ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน โดยชี้ว่าเนื้อหาขัดแย้งกับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิม สร้างความซ้ำซ้อนและอาจสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมทั้งเสนอข้อกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติที่ดินที่ขาดกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ประชาชนบุกรุกที่ดินหรือก่อข้อพิพาทโดยไม่จำเป็น
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอร่วมอภิปรายในวาระ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ท่านประธาน หลังจากที่ดิฉันได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อพิจารณาในร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดิฉันก็มีความกังวลในเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ในหลายประเด็นด้วยกัน และนั่นอาจ เป็นเหตุผลที่ทำให้ดิฉันไม่สามารถลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ค่ะท่านประธาน ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายค้าน แต่เพราะว่าเราใส่ใจและไต่ตรอง อย่างรอบคอบแล้ว และเห็นว่านี่คือร่างกฎหมายที่สุดโต่งที่จะสร้างความเดือดร้อน ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนถึงพี่น้องประชาชนคนไทย ทุกคนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินค่ะ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเริ่มต้น จากกฎหมายที่ดิน ร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนเป็นตัวแบบ ที่ขัดแย้งกับกฎหมายที่มีอยู่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกฎหมายพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีเนื้อหาและเจตนารมณ์ที่ครอบคลุมอยู่แล้ว เพื่อชี้ให้เห็นถึง ความซ้ำซ้อนนั้น ดิฉันขอหยิบยก มาตรา ๘ (๘) มาให้เห็นว่าการบัญญัติไว้แล้วว่าทรัพย์สิน ของเอกชนเฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้จะได้รับ การยกเว้นการจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว และสิ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็เป็นตัวอย่างที่มีให้ใช้อยู่แล้วในปัจจุบันไม่ใช่อนาคตอันไกลสิ่งใดเลยค่ะ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนี่เองที่ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติที่มีอยู่เดิมนี้เปลี่ยนแปลง พื้นที่รกร้างของเอกชน โดยความยินยอมของเจ้าของที่ดินให้เป็นสวนสาธารณะและเป็นพื้นที่ สาธารณประโยชน์ของชุมชน ซึ่งท่านผู้ว่าก็ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ในการดำเนินโครงการบนที่ดินแต่ละผืน แต่ร่างกฎหมายที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้ค่ะ ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกกลับมองว่ามันยังตามไม่ทันกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ และกลับเป็นกฎหมายที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดิฉันมีเหตุผลหลัก ๆ ๒ เรื่อง ที่จะชี้ให้ท่านประธานเห็นค่ะ ที่ดิฉันไม่สามารถสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ได้
เหตุผลแรกก็คือท่านประธานคะ เพราะร่างดังกล่าวนี้ไม่มีการกำหนด ส่วนกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการทำสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริงเลย ซึ่งจะกลายเป็นกฎหมายที่เปิดช่องอันตรายและอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากร่างพระราชบัญญัติที่ดินดังกล่าวแล้วยังมีประมวลกฎหมายอาญาด้วยค่ะ และเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกบางคนอาจจะคาดไม่ถึง นั่นก็คือประชาชนทั่วไปสามารถร้องขอองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ดังกล่าวได้ หากประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยสงบต่อเนื่องกันน้อยกว่า ๓ ปีติดต่อกัน และเจ้าของที่ดินไม่ได้หวงกั้น แต่อย่างไรก็ตามค่ะ ท่านประธาน แม้จะไม่มีการหวงกั้นจากเจ้าของที่ดิน การกำหนดในลักษณะเช่นนี้ อาจส่งเสริมให้เกิดการบุกรุกที่ดินหรือข้อพิพาทโดยไม่จำเป็น ซึ่งถือเป็นความผิดประมวล กฎหมายอาญาฐานบุกรุกทำให้เกิดข้อพิพาทที่ไม่จำเป็นระหว่างประชาชนได้ค่ะ
เหตุผลข้อที่ ๒ ค่ะท่านประธาน การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจ ในการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทั่วไป สามารถใช้สอยร่วมกันเป็นการชั่วคราวได้นั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่แล้วค่ะว่ามีภาระงานที่มากมายอยู่แล้ว ต้องรับภาระเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลจากการดูแลที่ดินก็ดี โดยการแปลงสภาพที่ดินและต้องมีงบประมาณสำหรับ การบำรุงรักษาในระยะยาว อีกทั้งในกรณีที่หากเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของที่ดินและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากศาลตัดสินให้เจ้าของที่ดินชนะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้ลงทุนไปล่ะ ทั้งงบประมาณก็ดี ทรัพยากรก็ดีก็อาจเกิดการสูญเปล่า และที่เลวร้าย กว่านั้นอาจเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริตและเอื้อประโยชน์ในบางกรณีสำหรับเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจได้ค่ะ และแน่นอนที่สุดค่ะท่านประธาน ผู้ที่เสียมากกว่าได้ก็คือพี่น้องประชาชน คนไทย ท่านประธานคะ แล้วก็ไม่ลืมว่าสิทธิในร่างกายและทรัพย์สินเป็นสิทธิพื้นฐานที่ถูก รองรับโดยรัฐธรรมนูญ และเป็นสิทธิที่รัฐต้องคุ้มครองค่ะ ดังนั้นกลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ อาจจะเกิดความขัดแย้งได้ ท่านประธานคะ สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้มันก็มีกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ก็ได้มีการวางหลักเกณฑ์เจตนาสละสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว และไม่ทำประโยชน์เกินกว่า ๑๐ ปีก็มีอยู่แล้วเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างคุ้มค่า
สุดท้ายค่ะ ดิฉันขอยืนยันว่าการออกกฎหมายใด ๆ ก็ตามควรคำนึงถึง ผลกระทบในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่หากต้องวางรากฐานที่มั่นคง และยั่งยืนสำหรับอนาคตของประชาชนและประเทศชาติค่ะ ร่างกฎหมายฉบับนี้ดิฉันเข้าใจดี ว่ามีเจตนาดี แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่ามันมีช่องโหว่และอาจนำไปสู่ปัญหา มากมายทางกฎหมาย การบริหารจัดการและการละเมิดสิทธิของประชาชน ดังนั้นในฐานะ ผู้แทนของประชาชนเช่นกัน ดิฉันจึงขอเป็นอีก ๑ เสียงที่ยืนยันว่าไม่สามารถสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ได้ค่ะ เพราะเชื่อว่าความเดือดร้อน ที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี แม้เจตนาในการเสนอ ร่างกฎหมายฉบับจัดสรรที่ดินนี้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นกฎหมายที่คิดไม่รอบคอบค่ะท่านประธาน หรือจะให้พูดสั้น ๆ ก็คือคิดใหญ่แต่ทำไม่เป็น ดังนั้นดิฉันขอยืนยันในหลักการไม่สนับสนุนค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน