ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายสนับสนุน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพื่อลดค่าเดินทางของประชาชน โดยยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่างนิวยอร์กและไทย และเสนอให้ใช้ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนเนื่องจากครอบคลุมประเด็นการอุดหนุนทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการมากกว่า ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ โดยเน้นการกำหนดอัตราค่าโดยสารตามต้นทุนพื้นที่จริง ขยายขอบเขตกฎหมายให้ครอบคลุมผู้ให้บริการทุกประเภท เพิ่มความโปร่งใสด้วยการรายงานงบทุก ๖ เดือน และเสนอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและตรวจสอบได้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอธัญบุรี อำเภอลำลูกกา แล้วก็อำเภอหนองเสือ วันนี้ผมก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เรียกกันง่าย ๆ ว่าตั๋วร่วม ก็ถือเป็นวาระที่ดีที่เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายให้กับ ประชาชน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมนี้มีข้อดีอย่างไร ผมอาจจะต้องยกตัวอย่างต่างประเทศอีกสักครั้งนะครับ ผมอยู่นิวยอร์กมานี้ ตอนไปอยู่ที่นิวยอร์กก็นั่งรถโดยสารสาธารณะ รถเมล์ต่อรถไฟนี้ก็คือ จ่ายเที่ยวเดียว จ่ายเหมารวม ตอนนั้นก็ประมาณ ๒ เหรียญ แต่ปัจจุบันนี้ก็ ๒.๗๕ เหรียญ ๑๐ ปีผ่านมา ตอนนี้ ๒.๗๕ เหรียญนี้ก็นับเป็นประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงขั้นต่ำ ของคนนิวยอร์กต่อวันนะครับ แต่ในเมืองไทยผมก็ได้ยินมาว่าค่าเฉลี่ยการเดินทางต่อเที่ยว ประมาณ ๓๓ บาท ซึ่งก็นับเป็นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงขั้นต่ำซึ่งถือว่ายังสูงมาก ๆ เนื่องจากเราต้องจ่ายค่ารถเมล์ไปต่อรถไฟหรือว่าแม้แต่ต่อรถเมล์ไปต่อรถเมล์เองค่าเฉลี่ย ประมาณ ๓๓ บาทต่อเที่ยว ซึ่งอันนี้ก็ยังถือว่าเป็นค่าเฉลี่ย แต่คนปทุมธานีของผมเอง ต้องจ่ายมากกว่านั้น คนที่อยู่ปทุมธานีไม่มีรถโดยสารสาธารณะเข้าถึง เพราะฉะนั้นหลายพื้นที่ จะต้องนั่งรถตัวเองออกมาต่อรถเมล์และมาต่อรถไฟฟ้านะครับ บางคนก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์ ๒๕ บาท มาต่อรถเมล์ ๑๕ บาท มาต่อรถไฟฟ้าอีก ๓๐ บาท ทั้งหมด ๗๐ บาทนะครับ อันนี้ คือค่าใช้จ่ายของคนปทุมธานีที่เพื่อน สส. ปทุมธานีหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าเป็นค่าครองชีพ ที่แพงมาก ๆ สำหรับคนปทุมธานี ๗๐ บาทต่อค่าแรงขั้นต่ำ ๓๕๓ บาทถือว่าเยอะมาก ๆ มีความยินดีที่เราได้ออกกฎหมายฉบับนี้มาทั้งฉบับของ ครม. แล้วก็ของพรรคประชาชน ที่เสนอ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมตรงนี้เข้ามานะครับ ซึ่งจะทำให้เราจ่ายค่าโดยสารร่วมโดยค่าใช้จ่าย ทั้งหมดนี้ก็จะต้องลดลงนะครับ เนื่องจากว่ามันเป็นค่าโดยสารร่วมต่อเนื่องนะครับ รถไฟฟ้า ถึงแม้จะยังไม่ครอบคลุม คนปทุมธานีก็ยังรอสายสีเขียวอยู่ เพราะตอนแรกก็จะมีบอกว่า จะมาลงที่คูคต แล้วจะมาต่อถึงคลอง ๕ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่คูคตมานานมากแล้ว เกือบ ๑๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่ต่อมาสักที แล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะต่อมาด้วยนะครับ ผมก็ได้รับคำถามจากประชาชน มากมายว่าเมื่อไรเราจะมีรถไฟฟ้ามาถึงคลอง ๕ สักทีนะครับ จะได้ช่วยลดค่าใช้จ่าย จะได้ เดินทางสะดวกขึ้น อันนี้ก็อยากฝากทาง ครม. ด้วย ช่วยพิจารณาตรงนี้ด้วย ส่วนในเรื่องของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมผมก็มีหลายประเด็นที่อยากจะนำเสนอ เนื่องจากว่าในส่วนของ ครม. ก็ดี ของ พรรคประชาชนก็ดีนะครับ สนับสนุนทั้ง ๒ ร่างเลย แต่ก็อยากสนับสนุนของพรรคประชาชน เป็นร่างหลัก เนื่องจากว่ามีหลายประเด็นที่ครอบคลุมมากกว่า ยกตัวอย่าง อย่างเช่นวัตถุประสงค์ ขอบเขตของกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมนี้นะครับก็จะให้การระบุที่ชัดเจนกว่าว่ามีเป้าหมาย ในการส่งเสริมแล้วก็อุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการรวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบ ซึ่งตรงนี้จะมีความชัดเจนครับว่าเงินกองทุนนี้จะไปใช้ในเรื่องไหนบ้าง ทำให้ การบริหารจัดการนี้จะมีประสิทธิภาพ อย่างที่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์เรียกว่าตีเช็คเปล่านะครับ จะไม่เป็นแบบนั้นเพราะว่าเราระบุชัดเจนว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แล้วจะได้ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการ แล้วก็ผู้รับบริการด้วยก็จะช่วยทั้ง ๒ ฝ่าย อันนี้คือข้อดีนะครับ
ในประเด็นเรื่องต่อไปก็คือร่างของพรรคประชาชนนี้จะเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ ในการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมนะครับ ซึ่งค่าโดยสารร่วมนี้จะคำนวณถึงพื้นที่ความแตกต่าง แล้วก็ต้นทุนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะถ้าเกิดคุณต้นทุนสูง ก็จะได้รับค่าโดยสารที่แพงขึ้น คุณก็จะได้เรียกว่าไม่ขาดทุน สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงแล้วก็ มีความเป็นธรรมให้กับผู้รับบริการมากขึ้นแล้วก็ลดผลกระทบในวงกว้างต่อผู้ประกอบการ
ข้อ ๓ ขอบเขตของกฎหมาย ทางพรรคประชาชนได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุม ถึงผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามกฎหมายต่าง ๆ นอกเหนือจากสัญญาสัมปทาน อันนี้ก็ช่วยครอบคลุมผู้บริการขนส่งสาธารณะได้มากขึ้นทำให้ระบบตั๋วร่วมนี้มีประสิทธิภาพ ขยายขอบเขตได้มากขึ้น ใช้จ่ายได้มากขึ้น แล้วก็ลดช่องว่างทางกฎหมายในการบังคับใช้นะครับ
ข้อ ๔ เรื่องร่างของพรรคประชาชนก็จะเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้ประกอบการ ในการจัดส่งรายงาน การประกอบกิจการ และงบกระแสเงินสดนี้จะต้องรายงานทุก ๖ เดือน ทำให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน และช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถทำงาน ได้ง่ายขึ้นเพราะจะติดตามอะไรได้รวดเร็วมากขึ้นนะครับ
ข้อ ๕ ก็คือในเรื่องของคณะกรรมการ คณะกรรมการนี้ก็เสนอให้เป็นของ ประธานสภาองค์กรผู้บริโภคแทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ภาคประชาชนนี้ได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย แล้วก็จะได้สะท้อนถึงปัญหาความต้องการของภาคประชาชนจริง ๆ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าการที่เอาร่างพรรคประชาชน เป็นหลักก็จะมีข้อได้เปรียบหลายเรื่อง เพราะว่ามีความชัดเจน มีความโปร่งใส แล้วก็สามารถ ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เป็นวันตรุษจีนด้วย แล้วก็มีข่าวดีที่เราได้นำ พ.ร.บ. นี้เข้าสภา แล้วก็ได้ทราบว่าหลาย ๆ พรรคก็เห็นด้วย คิดว่า ก็คงจะผ่านวาระที่หนึ่งไปได้นะครับ ก็ขอขอบคุณเพื่อน ๆ สส. ที่ช่วยกันโหวต แล้วสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น ขอบคุณมากครับ