จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและทุจริต โดยชี้แจงที่มาของกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ และเน้นย้ำหลักการสำคัญในมาตรา ๘ ที่เปลี่ยนสถานะจากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอให้รวมศูนย์บริการและศูนย์รับคำขอกลางเข้าด้วยกันเพื่อลดความสับสนของประชาชน ชี้แจงข้อกังวลเรื่องระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตไม่เกิน ๑๕ วันตามร่างกฎหมาย และเรียกร้องให้มีบทลงโทษทางวินัยและอาญาสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... เป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่ประชาชนขออนุญาตหรือรับบริการจากรัฐแล้วเกิด ความล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งในบางครั้งก็จะมีการเรียกรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะด้วย การมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาก็จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ ความเป็นมาของ กฎหมายที่เกี่ยวกับการให้บริการประชาชนนั้นจริง ๆ แล้วมีมาตั้งแต่สมัยปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ตั้งแต่สมัยที่มีพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๓๙ ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน จนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ก็มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบริการ ประชาชนติดตามมา เช่น พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการบริหารบ้านเมืองที่ดี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งออกในสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็เป็นกฎหมาย ที่ดีเช่นเดียวกัน ก็จะมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการที่รัฐจะให้บริการกับประชาชน รวมทั้งรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗๖ ก็มีการพูดถึงหลักการบริหารบ้านเมือง ที่ดีเช่นเดียวกัน จนในที่สุดก็มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการ พิจารณาอนุญาตให้ประชาชน แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุม ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีประเด็นปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนหรือภาครัฐ ข้าราชการต่าง ๆ ก็มักจะเข้าใจว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการอนุญาตนั้นเป็นเรื่องของการอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการบริการประชาชน การที่ ครม. และทางท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภาก็เป็นเรื่องดีครับ เพราะว่าได้มีการเพิ่มเติม ในเรื่องของการให้บริการกับประชาชนเข้ามาด้วย ซึ่งการให้บริการประชาชนถือว่าเป็น หลักการสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๘ ถือว่า เป็นหัวใจของร่างพระราชบัญญัติ ผมขออนุญาตอ่านเฉพาะบางประเด็นที่ถือว่าเป็น เรื่องสำคัญ มาตรา ๘ บอกว่าอย่างนี้ครับ หน่วยงานของรัฐพึงพัฒนาระบบการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามหลักการ บริหารบ้านเมืองที่ดี โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ โดยรัฐพึงตระหนักว่า ประชาชนเป็นประธานแห่งสิทธิที่จะได้รับบริการจากรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งตลอดพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีศักยภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต และทัศนคติในการ เป็นผู้ให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ไม่สร้างภาระและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จะเห็นว่าหลักการของพระราชบัญญัติมีการเขียน อย่างชัดเจนว่าเปลี่ยนประชาชนให้เป็นผู้รับบริการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนในหลักการที่สำคัญ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยหลักการก็จะมี การกำหนดให้มีคู่มือของประชาชนในการรับบริการ ประชาชนเวลาที่ไปติดต่อกับหน่วยงาน ของรัฐก็จะดูจากคู่มือ แล้วก็จะทราบว่าขั้นตอนการขออนุญาตหรือการขอรับบริการจะต้อง ทำอย่างไรบ้าง เมื่อยื่นเอกสารครบแล้วจะได้รับการพิจารณาอนุญาตหรืออนุมัติภายในกี่วัน ก็จะมีอยู่ในคู่มือของประชาชน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีครับ ซึ่งถ้าหากว่ามีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วก็มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ผมก็เชื่อว่าในที่สุดเวลาที่ ประชาชนไปติดต่อกับทางรัฐก็จะเกิดความรวดเร็ว อย่างเช่นถ้ามีคนจะทำร้านอาหาร พอไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเรื่องของการจะเปิดบริษัทแล้วก็เปิด ร้านอาหารก็จะขออนุญาตในส่วนของร้านอาหาร ขออนุญาตสร้างร้านอาหาร ขออนุญาต ขายสุรา ขออนุญาตสะสมอาหาร หรือถ้าหากว่าจะมีดนตรีสด ก็จะสามารถขออนุญาต เรื่องสถานบริการได้ไปในคราวเดียวกัน หรือผู้ที่จะประกอบกิจการโรงงานเวลาไปจดทะเบียน กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะสามารถขออนุญาตตั้งโรงงานไปได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกัน รวมทั้งถ้าหากว่าประชาชนจะสร้างบ้านหรือผู้ประกอบการจะสร้างคอนโด เวลาไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะสามารถทำเรื่องการขออนุญาตในเรื่อง การก่อสร้างคอนโด หรือขอ EIA ได้ในทำนองเดียวกัน การบริการที่มีการรวมศูนย์ก็จะช่วยให้ การทำงานของภาครัฐเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและให้บริการประชาชนได้ดีขึ้น แต่อย่างไร ก็ดีกฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่ายังมีส่วนที่ยังไม่มีความสมบูรณ์หรือมีข้อสงสัยอยู่บ้างอยู่ประมาณ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของศูนย์บริการในมาตรา ๑๓ กับศูนย์รับคำขอกลาง ในมาตรา ๒๘-๓๑ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ถ้าอ่านดูในข้อความแล้วถ้าเป็นไปได้ ผมคิดว่าน่าจะรวมทั้ง ๒ อย่างเข้าไปอยู่ด้วยกัน แล้วก็ให้ทำฟังก์ชันทำหน้าที่ทำนองเดียวกัน ให้หมดครบถ้วน เพราะว่าเวลาที่เรามีศูนย์หลาย ๆ ศูนย์ เวลาที่ประชาชนไปติดต่อก็จะเกิด ความสับสนครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย ก็คือว่าการขออนุญาตต่าง ๆ มาตรา ๑๐ บอกว่า ๑๕ วัน แต่ว่าถ้าหากไปดูในร่างมาตรา ๑๔ บอกว่ามีคู่มือ เวลาไปขอก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าหากว่าในคู่มือเกิดเขียนว่าเกิน ๑๕ วันขึ้นมาจะมีปัญหาหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่เป็นข้อสงสัย แล้วถ้าหากเป็นไปได้ผมคิดว่าควรจะใช้หลักการว่าในคู่มือนั้นต้องต่ำกว่า ๑๕ วัน ก็คือ การพิจารณาอนุญาตหรือการให้บริการประชาชนไม่ควรเกินกว่า ๑๕ วัน
และอีกประเด็นหนึ่งที่ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ก็คือพระราชบัญญัติ ทำนองนี้ อย่างเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ในสมัยปี ๒๕๕๘ ปรากฏว่าแม้พระราชบัญญัติจะออกมาแล้วแต่ผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ มักจะไม่ค่อยได้ผล สาเหตุส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่พระราชบัญญัติไม่ได้มีการกำหนด โทษว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำตามพระราชบัญญัติ ถ้าผู้อนุญาตไม่ทำตามพระราชบัญญัติ จะมีโทษอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วอย่างที่เราพบกันว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในการอนุญาต หรือการบริการประชาชนบางครั้งก็ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชนอย่างเช่นในกรณีที่ เพื่อนสมาชิกขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านธีระชัย แสนแก้ว ได้กล่าวถึงการใช้อำนาจของ เจ้าหน้าที่โดยมิชอบปิดโรงงานอ้อยและน้ำตาลทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งถ้าหากว่า ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะได้มีการกำหนดโทษเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการประชาชนไม่ถูกต้อง หรือใช้อำนาจในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตโดยไม่ชอบ ถ้ามีโทษทั้งทางวินัยและ อาญาก็จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ