ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมทั้ง ๒ ฉบับ และเสนอร่างของพรรคประชาชนที่เน้นค่าโดยสารร่วมเพื่อลดต้นทุนการเดินทาง โดยยืนยันว่าตั๋วร่วมเป็นเพียงเครื่องมือในการบริหารจัดการ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของโครงการระบบตั๋วร่วมในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ ความล่าช้าในการดำเนินงาน และข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เสนอให้ปรับปรุงร่างกฎหมายตั๋วร่วมโดยเพิ่มตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการเพื่อลดอำนาจข้าราชการ และกำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าโดยสารที่โปร่งใสและเป็นธรรมผ่านกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อให้เกิดการแข่งขันและประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ทั้ง ๒ ฉบับ และขอเสนอร่างของพรรคประชาชน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นร่างที่ตอบโจทย์ความต้องการของ ประชาชนและช่วยแก้ไขปัญหาในระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างแท้จริงเป็นร่างหลักนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วร่างของพรรคประชาชนไม่ได้เน้นที่ตัวตั๋วร่วมครับ แต่เน้นสิ่งที่สำคัญ ที่ประชาชนคนโดยสารรถขนส่งสาธารณะ เรือสาธารณะ ต้องการก็คือค่าโดยสารร่วม ที่จะถูกลงโดยมีตั๋วร่วมเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการที่จะทำให้ค่าโดยสารร่วมนั้นเกิดขึ้นจริง ได้มากกว่านะครับ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานที่เคารพครับ ไปหน้าถัดไปเลยครับ ผมขอย้อนพาท่านกลับไปดูมหากาพย์ของโครงการระบบตั๋วร่วมของ ประเทศไทยนะครับซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นี่ปี ๒๕๖๘ ผ่านมาเกือบ ๑๘ ปีครับ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นและบทเรียนที่สำคัญที่เราจะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่เสนอโดยพรรคประชาชนนี้นะครับ ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๐ แนวคิดเรื่องการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะด้วยตั๋วร่วมถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรก ในรายงานของกระทรวงคมนาคมต่อที่ประชุม ครม. โดยมีการหารือกับผู้ให้บริการหลัก ๆ ในตอนนั้นก็คือ BTS หรือ BMCL ซึ่งเป็น MRT แล้วในตอนนี้นะครับ รวมถึง ขสมก. การรถไฟแห่งประเทศไทยนะครับ แบงก์ชาติ เป้าหมายก็คือเพื่อให้ BTS กับ BMCL สามารถ ใช้ระบบตั๋วร่วมกันได้ภายในธันวาคม ปี ๒๕๕๐ แต่สุดท้ายแผนนี้ก็ไม่สำเร็จ เพราะขาดความพร้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐานก็คือตัวระบบตั๋วร่วมแล้วก็มีปัญหาในการประสานงานระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ มากมายครับ ไปสไลด์หน้าถัดไปนะครับ จนเมื่อเมษายน ปี ๒๕๕๔ ครม. ก็เห็นชอบให้ตั้งโครงการตั๋วร่วมขึ้นมา อนุมัติโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมแล้วก็จัดตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาครับ วางนโยบายจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการ แต่การบริหาร จัดการที่ไม่เป็นระบบส่งผลให้แผนงานล่าช้าเกินกำหนดไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ จนเมษายน ๒๕๕๕ เอกชนไปเร็วกว่าครับ รอไม่ไหว กระต่ายวิ่งไปแล้วครับ BTS ก็ออกบัตร Rabbit ขึ้นมา แต่ก็มีข่าวครับว่าจะสามารถใช้งานกับ MRT ได้ในอนาคต สุดท้ายไม่สามารถ ดำเนินการได้ครับคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะว่าการตกลงเรื่องค่าโดยสารแรกเข้าหรือแค่ตกลง เรื่องใครจะหักภาษีแวตนำส่งนะครับ คุยกันเป็นปี ๆ แล้วแผนนี้ก็เงียบหายไป เวลาผ่านไป มกราคม ๒๕๕๗ สนข. เปิดประมูลการจัดทำระบบ Clearing House นะครับสำหรับตั๋วร่วม แล้วก็มีบริษัท บี.เอส.วี ชนะการประมูลด้วยงบประมาณ ๓๓๘ ล้านบาทครับ ซึ่งการประมูลนี้ ก็เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสนะครับ ทำให้การเซ็นสัญญาล่าช้าไปจนถึง ปี ๒๕๕๘ การดำเนินงานเต็มไปด้วยความล่าช้าครับ จนปี ๒๕๕๙ ระบบถึงจะเริ่มต้นทดสอบ นำร่องได้นะครับ แล้วก็ยังมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ มากมาย ในระหว่างนั้นกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ สนข. ได้วางแผนจัดตั้งบริษัทจัดการระบบตั๋วร่วมขึ้นมานะครับ ซึ่งจะให้มาเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับบัตรตั๋วร่วมนี้ทั้งหมด มีแนวคิดให้รัฐถือหุ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เอกชนที่เกี่ยวข้องถือหุ้นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็มีการประกวดชื่อ ประกวด ตราสัญลักษณ์ของบัตรขึ้นมาครับทำให้เกิดแมงมุมขึ้นมาครับ ชื่อแมงมุมนี้ก็ได้รับการคัดเลือก แต่การดำเนินการขั้นต่อมาก็ประสบปัญหาอีกมากมายนะครับล่วงเลยมาจนถึงพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ พัฒนาระบบบัตรแมงมุมสำเร็จพร้อมทดสอบ มีแผนเริ่มใช้กับ BTS นะครับ แล้วก็จะ ขยายไปยังระบบขนส่งอื่น แต่สุดท้ายตั๋วร่วมแมงมุมก็ไม่เป็นไปตามแผนอีกเช่นเคยการใช้งานจริง ก็ล่าช้าไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ระบบไม่ครอบคลุมทุกการเดินทางนะครับ ไม่สามารถไปยัง MRT Airport Rail Link ขสมก. ได้ แล้วปี ๒๕๖๐ ครับ ขสมก. ก็มีการประมูลติดตั้งระบบ e-Ticket โดยให้รองรับมาตรฐานตั๋วแมงมุมนะครับ แต่ระบบก็ประสบปัญหาหลายอย่าง ขสมก. ไม่ยอม ตรวจรับแล้วก็ไปยกเลิกสัญญาในภายหลัง สไลด์หน้าถัดไปครับ จนเมื่อปี ๒๕๖๐ ครับก็เกิด การเปลี่ยนแปลงอีก เมื่อ ครม. โอนงานระบบตั๋วร่วมจาก สนข. นะครับไปสู่การบริหารของ รฟม. ตุลาคม ๒๕๖๐ นี้ก็เป็นการเปิดตัวบัตรแมงมุมนะครับ โดยทางรถไฟฟ้ามหานคร รฟม. สัญญาว่าจะให้ใช้ได้กับระบบขนส่งทุกประเภท ทั้ง BTS MRT นะครับ Airport Rail Link แต่ความพร้อมในการให้บริการของระบบก็ยังไม่เกิด ใช้ได้แค่สายสีน้ำเงินกับสายสีม่วงเท่านั้น จนเวลาเลยไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ครับ เปลี่ยนทิศทางจากบัตรแมงมุมไปสู่ระบบ EMV แล้วก็เป็น จุดจบของบัตรแมงมุมครับ ปี ๒๕๖๑ รฟม. ก็เปลี่ยนแนวคิดที่จะเปลี่ยนจากระบบ MRT Plus ไปใช้ระบบ EMV ซึ่งก็คือระบบ Payment ที่ใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิตรองรับการแตะชำระเงิน โดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบแต่ว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี แล้วในขณะที่รอการเปลี่ยนผ่านนี้บัตรแมงมุมครับก็ต้องเอามาแจกเพื่อใช้งานระบบเดิมไปก่อน สุดท้ายในช่วงหลัง หลังจากปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมาก็เป็นช่วงแห่งความล่าช้าและความขัดแย้ง เพราะรู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบบ EMV แล้วผู้ให้บริการก็ไม่อยากที่จะลงทุนทำระบบเดิม อีกต่อไปนะครับ ระบบ EMV เองก็เช่นกันนะครับมีแผนกำหนดการเปิดตัวในปี ๒๕๖๒ ก็ต้องเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เนื่องจากข้อขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุน ในการพัฒนา แล้วก็การขอสนับสนุนจาก รฟม. นะครับ การพัฒนาระบบ EMV ก็ล่าช้า ปัญหาด้านงบประมาณที่ รฟม. ต้องใช้เงินกว่า ๘๐๐ ล้านบาทเพื่อวางระบบใหม่ ในขณะที่ ระบบตั๋วร่วมแมงมุมอันเดิมที่พัฒนามานานนะครับก็ถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ จนเมื่อปี ๒๕๖๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นก็ยังคงได้เร่งรัดให้ระบบตั๋วร่วมนะครับเกิดขึ้น แล้วก็สามารถใช้ได้ แต่อย่างที่เราทราบกันดีครับปัจจุบันระบบตั๋วร่วมก็ไม่เกิดครับ สไลด์ ลงได้นะครับ โครงการนี้ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่พัฒนามาหลายปีนั้นสูญเปล่างบประมาณภาษี ของประชาชนถูกเอาไปละเลงทิ้งไม่รู้กี่พันล้าน ผมขอสรุปสาเหตุปัญหาหลัก ๆ ๔ ข้อ แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติที่จะแก้ไขนะครับ รัฐบาลและเอกชนต่างคนต่างทำ ในขณะที่เอกชนไปได้เร็ว รอรัฐไม่ไหว รัฐทำระบบช้าแต่ก็ยังทำระบบของตัวเองขึ้นมา แล้วก็ไม่สามารถดึงดูดให้เอกชน เข้ามาใช้ได้ ผู้ให้บริการเอกชนก็ไม่มีใครยอมใครกลัวจะเสียกำไร ทำให้ตกลงกันเป็นปี ขอเกินเวลาสักเล็กน้อยนะครับ แล้วก็ข้อตกลงทั้งในด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี ซึ่งในส่วนนี้ ร่างของพรรคประชาชนได้กำหนดนิยามมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมไว้อย่างชัดเจน ก็ทำให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างที่ควรจะเหมาะสมเป็นร่างหลักมากกว่า เพราะว่า ร่างของ ครม. ไม่ได้กำหนดไว้
ข้อที่ ๒ ความไร้ประสิทธิภาพของการประสานงานของหน่วยงานภาครัฐนะครับ ในส่วนนี้ร่างของพรรคประชาชนได้กำหนดให้มีตัวแทนจากภาคประชาชน ก็คือสภาองค์กร ของผู้บริโภคเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ แทนที่จะมีแต่ข้าราชการนะครับ ก็จะช่วยให้การ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้มีสัดส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ การตัดสินใจต่าง ๆ การวาง นโยบายต่าง ๆ ก็จะคำนึงถึงผู้ใช้บริการ ซึ่งก็คือประชาชนมากขึ้นนะครับ
ข้อที่ ๓ ปัญหาจากเรื่องสัมปทาน ในร่างกฎหมายนี้มาตรา ๑๔ ได้กำหนดไว้ ให้การพัฒนาโครงสร้างตั๋วร่วมจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสัมปทานในอนาคตนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อ ลดภาระ แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนนะครับ
ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย การจัดการผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ละบริษัทก็ต้องการ กำไรสูงสุด การบังคับให้ทำระบบตั๋วร่วมนั้นทำได้ยากมาก ดังนั้นการมีพระราชบัญญัตินี้ ในมาตรา ๓๑ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม แล้วก็กำหนด กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมขึ้นมา โดยร่างของพรรคประชาชนกำหนดให้มีการคำนึงถึง การแข่งขันนะครับ คำนึงถึงต้นทุนที่แตกต่างกัน แล้วก็มีความโปร่งใสในการเปิดเผย วิธีการ คำนวณและข้อมูลสันนิษฐานต่าง ๆ อย่างโปร่งใส ทำให้การจัดสรรผลประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมนะครับ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ผมขอให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน สนับสนุนร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักครับ สุดท้ายท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุน ร่างตั๋วร่วมทั้ง ๒ ฉบับนี้ครับ แล้วก็ขอให้ท่านพิจารณาสนับสนุนร่างของพรรคประชาชน เป็นร่างหลัก ขอบคุณครับ