สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

สหัสวัต คุ้มคง หารือเรื่องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยเรียกร้องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กองทุนและให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนพิการ และขอให้มีการแก้ไขและปรับปรุงมาตรา ๓๓ และ ๓๔ เพื่อให้ผู้พิการมีโอกาสได้รับการจ้างงานจริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้สัมปทานผู้พิการ โดยเฉพาะเรื่องของผู้ดูแลและโรงเรียนที่รองรับผู้พิการ และเรียกร้องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การให้สัมปทานและพิจารณาโรค LD อย่างเหมาะสม

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลยครับ ที่ผมจะอภิปรายรายงานผลการพิจารณาการศึกษาการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ขอกล่าวชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ทำรายงานฉบับนี้ แล้วก็คณะอนุกรรมการที่ทำรายงาน ฉบับนี้นะครับ เห็นความตั้งใจแล้วก็ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมไปถึงผมชอบมากที่พูดว่าเปัาหมายคือการทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้แบบคนปกติ ซึ่งผมว่าอันนี้เปึนวิธีคิดที่ดีมาก ๆ เลิกคิดว่าเราต้องสงเคราะห์ผู้พิการเพราะว่าเขาต้องการ ความช่วยเหลือ แต่ว่าโจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้คนพิการสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและ พึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐให้น้อยที่สุด จริง ๆ ประเด็นที่ผมอยากอภิปรายก็จะมีผู้อภิปราย ท่านอื่น เพื่อน สส. ท่านอื่นได้อภิปรายไปบ้างแล้วก็อาจจะซ้ำกันบ้าง แต่ผมขอเริ่มอย่างนี้ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ เรื่องของกองทุนอย่างที่ท่าน สส. รัชนก ได้อภิปรายไปว่ากองทุนนี้เปึนกองทุนที่เปึนเงินของผู้พิการ แต่เวลาจะขอใช้กองทุนนั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ต้องมีผู้ค้ำประกัน ท่านครับผู้พิการหาผู้ค้ำประกันได้ยากมาก อันนี้เปึน ข้อเท็จจริงซึ่งเรื่องนี้ก็ควรจะปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กองทุนนะครับ

ประเด็นต่อมาที่ควรให้ความสำคัญคือเรื่องของการจ้างงาน ปัจจุบันตาม พ.ร.บ. ก็มีการจ้างงานตาม ม.๓๓ มีการส่งเข้ากองทุนตาม ม.๓๔ มีการให้ประโยชน์อื่นใด ให้สัมปทานต่าง ๆ ตามมาตรา ๓๕ ปัญหาของมาตรา ๓๓ อย่างที่หลายท่านได้กล่าวไป ปรากฏว่าเราไปบังคับใช้กับเอกชน แล้วหน่วยงานรัฐจำนวนมากกลับไม่ทำตามกฎหมาย ฉบับนี้เสียเอง กลับไม่เปึนตัวอย่างให้เอกชน รัฐสภาแห่งนี้เองก็ยังไม่ได้มีการจ้างงานคนพิการ ตามที่ควรจะเปึนตามกฎหมายฉบับนี้เลย ก็ฝากถึงท่านประธานให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วย

ประเด็นต่อมาที่ผมคิดว่าเปึนปัญหาครับ คือเรื่องนี้ได้รับเสียงสะท้อนมาจาก ผู้พิการในพื้นที่หลายคนคือการไม่จ้างจริง คืออย่างนี้ครับ อย่างที่บอกว่าการส่งเงินเข้า กองทุนผู้พิการตามมาตรา ๓๔ มันก็คิดตามค่าแรงขั้นต่ำใน ๑ ป้ ทีนี้ถ้าจะต้องจ้างงานตาม มาตรา ๓๓ ก็อาจจะทำให้ไม่ต้องส่งเข้ากองทุนตามมาตรา ๓๔ ใช่ไหมครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไร หลายบริษัทที่ผมได้ยินมาคือเอาชื่อผู้พิการเข้ามาเปึนลูกจ้างในบริษัท แล้วก็มีการ Deal ผู้พิการว่าผมให้เงินเดือนคุณเท่านี้นะแต่คุณไม่ต้องมาทำงาน ก็คือจ่ายน้อยกว่าที่ควร จะเปึน ไม่ได้เกิดการจ้างงานจริงครับ เรื่องนี้เปึนปัญหาที่อยากให้เกิดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แล้วปัญหาหนึ่งของ พ.ร.บ. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการเหล่านี้คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง พม. เองก็มีการประชาสัมพันธ์ที่น้อยมาก ทำให้หลายบริษัท หลายสถานประกอบการ ก็ไม่รู้ว่าต้องมีการจ้างงานผู้พิการ หลักง่าย ๆ คือมีพนักงาน ๑๐๐ คน ก็ต้องจ้าง ๑ คน ใช่ไหมครับ ทุกคนก็แห่กันไปส่งตามมาตรา ๓๔ ส่งเข้ากองทุน เพราะอะไรครับ ไม่รู้ครับ แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปติดต่อหาคนพิการมาทำงานได้ที่ไหน รวมถึงมาตรา ๓๔ มันง่ายที่สุด เพราะเอกสารมาน้อยที่สุด การจะจ้างงาน การจะไปให้ประโยชน์อื่นใดตามมาตรา ๓๕ มันใช้ เอกสารเยอะ เรื่องนี้อยากให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไข แล้วอีกอย่างหนึ่งอันนี้จะเปึนข้อเสนอ อย่างมาตรา ๓๓ เองที่อยากให้มีการจ้างงานผู้พิการผมคิดว่ามันควรจะมีสิ่งที่ว่า Data กลาง ที่ พม. ต้องทำร่วมกับกระทรวงแรงงาน ที่จะต้องดูว่ามีงานว่างอะไรอยู่บ้าง แล้วเรามีผู้พิการ ที่เปึนผู้พิการแบบใดเพื่อให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Matching งาน อย่างเช่นสมมุติเรามี งานที่ว่างอยู่เปึนงาน Call Center รับโทรศัพท์ เอาผู้พิการทางสายตาไปทำได้หรือไม่ เกิดกระบวนการจ้างงาน Matching ให้ Matching งานเพื่อให้ผู้พิการสามารถทำงานได้จริง อันนี้เปึนข้อเสนอครับ จะต้องมี Data กลาง รวมถึงถ้ามี Data กลางแล้วประสานกับหน่วยงาน ส่วนท้องถิ่นได้หรือไม่ หรือกระทรวงแรงงานสามารถ Upskill Reskill ให้กับพี่น้องแรงงาน ที่เปึนคนพิการได้หรือไม่ ตรงนี้เพื่อทำให้คนพิการสามารถมีงานทำได้จริงตามศักยภาพที่ เขามี อันนี้ผมพูดตรงไปตรงมาครับ เราจะเห็นแต่ว่าผู้พิการทางสายตานี่ก็ขายลอตเตอรี่ ร้องเพลงบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เปึนเรื่องที่เราชินชาในสังคม แต่จริง ๆ ผู้พิการทางสายตามีศักยภาพ ที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้นเยอะถ้าเรามีระบบที่รองรับเขาครับ

ต่อมามาตรา ๓๔ ก็อย่างที่ผมบอกครับ จำนวนมากจ่ายเพื่อจบ ก็คือจ่ายแล้ว ก็จบเลย ทำเอกสารมันน้อย มาตรา ๓๕ เอกสารเยอะครับ การจะให้สัมปทานผู้พิการอะไร โน่นนี่นั่น เอกสารมันเยอะกว่ามาตรา ๓๔ มากมายเลยแล้วผมคิดว่าหลักเกณฑ์ในการให้ สัมปทานมาตรา ๓๕ อะไรต่าง ๆ มันยุ่งยาก เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่น่าจะช่วยเหลือ ผู้พิการได้เยอะคือเรื่องของผู้ดูแล ถ้าไปดูข้อเท็จจริงเรื่องผู้ดูแลในปัจจุบันแทนที่จะสามารถ ใช้เงินให้สิทธิตามมาตรา ๓๕ ได้มันยากมาก แล้วก็กลายเปึนว่าผู้ดูแลที่จะได้มาตรา ๓๕ มันน้อยมาก เรื่องนี้ก็อยากให้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ครับ

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานเรื่องสั้น ๆ ครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ไม่ใช่แค่อยู่ใน สถานะของคนทำงาน แต่ก่อนเข้าทำงานอย่างเช่นในโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กควรจะมีการ พัฒนาคุณภาพให้โรงเรียนกับศูนย์เด็กเล็กรองรับผู้พิการมากขึ้น โดยเฉพาะผู้พิการที่เปึน Autistic เพราะ Autistic นี้คุณไม่สามารถเอาเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำได้เพราะเขาจะอยู่ติด พ่อแม่ จะมีความกังวล มีสภาวะอารมณ์ที่แตกต่างกับคนปกติ อยากให้มีการทำให้โรงเรียน ต่าง ๆ สามารถรองรับผู้พิการได้มากขึ้น โดยไม่ใช่แค่ ๑ จังหวัดมี ๑ โรงเรียน หรือว่า ๑ ภาค มี ๑ โรงเรียนมัธยมปลายอะไรแบบนี้ เพราะทำให้การเข้าถึงสิทธิของผู้พิการมันยากขึ้น รวมถึงหลักเกณฑ์ใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องโรค LD ครับ ผมคิดว่าโรค LD ควรจะถูกพิจารณา ในความหนักเบาไม่เท่ากัน โรค LD จำนวนมากนี้อาจจะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ แต่ LD บางกลุ่มก็อาจจะใช้ชีวิตในสังคมได้ยาก เรื่องนี้ก็อยากให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ