถ้าท่านใช้หลักคิดว่าประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น การกระทำความผิดของบุคคลอื่นหรือกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นความผิดพลาด ของรัฐ แล้วศาลจะตัดสินอย่างไรก็แล้วแต่ ผลสุดท้ายเขายกฟ้องขึ้นมาเนื้อหาในคำพิพากษา จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เขาเข้าสู่กระบวนการแล้วครับ เขาได้รับความเสียหายแล้วครับ เขามีสิทธิ ได้รับการเยียวยาแล้วครับ ถ้าท่านใช้วิธีคิดหลักคิดอย่างที่ผมบอกท่านก็จ่ายชดเชยเยียวยา ให้เขาเลยไม่ต้องไปนั่งอ่านคำพิพากษาของเขาแต่ละคนหรอกครับว่าศาลท่านเขียนว่าอย่างไร ไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการพิจารณาหรอกครับว่าคณะกรรมการพิจารณาแล้วมันเข้าหลัก เข้าเกณฑ์หรือเปล่า เขาเสียหายแล้วรัฐธรรมนูญให้สิทธิเขาแล้วนะครับ ผลสุดท้ายประชาชน จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า หลักคิดหลักการในทางกฎหมายที่ผมนำเสนอไป หวังว่าท่านรัฐมนตรีคงจะนำไปใช้นะครับ ขอบคุณครับ