เชิดชัย เสนอ ๘ ข้อปฏิรูปกฎหมายฯ เน้น AI-ลดขั้นตอน-ตรวจสอบเข้ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘

เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อภิปรายสนับสนุน พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ โดยชี้ให้เห็นปัญหาความล่าช้า ระเบียบที่ยุ่งยาก และระบบราชการแบบเก่าที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจ ลดขั้นตอนการใช้ดุลพินิจ และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชน พร้อมเสนอหลักการและรายละเอียด ๘ ข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปการอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ เน้นความชัดเจนของขั้นตอน การตรวจสอบโดยสำนักงาน ก.พ.ร. และระบบ Fast Track

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย สนับสนุน พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการ ประชาชนนะครับ ท่านประธานครับรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารก็มีระบบราชการนั่นละครับ เป็นกลไกหรือเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนประเทศให้ไปตามนโยบายและกฎหมาย ซึ่งทำหน้าที่ กำกับดูแลหรือเรียกว่า Regulator แล้วก็ต้องทำงานตามหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อบริการประชาชน ต้องอ้างกฎหมายนิดหนึ่งครับเพราะประเทศนี้ชอบอ้างกันนะครับ ตามมาตรา ๗๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และมีประสิทธิภาพให้ประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งเขาเรียกว่าผู้ทรงสิทธิและมีสิทธิที่จะใช้ ตามกฎหมาย ท่านประธานครับ ข้าราชการต้องไม่ทำตัวเป็นนายประชาชนนะครับ แต่ก็มี หลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะคนก็อยากจะมีสตางค์ก็ขออนุญาตมันก็ช้า เพราะว่าอะไรครับ เนื่องจากราชการ เขามักถูกเรียกว่าเป็นพรรคราชการอยู่มานานคนก็เยอะมีความล่าช้า ระเบียบจุกจิกหยุมหยิมยุ่งยาก ขั้นตอนมาก ซึ่งบางทีก็ใช้เวลานานเกินความจำเป็น คนที่อยากจะทำธุรกิจก็ช้าเป็นภาระเพิ่มขึ้น ท่านประธานครับที่เขาเรียกว่า Red Tape นั่นละครับ ทีนี้การปรับตัวของข้าราชการเราก็ช้าไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะยุคดิจิทัลนี้ แต่หลังจากโควิด-๑๙ ถูกบังคับให้เปลี่ยนครับ โดยเฉพาะภาวะ ที่เปลี่ยนเพราะว่าเรามี พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือที่ เรียกว่า Work From Home ก็ทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป แล้วเรามักจะคิดว่าเราทำดีแล้ว แผนดีแล้ว แต่พอปฏิบัติจริง ๆ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรแล้วก็เกิดด้อยประสิทธิภาพ แล้วการใช้ วิธีเดิม ๆ แบบราชการมาปฏิรูปราชการคงยากทั้ง ๆ ที่คนในระบบราชการเขาเก่งก็เยอะ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเราจะมี พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งก็มีขีดจำกัดแล้วครับ จะทำอย่างไรก็ต้องมาแก้ไขในวันนี้ ละครับ แต่การแก้ไขควรจะต้องใช้หลักประชาธิปไตยเป็นหลักแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็คือต้องมี ส่วนร่วมของประชาชน ต้องมีการกระจายอำนาจ เพราะเขาเป็นเจ้าของอำนาจเราต้องทำ ตามความต้องการตอบโจทย์ของเขา ก็คือให้ความสะดวกกับการบริการให้แก่เขา ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมครับในหนังสือที่เขาแจกคู่มือประชาชนที่ขออนุญาต มีถึง ๓,๘๗๐ คู่มือ มันก็ล่าช้าพิจารณาไม่ทัน แจ้งเหตุให้ ก.พ.ร. ก็ช้าเกิดภาระต่าง ๆ มากมาย แล้วก็ที่สำคัญคือการใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ทำให้ประชาชนปวดหัวเป็นอุปสรรค ในการประกอบธุรกิจ ภาพรวมของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมันก็ไปไม่ได้ ท่านประธานครับ ที่สำคัญคือมีข้อครหาเรียกรับจ่ายส่งสินบนใต้โต๊ะหรือที่เรียกว่า การทุจริต เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกที่ผ่านมาก็ได้พูดถึงว่าดัชนี Index ของการคอร์รัปชันของเราอยู่อันดับ ที่ ๑๐๘ จาก ๑๘๐ คน ท่านประธานครับ กฎหมายที่จะออกอันนี้ต้องสอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงของโลกต้องใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะระบบดิจิทัลเอามาใช้ในการติดต่อ ระหว่างราชการกับประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติจะได้ช่วยกันพิจารณา ให้รอบคอบเพื่อจะทำให้บ้านเมืองเรามีความโปร่งใสสร้างความเชื่อถือให้ต่างประเทศเขาจะ ได้มาลงทุนในประเทศ ท่านประธานครับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้จะปรับปรุงกฎหมาย อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตของทางราชการซึ่งสั้น ๆ แต่มันกว้าง ผมไปดูแล้วมีอยู่ประมาณสัก ๙ ข้อที่น่าจะเป็นข้อที่สำคัญ

ข้อที่ ๑ ต้องให้ประชาชนที่จะยื่นทำธุรกิจต้องมายื่นคำขออนุญาตก่อน แล้วถ้าอนุญาตถึงจะทำได้ ซึ่งอันนี้ก็อาจจะไม่ถูกนักแต่จำเป็นก็ยิ่งดีนะครับให้มันชัดเจน และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วผู้อนุญาตต้องแจ้งภายใน ๗ วัน อันนี้ก็กำหนดให้มันชัดเจน

ข้อที่ ๒ ผู้อนุญาตต้องทำคู่มือประชาชนภายใน ๖๐ วัน แล้วมีรายละเอียด ขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ ชัดเจนโดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ตรวจสอบ อันนี้สำคัญต้องตรวจ ให้เข้มนะครับ

ข้อที่ ๓ ผู้รับอนุญาตสามารถชำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตแทน การยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตได้ทุกกรณี อันนี้ดีครับ ทำให้การประกอบธุรกรรมต่าง ๆ ดำเนินอย่างไม่ติดขัด

ข้อที่ ๔ กรณีมีอุปสรรคปัญหาสำนักงาน ก.พ.ร. จะเป็นเจ้าภาพที่จะบูรณาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข ถ้าไม่ได้ก็นำเสนอ ครม. ให้วินิจฉัยสั่งการ

ข้อที่ ๕ สามารถจะตราพระราชกฤษฎีกาให้มีใบอนุญาตหลักและใบอนุญาต รองหรือที่เรียกว่า Super License อันนี้หลักการก็คือถ้าได้อันหลักก็ได้อันรองไปด้วยไม่ต้อง ไปเสียเวลา

ข้อที่ ๖ การทบทวนปรับปรุงการอนุญาตและการให้บริการ อันนี้ดีครับ ก็ต้องมีการประเมินอย่างน้อยทุก ๕ ปี แล้วถ้าประเมินเสร็จก็ต้องรายงานให้ ครม. ได้รับ ทราบด้วย

ข้อที่ ๗ มีการตั้งศูนย์รับคำขอกลางซึ่งสามารถจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน มารับงานได้ โดยรับอุทธรณ์การให้ข้อมูลข้อชี้แจงแนะนำต่าง ๆ โดย ก.พ.ร. จะดูแลและ ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด อันนี้ดีมากเพื่อความสะดวกนะครับ

ข้อที่ ๘ ถ้ากรณีผู้ขออนุญาตต้องการแบบเร่งด่วน ก็จะมีช่องทางพิเศษ ที่เรียกว่า Fast Track เป็นบริการเสริมจากปกติแต่ต้องจ่ายเงิน เมื่อจ่ายไปแล้วต้องนำ คืนคลัง ผมขออีกนิดหนึ่งนะครับ แต่กระทรวงการคลังสามารถอนุญาตให้เก็บเงินไว้ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาปรับระบบ อันนี้ก็ดีครับจะได้มีเงินใช้ปรับปรุงพัฒนาระบบ

ข้อที่ ๙ นี่สำคัญคือแบบคำขอใบอนุญาตใบแทนเป็นภาษาไทยก็ได้ ภาษาอังกฤษก็ได้ หรือภาษาอื่นก็ได้เป็นการกำกับโดยเฉพาะใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ที่เรียกว่า Work Permit นี่สำคัญ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ข้อมูลมีมากในอนาคตก็คง จะต้องมีการใช้ AI ปัญญาประดิษฐ์มาจัดการ เตรียมกันหรือยังครับ และที่สำคัญต้องระวัง ข้อมูลจะหลุดสร้างความเสียหาย อยากฝากให้ทางคนที่รับผิดชอบคือ ก.พ.ร. ดูแลด้วย และกรณีที่เจ้าหน้าที่อนุญาตแล้วไปยกเลิกใบอนุญาตโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ไม่มีการแจ้งเตือน และไม่ปฏิบัติตามคู่มือเหมือนที่เกิดที่โรงงานน้ำตาลที่อุดรธานีอยู่ ๆ ก็ทำโดยพลการ ควรจะ มีการตรวจสอบและมีบทลงโทษ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นี้ ขอบคุณครับ