จิตติพจน์ เสนอใช้ App และ Digital Wallet เชื่อมการเดินทางไทยให้ดีกว่าสิงคโปร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอแนวคิดการใช้ตั๋วร่วมและแอปพลิเคชันร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้เหนือกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง โดยเน้นการสร้างระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันผ่าน Digital Wallet และควบคุมค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการกลาง (Control Center) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายด้วยความสนใจอย่างตั้งใจ ผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ ส่วนใหญ่ที่พวกเราคิดกันก็คงจะดูตัวอย่างจากสิงคโปร์บ้าง จากฮ่องกงบ้าง หรือจากประเทศที่มีความเจริญกว่าเรา แต่มันมีประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าหากเราจะพยายามทำเพียงแต่ที่สิงคโปร์ทำหรือที่ฮ่องกงทำ เราจะไม่สามารถทำได้ดีกว่าเขาครับ การที่พวกเราได้มีโอกาสมาคิดใหม่ ทำใหม่ ในขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านของเราทำไปก่อนเราทำให้เรามีโอกาสที่จะทำให้ดีกว่าเขาได้ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าสมมุติมีประชาชนคนหนึ่งท่านประธานลองจิตนาการตามผม ประชาชนคนหนึ่งอยู่ที่ซอยเสนานิคมจะเดินทางไปที่วัดเทพศิรินทร์ ถ้าหากว่าประชาชน ก่อนออกเดินทางก็เปิด App ขึ้นมาดูว่าการเดินทางไปที่วัดเทพศิรินทร์มีกี่วิธี ใช้รถ BTS หรือใช้รถเมล์มีกี่ช่องทาง แต่ละช่องทางมีค่าใช้จ่ายเท่าไร จะต้องออกจากบ้านไปที่สถานี เวลากี่โมง หลังจากนั้นประชาชนก็เลือกว่าจะเดินทางช่องทางไหน แล้วก็เดินทางไปตาม กำหนดครับ ออกจากบ้านอาจจะเลือกการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ หรือเรียกแท็กซี่ จากนั้นก็ไป ขึ้นรถ BTS ที่สถานีตรงเมเจอร์รัชโยธิน ระหว่างก่อนที่รถ BTS จะไปถึงที่สยามสแควร์ ท่านก็ดูได้ว่าตอนนี้มีช่องทางจากสยามสแควร์จะไปที่วัดเทพศิรินทร์จะนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อ หรือจะนั่งรถบัสต่อก็เลือกได้นะครับ ก็ดูเวลาดูความเหมาะสมอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ได้ตลอดเวลา ท่านก็เดินทางไป หลังจากไปจนจบ การชำระเงินเนื่องจากรัฐบาลจะมี Digital Wallet อยู่แล้วใช่ไหมครับ การชำระเงินก็ชำระเงินผ่าน Digital Wallet ไปเลย บัตรร่วม อะไรต่าง ๆ ความจริงก็ไม่ได้มีความจำเป็นมาก Octopus ก็ไม่จำเป็นมาก หรือบัตรอะไรต่าง ๆ เนื่องจากว่า Digital Wallet ก็เป็นตัวที่สามารถ Link เข้ากับกระเป๋าเงิน เข้ากับบัญชีธนาคาร สามารถชำระเงินได้อยู่แล้วนะครับ ถ้าหากไปในแนวทางนี้มันก็คือแนวทางคิดในเรื่องของ การใช้ตั๋วร่วมประกอบกับการใช้ App ร่วมด้วย Application สำคัญ ๆ บางส่วนรัฐบาลต้องทำเอง แต่บางส่วนอาจจะร่วมมือกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือเจ้าของซอฟต์แวร์รายใหญ่ ๆ ได้ อย่างเช่น ในเรื่องของแผนที่ Google ก็ทำได้ดีพอสมควร ก็อาจจะเจรจากันว่าทำอย่างไร ถ้าหากว่า ทำในลักษณะนั้นผมเชื่อว่าในฐานะที่เรามีโอกาสได้คิดใหม่ทำใหม่เราจะทำได้ดีกว่าสิงคโปร์ และฮ่องกงอย่างแน่นอนนะครับ ด้วยวิธีการถ้ากล่าวโดยสรุปก็คือลองแนวคิดใหม่ว่าใช้ตั๋วร่วม ใช้ App ร่วม แล้วก็ทำอย่างไรให้สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราจะทำให้มันต่อกันเป็นระบบเดียวกัน โดยไม่มีปัญหาอย่างที่ในต่างประเทศมีปัญหาว่ามีหลายระบบต่อกันไม่ได้หรือต่อกันแล้ว มีปัญหา แล้วต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงจำนวนมากมาย สำหรับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมขออนุญาตให้ข้อมูลบางส่วนอย่างนี้นะครับ ทั้งของร่างท่านสุรเชษฐ์และของร่าง ครม. ผมเชื่อว่าเหมือนกันมากกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักการแล้วแทบไม่แตกต่างกัน ซึ่งก็ล้วน แล้วแต่มีเจตนาดีที่จะทำให้การบริหารการขนส่งมวลชนของเราเป็นไปโดยมีสวัสดิภาพ ซึ่งผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า กฎหมายฉบับนี้แบ่งผู้รับบริการเป็น ๓ ประเภท ส่วนหนึ่งจะเป็นศูนย์บริการกลาง เป็น Control Center ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของบัตรชำระเงิน ส่วนที่ ๓ ก็คือผู้ให้บริการขนส่งอาจจะเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าก็แล้วแต่ ๓ ใบอนุญาต แต่ผมจะขออนุญาตพูดถึงเฉพาะศูนย์บริการกลางครับเพราะว่ามีความสำคัญ ศูนย์บริการกลางทางรัฐบาลแล้วก็ร่างของท่านสุรเชษฐ์เขียนไว้ว่ามีหน้าที่บริหารจัดการคอยดู ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนที่มีการนั่งกันรถไฟฟ้าควรจะได้เท่าไร รถเมล์ควรจะได้เท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนมาก ถ้าหากเราสามารถรู้ว่านั่งรถเมล์กี่ป้าย นั่ง BTS กี่ป้าย นั่งแท็กซี่กี่ป้าย นั่งแท็กซี่กี่กิโลเมตรก็คำนวณค่าใช้จ่ายมากิโลเมตรเท่าไรก็อัตราแท็กซี่ใช่ไหมครับ มันก็คือ การคำนวณว่าค่าใช้จ่ายเท่าไร เพราะฉะนั้นซอฟต์แวร์ตัวนี้ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมาก จริง ๆ อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลพอทำได้นะครับ ก็อยากฝากรัฐบาลลองดูว่าศูนย์ Control Center ส่วนกลางนี้จะทำเองหรือไม่ เพราะว่าในที่สุดระบบต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะต้องไป Link กับระบบ Digital Wallet ของรัฐบาลที่จะออกมาในภายภาคหน้าอันใกล้นี้ ในเรื่องของศูนย์บริการนี้ ผมเห็นในกฎหมายในมาตรา ๑๘ มีเขียนใน (๑) กับ (๘) ก็พูดถึงว่าตัวผู้รับใบอนุญาต ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญชาติไทย บริษัทอาจจะเป็นสัญชาติต่างชาติก็ได้ นิติบุคคล แต่มีข้อระบุ ไว้แต่เพียงว่า กรรมการอย่างน้อย ๑ คนต้องมีสัญชาติไทยและภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ผมเข้าใจว่าก็คงมีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยก็สามารถเป็นผู้รับ ใบอนุญาตได้ แต่การที่มีกรรมการแค่ ๑ คนแล้วมีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ในไทยไม่ได้ หมายความว่าเราจะสามารถทำให้ผู้รับใบอนุญาตมารับผิดชอบได้ เพราะว่ามีจำนวนมาก ที่มีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ในไทย แต่ตัวจริงคนจริง ๆ อาจจะอยู่ในต่างประเทศ เสียส่วนใหญ่ก็มี เพราะฉะนั้นส่วนนี้อาจจะเป็นจุดบกพร่องอันหนึ่งที่ทำให้การควบคุม ของทางภาครัฐต่อผู้รับใบอนุญาตทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และอีกส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขอเวลาสั้น ๆ ตัวคณะกรรมการที่เป็นผู้บริหารจัดการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานมีการพูดถึงกรรมการในหลาย ๆ ภาคส่วน แต่มีส่วนหนึ่งที่ขาดไปก็คือของ กระทรวง DE เพราะว่าการคิดในเรื่องนี้เป็นการคิดแนวคิดในงานของการ Integrate ระบบ ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ในเมื่อเราจะมี Digital Wallet ในเมื่อกระทรวงต่าง ๆ ก็จะเป็น Digital Government แล้ว ดังนั้นควรจะมีตัวแทนของกระทรวง DE เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้ไม่ว่า จะเป็นศูนย์บริการจัดการร่วมหรือบัตรร่วมอะไรก็แล้วแต่ต้องเป็นระบบที่สามารถต่อเข้ากับ ระบบต่าง ๆ ของประเทศไทยได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นถ้าเราออกมาแล้วเป็นระบบที่ไม่สามารถ ต่อกับระบบอื่นได้ก็จะเกิดปัญหา มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากมายมหาศาลที่ต้องแก้ไขในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียหาย แต่โดยภาพรวมผมขออนุญาตสนับสนุนทั้ง ๒ ร่าง และสมควรที่จะ ได้รับการพิจารณาต่อไปในวาระที่สองในชั้นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับท่านประธาน