วีรนันท์ ฮวดศรี สนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา พร้อมเสนอความเห็นสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสิทธิจำเลย โดยเสนอให้ขยายช่วงเวลายื่นคำขอจากหนึ่งเป็นสองปีและเพิ่มการช่วยเหลือ แต่ตั้งข
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชน วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ด้วยหลักการและ เหตุผลครับ ด้วยสภาพปัญหาปัจจุบันหรือว่าความเป็นมาเหตุผลต่าง ๆ ที่ทางเจ้าของร่าง ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมานี้ ผมก็เห็นด้วยในหลักการครับ แล้วก็สภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริง อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ และกรณีที่เป็นปัญหาของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหรือว่าอย่างผมมีประสบการณ์ตรง ที่เป็นทนายความแล้วประสบพบเจอมาก็คือการที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้จำเลย หรือที่เราเรียกกันว่ายกเทา ยกไม่ขาวสะอาด ข้อเท็จจริงก็จะปรากฏว่า จำเลยจะไม่ได้รับค่าทดแทนหรือว่าค่าชดเชยจากกรณีแบบนี้เป็นส่วนมากครับท่านประธาน ทีนี้อย่างกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นลูกความของผมคนหนึ่งที่จังหวัดกำแพงเพชรตั้งแต่วันถูกจับกุม จนวันที่คดีสิ้นสุดระยะเวลา ๒ ปี ๖ เดือนกับอีก ๑๒ วันครับท่านประธาน แล้วสรุปว่าก็ติดคุกไป ๒ สัปดาห์แรกก็ครอบครัวนะครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือครอบครัว บ้านแตกสาแหรกขาด แฟนที่เพิ่งแต่งงานได้เดือนหนึ่งก็แยกทางกันไป อันนี้คือข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น แล้วความเสียหาย เหล่านี้มันพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิด แต่ว่ามันไม่ได้รับการชดเชยหรือว่าเยียวยาแต่อย่างใดเลย ท่านประธานครับ
ในประการต่อมาครับ เรื่องกรอบของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้มาชี้แจงต่อวิปฝ่ายค้าน กรรมการฝ่ายค้าน ในเรื่องของ ๒ ขยาย ๒ เพิ่ม ๑ ลด นี่ผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ประการแรกเรื่องของการขยาย การช่วยเหลือจำเลย ในชั้นสอบสวน ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมแค่ชั้นพิจารณาคดี อันที่ ๒ ขยายระยะเวลาการยื่นคำขอ จาก ๑ ปี เป็น ๒ ปี เพิ่มแรกก็คือเพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนที่อัยการมีคำสั่ง เด็ดขาดไม่ฟ้องและไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดครับ อันต่อมาเพิ่มที่ ๒ ก็คือเพิ่มการบริการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ก็สำคัญครับท่านประธาน ในยุคปัจจุบันนี้ซึ่งการให้ข้อมูล หรือว่าการกรอกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยประชาชน หรือว่าผู้เสียหายจำเลยในคดีอาญาได้มากครับ ลด ๑ ก็คือลดขั้นตอนการเยียวยาให้มันสั้นลง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและสมควรทำมาก ๆ นะครับท่านประธาน ทีนี้ผมมีข้อสังเกตครับ ท่านประธานต่อกฎหมายฉบับนี้ฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกหรือว่าในชั้นกรรมาธิการนี้พิจารณา ข้อสังเกตผมมีอยู่ ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก เรื่องของมาตรา ๑๙/๑ ครับท่านประธาน ก็คือข้อสังเกตที่มันมี ๓ เงื่อนไขและ ๒ และ ซึ่งผมมองว่าเป็นเงื่อนไขที่เยอะแล้วก็ซับซ้อนนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายไปแล้วว่า เงื่อนไขสุดท้ายก็คือว่าคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหามิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด อันนี้ผมเห็นควรว่าในชั้นพิจารณาอาจจะทบทวนกันอีกครั้งในเรื่องของถ้อยคำ ข้อความ เพราะว่า ถ้าจบที่ศาลแล้วจบเลยได้ไหมนะครับ
ประการต่อมา ก็คือในเรื่อง (๒) ของมาตรา ๑๙/๒ ประธานครับ ในกรณีแบบนี้ การตั้งข้อสังเกตก็คือว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี แล้วในกรณีที่พนักงาน สอบสวนฝากขังแล้ว พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีและเป็นเด็ดขาดแล้วนะครับ อันนี้ มันครอบคลุมหรือไม่อย่างไรครับ อันนี้ก็เป็นข้อห่วงกังวลว่าแล้วในกรณีที่พนักงานสอบสวน มีคำสั่งไม่ฟ้องล่ะ ไม่ฟ้องแล้วไม่ถึงชั้นอัยการมันครอบคลุมไหม แล้วสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งเป็น ผู้ต้องขังในคดีอาญามันอยู่ตรงไหนของการร่างกฎหมายฉบับนี้ ทีนี้วรรคท้ายของมาตรา ๑๙/๑ ผมอยากจะสอบถามตั้งข้อสังเกตไว้ในเรื่องของหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด ในกฎกระทรวง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านเราต้องตั้งหลักใหม่ไหม กฎเกณฑ์ใหม่ไหมหรือว่า ใช้กฎเกณฑ์ฉบับเดิมที่มันมีอยู่
ประการต่อมาในมาตรา ๒๐ อันนี้ก็เป็นประการสำคัญที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกต ไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น ก็คือในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการ และกำหนดเงื่อนไขของการใช้ดุลยพินิจครับ เพราะว่าอย่างเช่นวรรคสาม เห็นสมควร คำถาม ของผมคือแบบไหนถึงเรียกว่าเห็นสมควร แล้วสมควรของกรรมการแต่ละท่านมีกรอบ มีวิธีการ มีกฎเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์คล้ายกัน เหมือนกันหรือไม่ หรือว่ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพราะว่า กรรมการ ๕ คน ๑๐ คน ผมก็ว่าสมควรของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน
ต่อมาในเรื่องของวรรคสี่ของมาตรา ๒๐ มันเป็นดุลยพินิจของทางกรรมการ ล้วน ๆ เลย เรื่องของการคืนสิทธิ อย่างเช่นถ้อยคำที่บอกว่าคณะกรรมการอาจกำหนด ให้จำเลยได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายเพียงใดหรือไม่ก็ได้ อันนี้ผมห่วงใยว่าเป็นดุลยพินิจ ล้วน ๆ ท่านได้วางมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการแนวทางของการกำกับการใช้ดุลยพินิจของ คณะกรรมการไว้หรือไม่ อย่างไร แต่ว่าโดยภาพรวมแล้วครับท่านประธาน ผมก็เห็นด้วยกับ หลักการ วิธีการที่เราสมควรจะแก้ไขกฎหมาย เรื่องของการตอบแทน เรื่องของค่าเสียหาย แล้วก็การคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน