วีระยุทธ กาญจน์ชูฉร ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 2567 โดยเสนอให้มีการประเมินผลการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินผลโครงการเติมเงิน Digital Wallet ภายใต้ตัวชี้วัด 8 ด้านที่สอดคล้องกับเป้าหมายของร่างกฎหมาย และเรียกร้องให้มีการเตรียมการเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมการบริโภคอย่างรอบด้าน
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยในมาตรานี้เดิมมีการระบุว่า ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ และจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย โดยผมขอสงวนและเสนอให้แก้ไข โดยเพิ่มเติมไปอีกเรื่องหนึ่งว่า จำเป็นจะต้องมีการประเมินผลที่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อกระทรวง การคลังมีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินก็ควรจะเป็นเจ้าภาพในการประเมินผลการดำเนินงาน และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้าง ความเข้มแข็ง และกลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ เพราะว่าเนื่องจากโครงการนี้ อย่างที่ทราบว่า เงินจากงบประมาณเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๗ นี้ก็จะไปรวมกับเงินก้อนอื่น ๆ รวมแล้วอย่างน้อยก็ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการเติมเงิน Digital Wallet ดังนั้นผมคิดว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีการเตรียมพร้อม ในการประเมินผล ดังนั้นควรจะต้องมีเจ้าภาพตั้งแต่วันนี้เลย แล้วก็มีการออกแบบ ไม่ใช่แค่ ระบบ Payment ที่ยังมีปัญหา แต่ว่าระบบการเตรียมพร้อมที่จะเก็บข้อมูลระหว่างที่ดำเนิน โครงการ ตั้งแต่การตรวจสอบว่า จะมีการค้าที่ไม่เป็นธรรม พฤติกรรมการค้าจากผู้มีอำนาจ เหนือตลาดหรือไม่ ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ โดยประเด็นที่ควรจะมีการศึกษา ผมจะไม่ขอ อ้างจากที่อื่นใดเลยนะครับ จะขอนำเหตุผลที่มาจากตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งทางรัฐบาลเป็นคนเสนอ ผมอยากจะแยกออกมาให้เห็นชัดเจนว่า พอดูสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ มันสามารถแยกออกมาเป็นตัวชี้วัด จำนวน ๘ ข้อได้อย่างชัดเจน ในเหตุผลที่ท่านเขียนไว้ ข้อที่ ๑ ท่านบอกว่า ท่านต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าตัวชี้วัดข้อที่ ๑ ที่จะต้อง มีการประเมินและเตรียมพร้อมเลย ก็คือต้องดูว่าสุดท้ายเราจะเกิด Growth เศรษฐกิจเติบโต ได้แค่ไหนจากโครงการนี้ ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าจะให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ ผมขอตั้งเสนอให้เป็นตัวชี้วัด ข้อที่ ๒ เลยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ ข้อที่ ๓ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ ข้อที่ ๔ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ของประชาชน ข้อที่ ๕ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของภาคธุรกิจ ข้อที่ ๖ รักษา ระดับการบริโภค ข้อที่ ๗ รักษาระดับการลงทุน และข้อที่ ๘ ซึ่งอยู่ในตัวเหตุผลที่ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนเอง ก็คือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นอันนี้ ไม่ได้เอามาจากที่อื่นใดเลย เอามาจากตัวหลักการและเหตุผลของตัวร่างพระราชบัญญัติเอง ก็อยากจะขอให้มีการเพิ่มเติม แก้ไข แล้วก็มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการเตรียมพร้อม ที่จะประเมินผล อย่างน้อย ๆ ขอเป็น ๘ ข้อนี้นะครับ ผมจะขอยกตัวอย่าง จริง ๆ การทำโครงการใหญ่ขนาดนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ศึกษา ผลกระทบของนโยบายสาธารณะครั้งใหญ่ที่มีต่อประเทศไทย โครงการใหญ่ขนาดนี้ผมอาจจะ ยกเทียบเคียงให้เห็นกับประเทศบราซิล ซึ่งเคยทำโครงการ Bolsa Familia หรือการให้เงิน ช่วยเหลือกับครอบครัว แล้วก็เป็นครั้งแรก ๆ ในโลกที่มีการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข คือเมื่อก่อนหน้านี้เวลารัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมาก็มักจะแจกเงินให้กับประชาชน แล้วก็ โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการให้หัวคะแนน ซื้อเสียงใด ๆ ดังนั้นบราซิลในช่วงต้นทศวรรษ ๒๐๐๐ ก็ริเริ่มการทำการแจกเงิน แต่ว่ามีเงื่อนไขนะครับ แจกให้กับคนจน แล้วก็ตั้งเงื่อนไข ไว้ชัดเจน ๒ ข้อ ว่าครอบครัวที่ได้รับเงินอุดหนุนตรงนี้ ข้อที่ ๑ จะต้องพาลูกไปฉีดวัคซีน ข้อที่ ๒ จะต้องให้ลูกมีอัตราเข้าเรียนที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการแก้ Pain Point หรือปัญหาของ ประเทศบราซิล โดยเฉพาะในครอบครัวยากจนได้เป็นอย่างดี แล้วโครงการ Bolsa Familia ของบราซิลก็ยังออกแบบที่จะจ่ายเงินโดยตรงให้กับแม่ในครอบครัว เพราะเชื่อมั่นว่า คนที่เป็นแม่จะดูแลลูก แล้วก็จะสามารถจัดสรรใช้จ่ายเงินในครอบครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีการศึกษาการออกแบบงานวิจัยว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยสร้างการเติบโต เติบโตของคนจนมากกว่าเติบโตของคนรวย ด้วยซ้ำ ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำได้ แล้วก็ทำให้คนบราซิลมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นพลเมือง หรือ Citizenship ของประเทศ ผมคิดว่าโครงการ Digital Wallet ก็จะนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการศึกษา เพราะมันสอดคล้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ หลายอย่างเลย นโยบายสาธารณะ สังคมศาสตร์ด้านต่าง ๆ ผลกระทบการคลัง เศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมก็ได้ ว่าคนแต่ละกลุ่มมีแนวทางในการใช้จ่ายเงินอย่างไร พฤติกรรมอย่างไร ข้อมูล ตรงนี้ยังจะเป็นข้อมูลการค้าที่สำคัญที่จะเป็นประโยชน์กับร้านค้าปลีก ร้านค้ารายย่อย ในอนาคตด้วย ดังนั้นผมเลยอยากให้มีการเตรียมความพร้อมในการออกแบบข้อมูล ต่อให้ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพก็ควรจะมี Third Party ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานเดียว ที่รับสัมปทานไป ควรจะเอามหาวิทยาลัยต่าง ๆ หน่วยงานในท้องถิ่น ที่เข้ามาช่วยกันในการระดม เพื่อเก็บข้อมูลตรงนี้ ผมคิดว่าจะทำให้การออกแบบโครงการในอนาคตนั้น เป็นประโยชน์มากขึ้น แล้วเราก็จะได้มีข้อสรุปชัดเจนว่า การใช้เงิน การออกแบบโครงการแบบนี้นั้น ส่งผลอย่างไร กับเศรษฐกิจไทยกับคนไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน