ณรงเดช วิจารณ์นโยบายปิดโรงงานน้ำตาล ขาดมาตรการรองรับชาวไร่อ้อย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘

ณรงเดช อุฬารกุล แสดงความกังวลต่อนโยบายรัฐบาลในการจัดการฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร ที่อาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อเกษตรกร เนื่องจากขาดมาตรการรองรับและเตรียมการที่ชัดเจนตามมติคณะรัฐมนตรี โดยวิจารณ์นโยบายปิดโรงงานน้ำตาลโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเสียหาย และตั้งคำถามถึงข้อขัดแย้งระหว่างคำสั่งปิดโรงงานกับกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีอยู่ ณรงเดช อุฬารกุล ชี้แจงว่ากฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายคุ้มครองชาวไร่อ้อยไม่ให้โรงงานเอาเปรียบ โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมการรับซื้ออ้อยไฟไหม้เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถบังคับได้หากไม่มีการแก้ไขระเบียบ และวิเคราะห์สถิติที่แสดงว่าการตัดเพดานการรับซื้อในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๓/๒๕๖๔ ช่วยลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ลงได้อย่างมาก แต่ปัจจุบันร่างกฎหมายใหม่กลับตัดมาตรการควบคุมดังกล่าวออก ทำให้โรงงานมีสิทธิปฏิเสธการรับซื้ออ้อยตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้โรงงานน้ำตาลและละเลยหน้าที่ในการคุ้มครองเกษตรกร

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้ปรึกษาหารือในสภาแห่ง นี้โดยได้แสดงความกังวลต่อนโยบายของรัฐบาลในการจัดการฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร ว่าอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อพี่น้องเกษตรกร เพราะเป็นการสั่งการโดยไม่ได้มีมาตรการ รองรับชัดเจน ไม่ได้มีการเตรียมการ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ มกราคมที่ผ่านมา ขอสไลด์ ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จึงเรียกได้ว่าเป็นนโยบาย ปากเปล่า ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำอะไรก็ทำเอง ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการสั่งปิด โรงงานน้ำตาล ๒ แห่ง ที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดอุดรธานี โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ให้พี่น้องเกษตรกรที่ตัดอ้อยมารอเข้าหีบ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมากต่อพี่น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยไม่ว่าจะตัดอ้อยสดหรืออ้อยไฟไหม้ที่ต้องรอว่าจะเปิดหีบเมื่อไร ท่านประธานครับ จากที่ท่านนายกสั่งการมาจากต่างประเทศผมค่อนข้างแปลกใจครับ ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรการห้ามนำเข้าอ้อยไฟไหม้ ผมไม่ทราบว่ามีโควตาอ้อยไฟไหม้นำเข้าประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไร อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมที่มีระบบระเบียบชัดเจน ใครจะปลูกอ้อย ใครจะส่งอ้อย ใครจะ ตัดอ้อยต้องมีการขึ้นทะเบียนวางแผนปลูก วางแผนในการตัด แล้วก็วางแผนในการส่งกัน เป็นปี มีความผูกพันตามสัญญาการรับซื้อ ใครได้โควตาไปเท่าไร ต้องเอาไปส่งโรงงานไหน มีการคิดค่าปรับตามกฎหมายครับ ไม่ใช่นึกอยากจะไปส่งที่ไหนก็ไปส่งได้โดยไม่มีการกำหนด ใด ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการที่พูดกันทั่วไปว่าโรงงานน้ำตาลจะถูกปิดเพราะไม่ทำตามนโยบาย ของรัฐบาลที่ไม่ให้รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูคำสั่งจะเห็นว่าเป็นการ สั่งปิดโรงงานตามอำนาจของ พ.ร.บ. โรงงานเรื่องมาตรฐานโรงงาน ไม่เกี่ยวกับสัดส่วนการ รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบแต่อย่างใด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ ท่านประธานครับกฎหมายที่ใช้ ควบคุมกิจการอ้อยและน้ำตาลทรายคือ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยให้ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกระเบียบว่าด้วยการตัดและส่งออกให้แก่โรงงาน การตรวจสอบคุณภาพอ้อยและการรับรองจากชาวไร่อ้อย หรือหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๑ การตัดและการส่งอ้อยและการรับอ้อย ข้อ ๑๒ ให้โรงงานมีสิทธิ ปฏิเสธการรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยได้ในกรณีดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ เมื่อคุณภาพอ้อยต่ำกว่า ๖ ซี.ซี.เอส.

ข้อ ๒ อ้อยไฟไหม้มีความบริสุทธิ์ไม่ได้มาตรฐานตามที่คณะทำงานควบคุม การผลิตประจำโรงงานตัดสิน

ข้อ ๓ อ้อยไฟไหม้ที่เกินกว่าปริมาณที่โรงงานสามารถรับได้ตามข้อ ๑๑ (๓)

ท่านประธานครับ ที่เขากำหนดไว้นี้เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมาย ในการคุ้มครองเกษตรกรชาวไร่อ้อยครับ ไม่ให้โรงงานเอาเปรียบ โดยปฏิเสธการรับซื้ออ้อย จากเกษตรกรโดยไม่มีเหตุผล ดังนั้นที่รัฐบาลร้องขอให้โรงงานรับอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เขาจึงไม่สามารถทำได้หากไม่เป็นไปตามประกาศ และท่านเองก็ไม่มีอำนาจ ในการไปบังคับเขาด้วย คำสั่งปิดโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องใช้อำนาจอื่นโดย ไม่อาจให้เหตุผลได้โดยตรงว่าสั่งปิดเพราะรับอ้อยไฟไหม้เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วข้อ ๑๒ (๓) คืออะไร ทำไมไม่นำมาใช้รับ ที่ท่านเห็นนี่คือสถิติสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึง ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าก่อนฤดูการผลิต ๒๕๖๒/๒๕๖๓ โรงงานน้ำตาลมีสัดส่วนการรับอ้อย ไฟไหม้มากกว่า ๖๐ เซนติเมตร เห็นกราฟทางด้านซ้ายใช่ไหมครับ แต่อยู่ ๆ ก็ลดลงมาเหลือ ๔๙.๖ เปอร์เซ็นต์ และลดลงเหลือ ๒๖.๔๑ เปอร์เซ็นต์ในปีถัดมาทางด้านขวานะครับ เพราะในปี ๒๕๖๓ ได้มีการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเพิ่ม ข้อ ๑๑ (๓) ในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ ให้โรงงานรับอ้อยไฟไหม้จากชาวไร่อ้อย หรือหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของปริมาณอ้อยที่รับทั้งหมด หากมีปริมาณอ้อยไฟไหม้เกินปริมาณที่กำหนดให้นำปริมาณอ้อยไฟไหม้ที่เกินไปรวมคำนวณ ในวันถัดไป และเมื่อรวมทั้งฤดูกาลผลิตโรงงานรับอ้อยไฟไหม้ได้ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของ ปริมาณอ้อยที่โรงงานรับทั้งหมดในฤดูกาลนั้น และข้อ ๑๒ (๓) ให้โรงงานสามารถปฏิเสธการ รับซื้ออ้อยไฟไหม้ ในปีถัดมาก็ได้มีการแก้ระเบียบดังกล่าวอีกทั้งเป็นฤดูการผลิต ๒๕๖๓/๒๕๖๔ ทำให้เปอร์เซ็นต์อ้อยไฟไหม้ที่เข้าหีบในปี ๒๕๖๔ ลดลงอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๒๖.๔๑ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่หลังจากนั้นครับท่านประธานก็ไม่ได้มีการแก้ไข ประกาศดังกล่าวอีกเลยครับ ทำให้เปอร์เซ็นต์การรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบกลับมาเพิ่มขึ้น ดังกราฟ เพราะการไม่มีการกำหนดเพดานการรับอ้อยไฟไหม้สำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทรายได้เข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ากำลังมีการแก้ไขระเบียบ กอน. ว่าด้วยการตัดอ้อย มีการแก้ไขข้อ ๑๒ (๒) ขอสไลด์ด้วย โดยได้อนุญาตให้โรงงานมีสิทธิปฏิเสธการรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยได้ แต่เมื่อผมดูร่างแก้ไข ของ กนอ. ข้อ ๑๑ (๓) ที่ควบคุมปริมาณการรับอ้อยไฟไหม้ของโรงงานน้ำตาลและ ข้อ ๑๒ (๓) ที่อนุญาตให้โรงงานสามารถปฏิเสธอ้อยไฟไหม้ที่เกินกว่าที่กำหนด ในข้อ ๑๑ (๓) กลับถูกตัดทิ้งครับ ถ้าตามตารางก็จะเป็นการเปรียบเทียบในช่องที่ ๒ หมายความว่าต่อไปนี้จะไม่มีการควบคุมเพดานการรับอ้อยไฟไหม้ตามกฎหมาย จะรับหรือ ไม่ก็แล้วแต่โรงงานครับ ท่านประธานครับ การควบคุมโควตาการรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบตาม ๑๑ (๓) เป็นภาระของโรงงานที่มีหน้าที่ต้องควบคุมอ้อยเข้าหีบในแต่ละวันให้ไม่เกินจำนวน ที่กฎหมายกำหนด และให้อำนาจอยู่แล้วว่าสามารถปฏิเสธรับอ้อยไฟไหม้ได้หากเกิน ที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ๑๒ (๓) วันนี้ กอน. ยกเลิกมาตรการดังกล่าวทั้ง ๑๑ (๒) และ (๓) แต่ยกอำนาจการตัดสินใจให้โรงงานน้ำตาลโดยไม่มีเพดานรับซื้ออ้อยไฟไหม้ จะเป็นการ เอื้อประโยชน์ให้โรงงานน้ำตาลให้เอาเปรียบพี่น้องชาวไร่อ้อย ท่านประธานครับประกาศ ดังกล่าวต้องลงนาม ๓ กระทรวง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ดังนั้นถ้ารัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหาโรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ทันทีโดยตัดฤดูกาลผลิตออกจากระเบียบในข้อ ๑๑ (๓) รัฐบาล สามารถตัดได้ทันทีจากด้านบนนะครับ ผมมีข้อสังเกตว่าในร่างแก้ไขมีการแก้ไขข้อ ๑๘ (๒) อ้อยที่ถูกเผาไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของปริมาณอ้อยที่โรงงานทั้งหมดใน ๑ วันจะถูกหักค่าอ้อย ออกจากโรงงานข้างต้น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลทราบหรือไม่ว่าเพดานปัจจุบันที่กำหนดให้ ระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยการตัดและส่งออกให้แก่โรงงานตาม ข้อ ๑๑ (๓) อยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านจะอนุญาตให้โรงงานน้ำตาล รับไว้ได้โดยมีค่าปรับ