ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายหลักการร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีโดยรัฐ โดยยกตัวอย่างกรณีศาลยกฟ้องว่าควรเยียวยาอัตโนมัติทันทีโดยไม่ต้องให้คณะกรรมการกลั่นกรองซ้ำ และเสนอให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องจาก 2 ปี เป็นสิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ รวมถึงเรียกร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพรับผิดชอบติดตามจ่ายค่าทดแทนทั้งหมดประมาณ 7,300 ล้านบาทต่อปี เพื่อลดภาระประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติซึ่งกำลังพิจารณาอยู่นี้ ท่านประธานครับ ในส่วนของหลักการในการดำเนินคดีอาญาซึ่งมีหลักสำคัญที่เป็นหลักสากล เขาบอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะถูกศาลพิพากษา ถึงที่สุดว่ากระทำผิด ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นหลักที่สำคัญ ข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งแต่ชั้นจับกุม ดำเนินคดี จนถึงตัดสินถือว่าบริสุทธิ์อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการคุมขัง ดำเนินมาตรการคดีอาญา หรือกระทำอื่น ๆ อีกมากมายทำให้เขานั้นต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งที่จะเยียวยา เดิมนั้นเยียวยา เฉพาะขั้นพิจารณาคดีต่อศาลแล้วก็ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ยังไม่หมดนะครับ เพราะว่า หลักการของกฎหมายเดิมนั้นบอกว่าให้เฉพาะในกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยนั้นมิได้กระทำผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด แต่ในกรณีทั่วไปศาลนั้นพิพากษาบางทีก็เมื่อมีเหตุ อันควรสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย กรณีหลังนี้ไม่ได้นะครับ แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขยายคุ้มครองลงมาอีกอันหนึ่ง ก็คือชั้นสอบสวนชั้นอัยการนะครับ ซึ่งไม่ใช่ชั้นพิจารณาคดี ของศาลให้คุ้มครองด้วย ท่านประธานครับ หลักการที่จะคุ้มครองตรงนี้ครับมันเป็นข้อดี ที่ขยายสิทธิ ผมเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่ในเชิงรายละเอียดของกฎหมายและในเชิง หลักการทั้งหมด ในส่วนของมาตรา ๑๙/๑ (๒) เขาบอกว่าในกรณีที่การจ่ายค่าทดแทนให้แก่ จำเลยกรณีที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และคณะกรรมการพิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหามิได้กระทำผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด และในส่วนของมาตรา ๒๐ ก็บอกเช่นเดียวกัน ถ้าให้คณะกรรมการพิจารณาแล้วว่าปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยนั้นไม่เป็นความผิด ในเชิงหลักการนั้นดีนะครับ บอกว่า ศาลไม่ต้องตัดสินว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด แต่ทำไมต้องมีคณะกรรมการมากลั่นกรอง อีกครั้งหนึ่งล่ะครับ กรรมการใช้ดุลยพินิจอะไรถึงมาตัดสินมาตัดสิทธิกลั่นกรองศาลอีกทีหนึ่ง ทั้งที่ศาลพิจารณาโดยละเอียดแล้ว หลักสำคัญของการเยียวยาผู้ต้องหาที่การดำเนินคดีอาญา ของรัฐก็เกิดจากความผิดพลาดบกพร่องของรัฐ รัฐจะต้องรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ เพราะว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพของเขาโดยความผิดพลาดและศาลยกฟ้อง การจะบอกว่าจำเลย กระทำผิดหรือไม่ไม่ใช่เรื่องประเด็นสำคัญเลยครับ แต่เพราะความผิดพลาดบกพร่องของรัฐ ต่างหากที่ไปดำเนินคดีเขาและศาลยกฟ้อง กรณีนี้ต่างหากที่จะต้องเยียวยาเขาเพราะเขาต้อง ถูกคุมขัง กรณีนี้ทำไมต้องให้กรรมการมากลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง อำนาจใช้ดุลยพินิจเป็นอำนาจ ที่สำคัญมาก ถ้าดุลยพินิจแบบไม่เที่ยงธรรมหรือประหยัดงบประมาณก็ลำบากจริง ๆ จะไม่ได้รับ ผมดูรายงานที่ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้รายงานมายังคณะวิปฝ่ายค้านระบุว่า ถ้าเกิดเอาทุกคดีซึ่งมีประมาณ ๑๖,๐๐๐ คดีที่ถูกศาลตัดสินยกฟ้องก็จะเยียวยารายละ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ประมาณ ๗,๓๐๐ ล้านบาท นั่นคือรายงานนะครับ แต่มีข้อ ประมาณการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพบอกว่าคดีเหล่านี้จะเยียวยาแค่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั่นคือประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรณีอย่างนี้ผมว่าเอ๊ะทำไมถึงประเมินไว้แค่นั้น ก็เพราะว่าอีกมาตราหนึ่งก็คือในส่วนของ มาตรา ๒๒ นะครับ เขาก็บอกว่าจะต้องมีผู้เสียหายหรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีจะต้องยื่น ภายใน ๒ ปี ทำไมถึงจะต้องไป ๒ ปีล่ะครับ ทำไมเป็นภาระของผู้ถูกดำเนินคดีซึ่งเป็นความผิด เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความบกพร่องผิดพลาดจะต้องไปยื่นขอด้วย ทำไมไม่ให้เป็นอัตโนมัติเลย เมื่อเขาถูกยกฟ้องก็เป็นสิทธิที่ได้รับเลย ผมฟังการชี้แจงของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่ชี้แจงในวิปฝ่ายค้านเขาก็บอกว่าก็เป็นเรื่องที่ เขาจะต้องมาแจ้งในตอนพิพากษาคดีเลย แต่ทำไมมีคนถึงไม่ยื่นล่ะครับ เรื่องนี้ควรจะเป็นสิทธิเขา ที่ได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ และเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะต้องไปติดตามและจ่ายค่าทดแทนใช่หรือไม่ แก้แล้วแก้ให้สุดได้ไหมครับ ๗,๓๐๐ ล้านต่อปี ไม่เยอะเลย สำหรับการคุ้มครองสิทธิความผิดพลาด บกพร่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมฝากด้วยนะครับ กรรมาธิการวิสามัญไปแก้ตรงนี้ด้วย
อีกประการหนึ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ในกรณีที่มีความผิดพลาด บกพร่อง ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คดีที่มีการยกฟ้องต่อปี เราเคยประเมินเจ้าหน้าที่ของรัฐไหม จะอ้างบอกว่าเป็นความอิสระในการทำงานของตำรวจ อัยการ หรือของศาล อันนั้นก็อ้างได้ แต่ถ้าเกิดมีความระมัดระวังทำไมตัวเลขถึงเป็น ๑๖,๐๐๐ คดีต่อปี เรื่องนี้เคยมีการวาง มาตรการไหมครับว่าให้เป็นสถิติ หรือเป็นบันทึกการทำงานของข้าราชการแต่ละคนไว้ เป็นการประเมินของการเลื่อนตำแหน่ง หรือความดีความชอบเขาได้หรือไม่ เพื่อจะได้ ระมัดระวังในการดำเนินคดี การฟ้องคดีไม่ว่าพยานหลักฐานพอ ไม่พอ เท่าที่ผ่านมาผมทำ อาชีพนักกฎหมายมา ๓๐ ปี เห็นเลยว่าบางทีฟ้องเกินก็มีครับ ฟ้องเกินข้อหา ฟ้องไปก่อน ให้ศาลตัดสิน กรณีอย่างนี้มันทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม และพอยกฟ้องมาคนที่ฟ้องเกิน ฟ้องไปก่อนให้ศาลตัดสินไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เรื่องนี้คือมาตรการในการวางคุณภาพ ของการดำเนินคดีอาญาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านได้วางมาตรการตรงนี้มาเสริมขึ้นหรือไม่
อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนนะครับ มันมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเยอรมันเขาให้การคุ้มครองถึงขั้นกรณีที่เมื่อศาลยกฟ้องไปแล้ว ลงโทษไปแล้ว แต่ภายหลังมีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณคดีใหม่ แล้วคดีอาญานั้นพลิกขึ้นมาเป็น ให้จำเลยนั้นไม่ผิด กรณีนี้เขาก็คุ้มครองให้ ของเราตรงนี้ฉบับนี้ถึงหรือไม่ แต่ดูแล้วไม่ถึง ถ้ากรรมาธิการวิสามัญจะสามารถทำได้ หรือในกรณีเช่นเมื่อตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด แต่ภายหลังบรรทัดฐานสังคม หรือมีการแก้ไขกฎหมายว่าการกระทำแบบนี้ไม่เป็นความผิด เขาก็เยียวยาชดเชยให้ แต่ของเรามาขีดแค่ต้องยื่นขอด้วย แต่ทำไมของเขาคุ้มครองแม้กระทั่ง ย้อนหลังก็ยังคุ้มครอง นี่คือหลักในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่างฉบับนี้ดีกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ดีที่สุดเพื่อสอดคล้องตามกฎหมายสากล ขอฝากกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดแก้ไขด้วยครับ