สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วีระ ธีระภัทรานนท์ อภิปรายเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงบกลาง และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบและการเบิกจ่าย เขายังหารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายปี 2567 และเรียกร้องให้ตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณงบจ่ายลงทุน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบกลาง และการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ Digital Wallet และผลกระทบต่อระดับเงินคงคลัง

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๔ ส่วนที่ผมสงวนความเห็นนี้ก็คือ เป็นการตัดทอน ลดยอดของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จากจำนวนเต็ม ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้เป็นการขาดดุล งบประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ได้อภิปรายไปในช่วงที่เป็นมาตรา ๓ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือในร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีนี้ เป็นงบกลาง ประเด็นปัญหาตรงนี้อยู่ที่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือว่า ตามประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐ รายการที่เป็นงบกลางต้องตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ไม่เกิน ร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผมยังไม่ได้คำนวณอะไรชัดเจน แต่คิดว่า ทางทีมงานที่เขาทำในส่วนของรัฐบาลนี้คงจะดูพวกอัตราส่วนต่าง ๆ นี้ที่มีทั้งหมด ๑๑ อัตราส่วนนี่คงจะดูทั่วละ แต่ประเด็นของผมก็คือว่า การจัดทำงบกลางในงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ การจัดทำงบกลางในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ และงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ ที่ท่านอนุมัติไปแล้วที่ว่าจะกันมาเป็นโครงการ Digital Wallet ผมคิดว่าประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า การจัดทำเป็นงบกลางจะมีโอกาส ในการตรวจสอบ ในการเบิกจ่ายนี่ค่อนข้างยาก เพราะหน่วยที่จะเป็นคนจัดเงินให้คือ กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อผ่านให้ความเห็นชอบไปแล้วนี่ ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้ดู ยกเว้นเมื่อมันทำไปแล้ว แล้วมันเกิดผลอย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อท้วงติง เป็นข้อที่เป็นห่วงนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นเรื่องงบจ่ายลงทุน ในเอกสารของสำนักงบประมาณ ที่เป็นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม ในการจัดสัดส่วนของงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ นี่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ได้แยกเป็นรายการ ที่เป็นงบจ่ายลงทุน ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๘๐ ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ จัดเป็นรายจ่ายประจำ ๒๔,๔๐๐ ล้านบาท ที่จริงตอนที่เรามีการประชุมในคณะกรรมาธิการ วิสามัญของกฎหมายฉบับนี้ เราก็ถกเถียงกันมากว่า ที่มาของการคำนวณงบจ่ายลงทุน ที่สำนักงบประมาณเสนอนี่ไม่น่าจะถูกต้อง น่าจะสับสนระหว่างงบจ่ายลงทุน Capital Expenditure กับงบจ่ายดำเนินการ Operating Expenditure OpEx นะครับ ซึ่งถ้าหาก เป็นอย่างนั้นการคำนวณงบจ่ายลงทุนของปีงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ บวกกับ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ จะผิดเพี้ยน แล้วก็อาจจะไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้ง ๒ ฉบับรวมกัน ซึ่งผมว่าเรื่องนี้อาจจะมีคน Challenge ว่าสิ่งที่ทำอาจจะไม่ถูกต้อง แต่จะเป็นขั้นตอนกระบวนการไหน ผมไม่ทราบนะครับ

สุดท้ายผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ท่านสมาชิกอาจจะไม่ได้ดู หรือว่าอาจจะ ผ่านตาเฉย ๆ นะครับ อันนี้ผมข้ามไปเลย เพราะว่ามันเป็นมาตราที่ไม่ได้มีการสงวนความเห็น แล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ผมอยากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่งว่า ในส่วนที่เป็นมาตรา ๕ ซึ่งเดี๋ยวคงจะมีการลงมติรับรองนี่นะครับ มันมีคำอยู่ ๒ บรรทัด ๒ ประโยค คือหลังจากท่าน ผ่านแล้ว กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ และจำนวนที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่มี หรือ อยู่ ๒ หรือนะครับ หรือแรก ก็คือนอกจากกระทรวง การคลังมีอำนาจจ่ายเงินแล้ว หรือที่ ๑ ก็คือว่า ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือที่ ๒ ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย อันนี้มันค่อนข้าง ผมพยายาม หาคำอธิบายจากการคุยกับท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คุณเฉลิมพล รัตนสูตร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน แต่คิดว่าคงไม่เป็นไรนะครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นความลับอะไร เฉลิมพล เพ็ญสูตร ขอประทานโทษครับ คุณหนู ชื่อเล่นชื่อหนูถ้าผมจำไม่ผิด ประเด็นก็คือว่า ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย อันนี้คืออะไร ซึ่งที่จริงในตอนที่เราคุยกัน ทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือในที่ประชุมที่สอบถามก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้กันอย่างชัดเจน ผมเลยตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อให้ท่านติดตามต่อว่า ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร คืออะไร ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่า อะไร แต่สุดท้ายที่ผมคิดว่าไม่ได้มีการพูดถึงเลย แล้วเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากครับ ผมขอเวลา อีกสัก ๒ นาทีครับ คือถ้าเราบริหารจัดการแบบนี้ในรูปของงบกลาง แล้วก็การกระตุ้น เศรษฐกิจในลักษณะแบบนี้ ซึ่งเรายังไม่รู้ผลว่าเมื่อใช้สิทธิในการไปจับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่ เงินนะครับ เป็นสิทธิในการจับจ่ายใช้สอยผ่าน Digital Wallet คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท สิ่งที่ จะเกิดขึ้นที่ผมค่อนข้างเป็นห่วง แล้วเรายังไม่ได้พูดกัน ก็คือว่าในการกระทบยอดที่เป็น เงินสด ผมมั่นใจว่าอาจจะต้องไปแตะเงินคงคลัง ซึ่งตอนนี้ระดับของเงินคงคลังสูงก็จริง เพราะยังไม่มีการใช้ แต่เมื่อเริ่มมีการใช้เงินก้อนนี้ระดับเงินคงคลังจะลดลงอย่างรวดเร็ว ระดับเงินคงคลังที่เป็นเงินสดในการบริหารเงินสด เป็นของ Cashier โดยกรมบัญชีกลาง ของรัฐบาลผ่านพระราชบัญญัติเงินคงคลัง ผมอยากให้ถ้าเกิดจะดำเนินการโครงการนี้ อย่างจริงจัง ฝากทางกระทรวงการคลัง ฝากผ่านไปทางท่านประธานว่า ควรจะพิจารณาเรื่อง ของสิ่งที่จะเป็นความเคลื่อนไหวในบัญชีเงินคงคลังที่ ๑ ที่กระทรวงการคลังฝากไว้ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย เป็นเงินประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขอตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อจะบอกว่า ทำไมผมถึงต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงมาเหลือแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้มันอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการได้ โดยไม่เกิดความเสี่ยงในอนาคต ขอบพระคุณครับ