เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นปัญหาถนนในชุมชนที่เจ้าของที่ดินหายไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการได้ พร้อมอธิบายหลักการทางกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแนวคิดของนักปรัชญา เพื่อเรียกร้องให้รัฐใช้ประโยชน์จากที่ดินสาธารณะอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุน แล้วก็จริง ๆ แล้วถือว่าเป็นคนแรกนะครับ ก็เลยอยากวางหลักวางเกณฑ์อะไรสักหน่อย เพื่อความเข้าใจของหลาย ๆ ท่าน ผมก็เป็นผู้แทนแบบเขตครับท่านประธานที่ก็มีปัญหา อยู่ร่ำไป ตั้งแต่เป็นมา ๕ ปี ๖ ปีก็มีการร้องเรียนประชาชนเยอะแยะครับ สส. มาซ่อมถนน ให้หน่อย โน่น นี่ นั่น ก็ต้องยืนยันไปหลายครั้งว่าไม่มีงบประมาณ หลายครั้งก็ต้องทนควัก กระเป๋าตัวเองครับ อย่างการซื้อยางมะตอยไปโรย อย่างในชุมชนสองร้อยห้องเหมือนหลุมดำ เลยครับท่านประธาน อยากให้ทาง อว. ไปพิสูจน์ครับ อาจจะเป็นหลุมดำที่อยู่ในประเทศไทย ก็ได้ครับ ไม่ได้อยู่ในอวกาศอย่างเดียว เพราะเทไปเท่าไรสักเดือนหนึ่งก็พัง ๆ เรื่อย ๆ ครับ บอกให้ กทม. ไปซ่อมก็ไม่ได้เพราะว่าเป็นที่ของเอกชนนะครับ ซึ่งในบริเวณนั้นมันเป็น ตึกแถวที่มันทำแล้วมันอยู่นานมากครับ จนเจ้าของที่เป็นเจ้าของเขาหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่คือก็ยังเป็นบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนหลาย ๆ ท่านอยู่ ยกเว้นแต่ตรงส่วนที่เป็นถนน เท่านั้นครับ ผมเชื่อว่าจะมีเพื่อนสมาชิกขึ้นมาบ่นอย่างนี้เยอะอย่างที่หัวหน้าพรรคของผม ได้พูดไปครับเรื่องหารือส่วนใหญ่ผมกล้าพูดเลยครับใน กทม. ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องนี้หมด ดังนั้นผมจะขออภิปรายในฐานะที่เป็นนักกฎหมายเก่าด้วย ในการวางหลัก ให้ทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกและประชาชนกันก่อนครับ ในอันดับแรกกฎหมายฉบับนี้ มันเป็นกฎหมายที่เรียกว่าเป็นกึ่งมหาชนใช่ไหมครับ เพราะมันมีการใช้อำนาจจากรัฐเข้าไป แทรกแซงกรรมสิทธิ์ของประชาชนด้วย กฎหมายมหาชนอยากให้เพื่อนสมาชิกพอพิจารณา อันนี้ใส่ความเป็นผู้แทนราษฎรอย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคได้พูดและบอกว่าอันนี้เราทำเพื่อ ประโยชน์ของสาธารณะเป็นที่ตั้งในส่วนหนึ่งด้วย แต่เราก็จะไม่ละเลยความเป็นเอกชนของ กฎหมายนี้ครับ ในเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ในบทบัญญัติก็ชัดเจนว่ามีสิทธิให้หวงกันได้เป็นต้น จะมาพูดกันครับว่าเรื่องของกรรมสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นมาอย่างไรนะครับ ท่านประธาน เอาแต่ก่อนเดิมทีเลยคนสมัยก่อนยุคหินเขาเป็น Collective หมดก็คือเป็น สังคมนิยมก็คือทุกอย่างมันใช้สอยร่วมกันหมดครับ เราเพิ่งมารู้จักกรรมสิทธิ์กันมา ไม่กี่ร้อยปีมานี้ที่เป็นจริง ๆ จัง ๆ นะครับ แต่ก่อนในยุคกลางหรือในประเทศไทยเองก่อน ร.๕ มันก็เป็นของพระมหากษัตริย์หมดใช่ไหมครับที่ดิน เราเลยเรียกว่าพระเจ้าแผ่นดิน ใช่ไหมครับ การมีกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นตามกฎหมายแบบฝรั่งก็เริ่มเดิมทีมาจากปรัชญาเมธี ๓ ท่าน ผมจะไล่เรียงให้ฟังครับ แล้วเราจะเห็นภาพชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วกรรมสิทธิ์มันไม่ใช่ ของใครจริง ๆ จัง ๆ หรอกครับ มันมีข้อยกเว้นของมันทั้งนั้น มันไม่ได้เป็นของตายตัว ท่านแรกครับ ปรัชญาเมธีคนนี้ชื่อว่าจอห์น ล็อก (John Locke) เขาบอกว่าการที่เราให้ กรรมสิทธิ์ที่ดินกับคนไป เอาจากเจ้าขุนมูลนายมาแล้วแบ่งให้ไพร่มันทำให้การใช้ประโยชน์ ที่ดินมันดีขึ้น ท่านประธานก็จะเห็นว่าอันนี้มันเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสังคมโดยรวม ให้สร้าง Productivity ขึ้น แต่อดัม สมิธ (Adam Smith) ก็บอกว่าจริง ๆ แล้วรัฐมีอำนาจ ในการที่จะมาปกป้อง มาขีดเขียนว่าอะไรเป็นของเอกชน อะไรเป็นของรัฐ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็น ปัจจุบันที่เรามีกรมที่ดินมาออกโฉนดกันอย่างนี้ครับ ท่านที่ ๓ ท่านสุดท้ายครับ น่าสนใจอย่างยิ่งครับ คาร์ล มาคส์ (Karl Marx ) ผู้เขียนหนังสือ Communist Manifesto เขาบอกว่าที่ดินจริง ๆ แล้ว Private Property หรือกรรมสิทธิ์ ต่าง ๆ มันควรจะไปใช้ประโยชน์ในแง่ของเพื่อสังคมในแง่ของการผลิต ดังนั้นมันควรจะเป็น ของทุกคนใช่ไหมครับ ในแง่มุมนี้มันมองได้หลายอย่าง บางที่ก็ตีความไปว่ายึดไปเลย บางที่ ก็บอกว่าจริง ๆ แล้วคุณก็มีที่ดินของคุณเองได้ แต่ถ้าที่ดินอันไหนที่ควรเป็นสาธารณประโยชน์ มันก็ควรจะเป็นสาธารณะประโยชน์มากกว่าเป็นข้อยกเว้นนะครับ ซึ่งไล่เรียงกันมาดูตัวบท ได้ครับท่านประธาน อันแรกน่าสนใจมากว่าอันนี้ไม่ใช่ไปเอาของใครมาก็ได้ ต้องใช้ที่ดินนั้น อย่างเปิดเผยเป็นระยะเวลา ๓ ปี ถนนในชุมชนที่ผมบอกสองร้อยห้อง เขตคลองสาน อยู่กัน มาเกิน ๓๐ ปีแล้วครับท่านประธาน ก็ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ก็ไม่มีใครซ่อม ไม่มีใครยกอะไรได้ เขตก็บอกให้ไปหาเจ้าของที่มาก็ไม่รู้ไปอยู่สวรรค์ที่ไหนแล้วหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะครับ ตามหาญาติพี่น้องกันไม่เจอแล้ว แล้วที่นี่ยังบอกอีกว่าการไปขอให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ในตัวอย่างผมคือ กทม. เขาไปใช้ประโยชน์ได้เพียงชั่วคราว ดังนั้นมันจะต่างและผมว่า คนที่เป็นเจ้าของที่ดินกรรมสิทธิ์นั้นควรจะ Happy นะครับ เพราะว่าอันนี้ป้องกันข้อพิพาท หลายครั้งที่บอกว่าอันนี้มันเป็นสาธารณะประโยชน์แล้ว ใช้มาเกิน ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งตาม กฎหมายไทยปัจจุบันมันมีอยู่แล้วเขาเรียกว่าการยกให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ซึ่งอันนี้มีคำสั่งศาลฎีกาที่พิจารณาคดีแล้วบอกไว้แล้วครับว่าการที่อยู่ดี ๆ อบจ. ไปใช้ถนนนี้ แล้วใช้เกินมา ๑๐ ปี แม้นาย ก ที่เป็นเจ้าของที่ดินนั้นจะไม่ได้มีเจตนาให้ก็ถือว่ายกให้เป็น สาธารณประโยชน์โดยปริยาย ดังนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกการทำอย่างนี้กฎหมาย ฉบับนี้ละครับที่จะประกันกรรมสิทธิ์ของคนร่ำคนรวยที่มีที่ดิน แล้วลืมว่าที่ดินตัวเองอยู่ไหน เพราะว่าอันนี้ละครับที่จะเป็นตัวบอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตนาว่าเขาจะให้ เขาให้แค่ ตามกฎหมายนี้มิใช่กฎหมายครอบครองปรปักษ์เพื่อสาธารณประโยชน์เช่นกฎหมายเดิม หรือคำพิพากษานั้นครับ ซึ่งอันนี้เองก็อยากให้เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลที่จริง ๆ ผมว่าร่ำรวย กว่าผมเยอะ แล้วก็มีที่ดินเยอะไม่ต้องเป็นกังวล รวมถึงพ่อแม่พี่น้องหรือนายทุนทั้งหลาย ในประเทศนี้ไม่ต้องบล็อกกฎหมายนี้หรอกครับ เพราะสุดท้ายการทำเช่นนี้จะเป็น สาธารณประโยชน์ให้ที่ให้ถนนมันดีขึ้น ให้ชุมชนเขาได้มีความแน่นแฟ้นเพราะว่าที่รกร้าง ว่างเปล่าบางที่ก็มาทำเป็นศูนย์ชุมชนได้ เป็นอาคารสาธารณะได้ เป็นศาลาประชาคมได้ กทม. เราก็จะลดฝุ่น PM2.5 ได้ เพราะเราจะมีสวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำ โอเคถ้าคุณไม่เอาแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร และผมมองอีกอย่างหนึ่งครับ เจ้าของที่ดินจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาที่ดิน ตรงนั้นด้วย และบริเวณโดยรอบก็จะมีมูลค่าขึ้น ที่ดินคุณก็จะมีมูลค่ามากขึ้นด้วยครับ ท่านประธาน ดังนั้นจงอย่าเป็นกังวลครับ เอาความเห็นแก่ตัววางไว้บ้างคิดถึงประโยชน์ สาธารณะครับ เพราะคุณไม่ได้เสียอะไรเลยครับ ขอบคุณครับ