ณัฐพงศ์ วิเคราะห์ค่าเดินทางสูง 3,000 บาท เสนอลดเหลือ 1,800 บาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘

ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม โดยเน้นความสำคัญของการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อประโยชน์ของประชาชน วิเคราะห์สถิติการใช้ระบบขนส่งสาธารณะโดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องจ่ายค่าเดินทางสูงถึง 3,000 บาทต่อเดือนจากการไม่มีระบบตั๋วร่วม และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงเหลือ 1,800 บาท

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ เขตสะพานสูง พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในวันนี้ครับ ผมเองก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในวันนี้ด้วยนะครับ เนื่องจากว่าระบบขนส่งสาธารณะก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ เดี๋ยวขอ สไลด์ด้วยครับท่านประธาน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

สำหรับเรื่องของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ ถ้าหากว่ามีการไปดูจากเรื่องของ สถิติตัวเลขจำนวนผู้โดยสารของระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถเมล์ของทาง ขสมก. แล้วก็ทางหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ รวมถึงทาง BRT แล้วก็รถไฟฟ้าอื่น ๆ รถไฟฟ้าต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพมหานครนะครับ ก็จะเห็นว่าเมื่อมีการรวมตัวเลขแล้วจะมีจำนวนผู้โดยสาร ระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดต่อวันของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งสิ้นประมาณ ๒ ล้านคนต่อวันท่านประธาน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมากครับว่าพี่น้องประชาชน ที่กรุงเทพมหานครมีประชากรตีกลม ๆ ก็สักประมาณ ๑๐ ล้านคนนะครับ มีการใช้ขนส่ง สาธารณะต่อวัน ๒ ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่เยอะท่านประธาน ขอสไลด์ถัดไปครับ ซึ่งพี่น้อง ประชาชนจำนวนมากท่านประธานครับ ในตัวเลข ๒ ล้านคนนี้ก็จะเห็นว่าเป็นประชาชน ที่เดินทางเข้ามาทำงานนะครับ จากบ้านที่อยู่ชานเมืองแล้วเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง อย่างเช่น สีลม อโศก สาทรต่าง ๆ ท่านประธานครับ ซึ่งผมอาจจะยกตัวอย่างสักเล็กน้อย ท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนถ้าหากว่าบ้านอยู่อาศัยจากพื้นที่ อย่างเช่นถนนศรีนครินทร์ ถ้าหากว่าจะเดินทางจากบ้านแน่นอนว่ารถไฟฟ้าไม่ได้ไปจอดเทียบที่หน้าบ้าน พี่น้องประชาชน จะต้องมีการนั่ง Feeder หรือว่าอย่างเช่นรถเมล์ในการที่จะเดินทางมาที่ระบบรถไฟฟ้าซึ่งก็ อาจจะเสียที่รถเมล์ไปแล้วทั้งสิ้น ๑๐ บาทนะครับ แต่ว่าเมื่อมาต่อที่รถไฟฟ้าก็อาจจะต่อ หลายสายท่านประธาน อย่างสายแรกถ้าผมยกตัวอย่างมา นั่งรถไฟฟ้าสายสีเหลืองจากสถานี ศรีนุชไปถึงสถานีหัวหมากก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว ๒๔ บาท ต่อมาถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนไปที่ Airport Link ก็จะต้องจ่ายอีก ๒๐ บาทเพื่อไปลงสถานีมักกะสันแล้วก็ต่อสถานี MRT อีก ๑๗ บาทเพื่อไปทำงานที่อโศกท่านประธาน ก็จะเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่เดินทางจาก ชานเมืองเข้ามาทำงานในตัวเมืองจะต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วขาหนึ่งประมาณสัก ๗๐ บาท ๗๑ บาท ไปกลับก็ตีไปคูณ ๒ ท่านประธาน ก็ ๑๔๒ บาทนะครับ ทำงาน ๒๐ วัน ๒,๘๔๐ บาท อันนี้ก็เป็นตัวเลข ถ้าปัดกลม ๆ นะท่านประธาน ก็จะเห็นว่าเป็น ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ที่เป็นเงินที่ใช้ในการเดินทางจากบ้านไปทำงาน สไลด์ต่อไปครับ ซึ่งตัวเลข ๓,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำนะครับ ตัวเลข ๓,๐๐๐ บาทถือว่าเป็นตัวเลขที่คนไทย หรือว่าชาวกรุงเทพมหานครต้องจ่ายแพงกว่าเมืองใหญ่ ๆ ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วมท่านประธาน ในส่วนของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถ้าหากว่าเรามีการเทียบ ในเรื่องของค่าเดินทางนะครับ เมื่อมีการเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวซึ่งคิดไปแล้วจะอยู่ที่ ประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทเศษ ๆ นะครับท่านประธาน ก็จะอยู่ที่สัดส่วนค่าเดินทางต่อ รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ ๑๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถูกมากท่านประธาน ถ้าหากว่าผมไปเทียบกับตัวเลข ของรายได้ขั้นต่ำจะเห็นได้ชัดว่าสูงกว่านี้อีกท่านประธาน แล้วตัวเลข ๑๔.๔ เปอร์เซ็นต์อันนี้ ก็เกิดจากการที่ปัจจุบันเราไม่มีค่าโดยสารร่วมครับ เพราะว่าเราเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในเรื่อง ของค่าแรกเข้าจำนวนมาก ถ้าหากว่าเรามีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น เมืองโตเกียวของญี่ปุ่น หรือว่าซิดนีย์ อย่างไทเปต่าง ๆ จะเห็นว่าเรื่องของการเปรียบเทียบ สัดส่วนค่าเดินทางต่อรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๕-๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ อย่างสิงคโปร์ ซึ่งแน่นอนประชากรที่สิงคโปร์รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ แสนกว่าบาทต่อเดือนครับท่านประธาน ในส่วนของค่าเดินทางต่อวันเสียเงินแค่วันละร้อย ก็คือเงินประมาณแค่ ๔ ดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้นเอง ซึ่งทั้งหมดท่านประธานครับ ในส่วนของประเทศเหล่านี้พวกเขามีค่าโดยสารร่วมที่จะช่วยให้ มีการประหยัดค่าโดยสาร เช่นเดียวกับพวกเราพรรคประชาชนที่ได้มีการเสนอร่างนี้โดยท่าน สส. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เดี๋ยวสไลด์ถัดไปครับ ในส่วนของ Model ที่ทางท่านสุรเชษฐ์ แล้วก็ทางพรรคประชาชนได้มีการเสนอนะครับ นั่นคือเรื่องของการที่ค่าโดยสารร่วมก็จะช่วย ในการที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเกิดอย่างที่ผม ยกตัวอย่างในสไลด์ก่อนหน้านั้นท่านก็จะเห็นว่าในส่วนของประชาชนจากเดิมเสียค่าเดินทาง อยู่ที่ ๗๑ บาทต่อเที่ยว จะเหลือเพียงแค่ ๔๕ บาทต่อเที่ยว ถึงแม้ว่าประชาชนจะเปลี่ยน รถไฟฟ้าไปแล้วหลายสายหรือว่าเปลี่ยนข้ามระบบไปยังรถเมล์ด้วยก็ตามท่านประธาน นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนจากที่เดิมเสียวันละ ๑๔๒ บาท จะเสียเพียงแค่วันละ ๙๐ บาท ถ้าคิดเป็นเดือน ๒,๘๔๐ บาท จะเหลือเพียงแค่ ๑,๘๐๐ บาทต่อเดือนครับ ซึ่งหมายความว่า พี่น้องประชาชนก็จะประหยัดเงินไปได้ในกระเป๋ามีเงินเพิ่มเข้ามา ๑,๐๔๐ บาท ซึ่งเงิน จำนวนนี้สามารถที่จะเอาไปใช้กินข้าวได้อีก ๑๗ มื้อ เงินจำนวนนี้ยังสามารถที่จะนำไปซื้อ น้ำดื่มขวดละ ๑๐ บาท ได้อีก ๑๐๔ ขวด หรือว่าเงินจำนวนนี้ก็ยังสามารถที่จะนำไปเดินทาง ได้อีก ๒๓ เที่ยว ถ้าเกิดเป็นเที่ยวละ ๔๕ บาท แบบที่พรรคประชาชนเสนอครับ ดังนั้น ท่านประธานครับ ในการอภิปรายทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ท่านประธานครับ อาจจะเอา สไลด์ลงได้ครับ ในส่วนของผมเองก็ขออภิปรายในการที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก เนื่องจากว่าในตัวของร่างพรรคประชาชนเองมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของมาตรา ๑๔ ซึ่งมีการบัญญัติไว้อย่างรัดกุมมากกว่านะครับ เนื่องจากว่าร่างของพรรคประชาชนเองก็มีการ ครอบคลุมเขียนให้ชัดไปถึงเรื่องของการที่จะให้มีใบอนุญาตที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบตั๋วร่วม ซึ่งอาจจะรวมถึงขนส่งทางราง ขนส่งทางบก ขนส่งทางน้ำด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะประหยัดรายจ่ายในการที่จะเดินทาง ได้มากขึ้น และนี่ก็ต้องบอกนะครับว่าเรื่องของตั๋วร่วม ค่าโดยสารร่วมก็อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ ความสะดวกสบาย แต่ว่าเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนที่จะทำให้มีเวลา ในการกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวมากขึ้นทำให้สามารถที่จะนำเงินไปใช้อย่างอื่นแล้วก็เพิ่ม เงินในกระเป๋าในการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้ดีขึ้นครับ ขอบคุณครับ