ก่อแก้ว พิกุลทอง สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายจากการดำเนินการทางกฎหมายที่ผิดพลาด และเสนอให้พิจารณาการนับเวลาขยายการยื่นขอค่าชดเชย นอกจากนี้ยังยกเรื่องผู้เสียหายจากการชุมนุมปี ๒๕๕๕ ที่รอการชดเชยค่าเสียหายมากกว่า ๑๑ ปี
กราบสวัสดีท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองขอขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่เสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายเข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาในครั้งนี้ ผมเองเห็นด้วยนะครับที่ได้มีการเพิ่มกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูก ยัดข้อหาทั้งหลายที่เราเรียกว่า แพะ ให้เขาได้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตอบแทนกรณีที่ตำรวจ หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องเพิ่มเข้ามาจากกรณีของจำเลยที่ถูกฟ้องศาลแล้ว แล้วศาลยกฟ้อง ซึ่งทำให้คนที่ถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ นั้นได้รับสิทธิชดเชย ผมเองก็เป็นกรณีตัวอย่าง ๆ หนึ่ง ที่เป็นแพะ ผมเป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจประกอบอาชีพสุจริตด้วยความมุ่งมั่นที่จะก่อร่างสร้างตัว วันหนึ่งมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพียงขอให้ยุบสภา แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดนคดีหลายมาตรา ๑๑๓ ๑๑๖ และอีกเยอะ ทำให้ผมเสียโอกาส ทั้งติดคุกในช่วงเวลาหนึ่ง รวมทั้งเสียโอกาสการทำธุรกิจอีกเยอะแยะ แต่โชคดีที่พวกผมและคณะ ทางศาลยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมจึงหลุดรอดคดีมาได้ด้วยการยกฟ้องนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย ทั้งกรณีที่เพิ่มแพะให้เป็นผู้ได้รับค่าชดเชยเสียหายและเห็นด้วยในการขยายเวลาการยื่นขอรับ ค่าตอบแทนจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปี เพราะว่าในการยื่นขอบางทีผู้เสียหายเองนั้นทำไม่ทันหรือว่า ไม่รู้เงื่อนไขเวลาของราชการ การขยายเวลาทำให้เขามีโอกาสได้มากขึ้นนะครับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากให้คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาในชั้นพิจารณาวาระที่สองว่า การนับเวลาขยาย เวลาจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปีนั้น โดยทั่วไปในร่างกฎหมายนี้เขียนให้นับเวลานับจากวันที่ศาลยกฟ้อง หรือวันที่ได้รับการแจ้งว่ามีการถอนฟ้องนะครับ แต่ว่ามันมีอีกกรณีหนึ่งมันมีกรณีที่อย่างเช่นว่า ศาลชั้นต้นยกฟ้องและอัยการไม่อุทธรณ์ หรือกรณีที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแต่อัยการไม่ฎีกา ซึ่งปกติแล้วทางหน่วยงานต้นคดีไม่ได้แจ้งให้กับผู้เสียหายรับทราบนะครับว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ทางผู้ถูกฟ้องหรือจำเลยนั้นต้องให้ทนายความไปขอคำสั่งจากศาลว่าคดีสิ้นสุดแล้วนะครับ ซึ่งมันจะต่างกับกรณีศาลยกฟ้องหรือกรณีอัยการหรือตำรวจสั่งไม่ฟ้องนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดผู้เสียหายไม่ทราบขั้นตอนตามกฎหมายแล้วก็จะไม่มีเอกสารในการยืนยัน ว่าตัวเองนั้นคดีสิ้นสุดเมื่อไร ตรงนี้การนับเวลาเพื่อยื่นขอค่าตอบแทนนั้นก็ไม่รู้จะนับตั้งแต่ เมื่อไรนะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ชั้นกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเพิ่มเติมประเด็นนี้ เข้ามานะครับ ต้องกราบเรียนฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ สิ่งที่ผมเสนอไปผมเสนอตาม ประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับจากที่โดนฟ้องคดีทางการเมืองจำนวนมาก และสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะผู้มาชี้แจง โดยเฉพาะท่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ เพราะค่าชดเชย ค่าเยียวยาที่ได้มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายนี้ อาทิเช่นว่า ค่าทดแทนการคุมขัง ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนะครับ สิ่งที่เขียนมาในร่างกฎหมายนี้ผมมองว่าเป็นการเขียน เพื่อครอบคลุมกรณีทั่ว ๆ ไปทั้งหมด ซึ่งโดยปกติแล้วคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าทดแทนจะเสนอความเห็นต่อท่านรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีก็จะมีการอนุมัติ กฎกระทรวงออกมานะครับ และเป็นอัตราค่าใช้จ่ายอัตราเดียวแต่ครอบคลุมกับกลุ่มบุคคล ต่าง ๆ ทั่วทุกประเภท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องยอมรับว่าคนที่เป็นแพทย์ทุกวันนี้มีหลากหลาย อาชีพ มีหลากหลายสาธารณะ ความเสียหายแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นวิศวกรอย่างผม บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นชาวบ้านธรรมดา เพราะฉะนั้นความเสียหาย ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเขา ไม่ว่าการขาดรายได้ การสูญเสียโอกาสต่าง ๆ นั้นถ้าตีเป็นมูลค่าแล้ว มันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเราใช้อัตราเดียวกันมันทำให้หลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ คน ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างเช่นปัจจุบันนี้ค่าทดแทนการคุมขังมีการออกกฎกระทรวง ให้อัตราวันละ ๕๐๐ บาทเท่านั้นเองนะครับ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้คิดเป็นอัตราค่าจ้าง รายวันที่คน ๆ นั้นจะทำงานในจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่เท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบันก็คือ ๓๐๐ กว่าบาท ซึ่งตรงนี้มันไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกยัดเยียดข้อหาแล้ววันต่อมาพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์นะครับ ผมยกตัวอย่างในกรณีของผม มีชายชุดดำที่ถูกกล่าวหาด้วยกัน ถูกฟ้องศาลข้อหาก่อการร้าย ศาลไม่ให้ประกันตัวมา ๙ เดือน มากกว่านั้นผมเองราว ๑ ปี วันหนึ่งศาลให้ประกันตัว ปรากฏว่าไปขอเงินชดเชยจากการสูญเสียรายได้และโอกาส กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้เงินมาแค่ ๘๕,๐๐๐ บาทจากการติดคุกประมาณ ๘ เดือนครึ่ง หรือเดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ท่านประธานคิดดูนะครับ ผมทำธุรกิจเงินเดือนปีละ ๒ ล้านกว่าบาท ในยุคนั้น ๒ ล้านกว่าบาท เฉลี่ยแล้วเดือนละเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าผมขอเงินชดเชย จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผมจะได้แค่เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทเองนะครับ ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ท่านประธานครับ ซึ่งอย่างนี้มันไม่ Fair มันไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นก็ฝาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพช่วยทำตัวเลขที่ให้มันเหมาะสมต่อข้อเท็จจริงต่อกลุ่มบุคคล อาชีพต่าง ๆ ที่เป็นแพะให้ได้รับการชดเชยที่ยุติธรรมและเป็นธรรมนะครับ
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งในฐานะที่วันนี้ได้มีโอกาสมาอภิปรายเรื่องนี้ แล้วก็ฝากไปยังท่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเรื่องหนึ่งนะครับว่าในปี ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายจากการชุมนุม ไม่ว่าสูญเสียชีวิตหรือ บาดเจ็บล้มตาย หรือติดคุกฟรี มีการเยียวยาในอัตราต่าง ๆ ผู้สูญเสียชีวิตผมจำได้ว่า ๗ ล้านบาท ในขณะนั้นนะครับ ส่วนผู้ที่ถูกขังฟรีนั้นก็มีอัตราให้อยู่ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๕ ผู้ที่เสียหาย จำนวนหนึ่งเขาไปยื่นขออนุมัติจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพก็ได้ให้อัตราค่าเสียหายมาว่าประมาณเท่าไร แต่มีเงื่อนไขว่าต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อน ปรากฏว่าคดีสิ้นสุดเมื่อปี ๒๕๖๖ ๑๑ ปีต่อมาเขาก็ไปทวงเงินที่เขาควรจะได้ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องไม่สามารถให้คำตอบได้เลยครับ เรียนท่านอธิบดี ช่วยไปฟื้นเรื่องนี้หน่อยนะครับว่าสถานภาพเป็นอย่างไร และจะชดเชยเขาให้ได้อย่างไร ขอกราบเรียนมาเบื้องต้นเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ