เท่าพิภพ วิจารณ์วัฒนธรรมองค์กรสถาบันพระปกเกล้า เสนอเสริมการมีส่วนร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร วิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมหลักของสถาบันพระปกเกล้า โดยสะท้อนความท้าทายด้านอุดมการณ์และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ทางการเมืองที่รองรับด้วยงานวิจัยและบริการวิชาการ โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองและสันติสุข รวมถึงผลักดันให้มีความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับสำนักงานสภาเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสนอให้จัดหลักสูตรระยะสั้นเพื่อขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงภาคประชาชน สื่อ และองค์กรต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ ผมขอร่วมอภิปรายในรายงานของสถาบัน พระปกเกล้า ประจำป้ ๒๕๖๖ จริง ๆ แล้วผมว่าดุเดือดกันมากเลยนะครับ จริง ๆ อยากบอก เพื่อนร่วมพรรคผมเก็บแรงไว้อภิปรายรัฐบาลเถอะครับ ผมมานี่ก็อยากจะ Constructive เปึนการวิจารณ์ที่ผมอาจจะขออนุญาตอ่านหัวข้ออะไรหน่อย ปกติผมจะไม่ค่อยทำอย่างนี้ เวลาอภิปรายนะครับ ผมว่าประเด็นหลัก ๆ ที่ทำให้ดีได้ของพระปกเกล้า ผมก็วิจารณ์ด้วย ความเข้าใจเพราะว่าได้เรียนอย่างที่ท่านภัณฑิลได้ว่าละครับ แม้สัมผัสไม่นานแต่ก็พอเห็นได้ แล้วก็พิสูจน์ได้ด้วยตาตัวเอง แล้วรู้สึกได้ด้วยตัวเองนะครับ อย่างแรกปัญหาที่อยากจะสรุป ก็คือ

๑. เรื่องวัฒนธรรมองค์กร หรือ Core Values ผมก็เข้าใจว่าตอนนี้อาจจะมี ความ Conservative อยู่มาก คือก็ไม่แน่ใจด้วยความเคารพจริง ๆ ไม่ได้ลบหลู่อะไร คือบางที เราตั้งสถาบันนี้ ต่างประเทศเขาก็จะเปึน Democratic Institute อะไรอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว พอเราไปตั้งว่าสถาบันพระปกเกล้าเลยมันก็จะกลายเปึนแนวทางนั้นแนวทางใดแนวทางหนึ่ง พอเพื่อนใครพูดไปก็จะหาว่ากลายเปึนเรื่องลบหลู่สถาบันอะไรหรือไม่ จริง ๆ ผมว่ามันไม่ใช่ อันนี้มันก็เลยมาเปึนอย่างนี้ซึ่งผมก็เข้าใจ เปึนอย่างนี้ก็ไม่ได้ว่าท่าน ผมก็พยายามไปเปลี่ยน ผมว่าเวลาเปลี่ยนมันก็ค่อย ๆ ทำงานทางความคิดไปครับ

อันที่ ๒ เรื่องหลักสูตร ผมว่าหลักสูตรอย่างผมเองอยากเรียนมากครับ ผมอยากเรียนเองเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เพราะครั้งก่อนผมได้อภิปรายไปว่าอยากให้มี งานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองเกี่ยวกับเรื่อง Democratic Socialism ซึ่งต่อไปจะมี AI หรือจะมีอะไรพวกนี้มา ก็ไม่แน่ใจว่าทำวิจัยกันอยู่หรือว่าอะไร เพราะว่าผมก็เป่ดเข้าใน เว็บไซต์ของพระปกเกล้าบ่อยเรื่องงานวิจัย หรือว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผมทำงานในสภาก็ต้อง กราบเรียนตรง ๆ ว่าได้ประโยชน์จากงานวิจัยเปึนอย่างมากซึ่งผมเองได้ไปเรียน จริง ๆ ผม ไม่ได้บ่นอะไรเลยครับ หัวข้อวิชาการอะไรมันดีหมดเลย แต่บางครั้งผมเห็นใจเพื่อน คือบางคนเขามาเขาไม่มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เลย เขางงครับ คือหลายวิชามันคือ ทั้งเทอม ผู้สอนก็บอกเองมันก็มาเร็ว ๆ คือผมก็พอมีความรู้พื้นฐานมาบ้าง บางท่านก็เป่ด โอกาสให้ซักถามเยอะ คือผมอยากได้การวิพากษ์อย่างนี้ เพราะผมมีหัวข้อที่อยากไปคุย อยู่แล้ว คือผมก็ไม่แน่ใจครับ บางท่านเขาก็คือแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมไปนี่ผมอู้ไม่ได้ครับ อาจารย์เขาเรียกผมตลอดเลย ผมก็ต้องเตรียมตัวไปอย่างดีเสมอ ก็ขอบคุณอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ที่ได้แลกเปลี่ยนในหัวข้อที่ผมบอกว่าอยากให้ทำวิจัย ก็เหมือนผมไปทำวิจัยเองแล้วตอนนี้ เรื่องงานวิจัยผมว่าหลายงานดีครับ แล้วก็จะมีเรื่องสันติสุขอะไรเสียเยอะ แล้วจริง ๆ ผมก็ อยากให้ทุกคนไปอ่าน เพื่อนในสภาก็ใช้ได้นะครับ หลายงานวิจัยน่าเสียดายมาก ไปดูใน เว็บไซต์คนดาวน์โหลดอยู่ ๖ อัน เปึนต้นอย่างนี้ คือผมก็รู้สึกว่าแปลก ๆ หลายงานวิจัย ก็แปลก ๆ แล้วก็จริง ๆ ผมเข้าใจนะงานวิจัย มันมี ๑.๒ หน้า ๔๘ ในรายงาน บทบาทของ พรรคการเมืองกับการให้การศึกษาทางการเมือง โดยศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คุณณัชชาภัทร อมรกุล และดอกเตอร์ปุรวิชญ์ จริง ๆ ผมว่าเปึนงานวิจัยที่ดี แล้วก็มี Conclusion มาเปึนในกรอบว่าทุกพรรคการเมืองสามารถบรรลุเปัาหมายโดยให้ความรู้ ทางการเมืองแก่ประชาชนทั่วไปได้ ซึ่งจริง ๆ อันนี้ก็สรุปมาคร่าว ๆ ว่าตอนหาเสียงก็ Education คนได้ และให้ความรู้แก่ผู้เลือกตั้งในช่วงเลือกตั้งเท่านั้นเอง แต่ยังไม่มีพรรค การเมืองใดที่ถึงระดับความรู้ที่ให้ความรู้ความเปึนพลเมือง จริง ๆ อันนี้อาจจะทำวิจัยก่อน ที่มีพรรคประชาชนมาเพราะตอนนี้เราก็พยายามทำอยู่ สิ่งที่เราอยากได้นอกจากงานวิจัยแล้ว อยากได้บริการทางวิชาการด้วย อย่างพรรคการเมืองของผมเองก็พยายามทำนะครับ พยายามทำหลักสูตรของตัวเองขึ้นมา ใครจะมาลง สส. สก. ต่อไปก็ต้องผ่านเปึนขั้น ๆ คือคล้าย ๆ แบบที่นี่เรียกว่าพลเมือง ผมก็เรียกในภาษาพรรคผมว่าเปึนการสร้าง Militia ทางการเมือง ติดอาวุธความคิดทางการเมืองให้แก่ประชาชน ดังนั้นก็ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์ของพรรคผมที่อาจจะมีงูเห่าอะไรบ้าง ซึ่งก็เปึนเรื่อง ที่เกิดขึ้นแล้วเราพยายามคัดกรองคนผ่านหลักสูตรเหล่านี้ ก็ยืนยันว่าอันนี้ก็ได้แนวคิดมา แล้วเดี๋ยวจะไปอ่านงานโดยละเอียด แล้วก็อาจจะขออนุญาตติดต่ออาจารย์หรือให้สถาบัน พระปกเกล้าอาจจะช่วยเหลือมากขึ้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ที่ผมว่าจะเปึนประเด็นสุดท้ายที่ผม อยากพูด ก็คือการมีส่วนร่วมแล้วก็โครงสร้าง ผมเขียนไว้แยกหัวข้อกัน โครงสร้างขององค์กร หมายความว่าตัวองค์กรเองกับสภาเองผมว่าเรามีปัญหาในการที่เราอยู่ไกลกัน ก็สืบเนื่องจากงานวิจัยหลายงานที่ผมเห็นมันเปึนงานที่พระปกเกล้าทราบแล้วก็มีวิจัยแล้ว หลายครั้งสภาของเราหรือสำนักวิชาการของเราก็ไม่แน่ใจใช้ข้อมูลนี้หรือเปล่า หรือสมาชิก ของเราเองชอบตั้งญัตติอะไรมาศึกษาอะไรพวกนี้ ซึ่งหลายอย่างพระปกเกล้าก็ได้ทำไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าคุยกันจริง ๆ หรือไม่ระหว่าง ๒ องค์กรนี้ ก็อยากให้ฝ์ายวิชาการ แล้วก็สถาบัน พระปกเกล้าลองทำงานร่วมกันบ่อย ๆ ถ้ามีผมก็ขออภัย คือเข้าใจว่าสภาเราก็สำนักวิชาการ สำนักกรรมาธิการอะไรอย่างนี้มันก็จะปน ๆ วุ่นวาย บางคนก็เปึนแท่งอะไรกันก็ไม่คุยกัน ผมว่าหลาย ๆ อันนี้ก็อยากให้นำความรู้จากพระปกเกล้าหรือแชร์ความรู้กันไปมาด้วย แล้วผมก็มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์วิจัยหลายครั้งกับทางผู้วิจัยหลายรอบ ผมว่าผมก็น่าจะ Contribute ในหลายงานวิจัยที่มันค่อนข้าง Constructive อยู่พอสมควรนะครับ

แล้วปัญหาต่อมาที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยและพวกท่านอยู่ในนี้ทุกคนได้รับเงิน ภาษีจากประชาชนมา คือการมีส่วนร่วมกับประชาชนในวงกว้างมันแคบเกินไป คืออยากจะ บอกว่าพรรคการเมืองอย่างผมก็พยายามเป่ดหลักสูตรให้ทุกคนเข้ามา ผมว่าก็ไม่ได้รับภาษี จากประชาชนแบบอุดหนุนจากรัฐบาลหรอกแต่ก็พยายามทำกันไปครับ ผมเล็งเห็นว่า พระปกเกล้าก็สามารถทำได้ในรูปแบบนี้ไม่ใช่แบบจ่ายเงินมาเรียน โดยอาจจะเปึน Short Course ไปตามที่ต่าง ๆ ผมชื่นชมท่านประธานอาจารย์วันนอร์อย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในสมัยสภาประชุมแห่งนี้ที่หลายครั้งก็ได้มาฟังการประชุมด้วย ได้มีการเสวนา อะไรต่าง ๆ ด้วย แต่ผมไม่แน่ใจในบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในบทบาทเชิงรุกตรงนี้ เสียเท่าไร ก็เลยอยากจะฝากว่าทางภาคประชาชน ประชาสังคม รวมถึงสื่อด้วยที่เขาจะได้นำ ความรู้อันนี้ไปใช้ในอนาคตได้ อันนี้ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ