ศิริกัญญา แปรญัตติใช้งบกลาง 1 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากแทน Digital Wallet

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพลังงานที่ยังไม่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้ใช้งบกลางปี 10,000 ล้านบาทและเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือประชาชนโดยตรง แทนการจัดตั้ง Digital Wallet โดยเน้นการใช้จ่ายอย่างถูกต้อง คุ้มค่า และกระจายอำนาจให้ชุมชนตัดสินใจเองเพื่อแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีและไม่กระทบฐานะการคลัง

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันได้ขอ แปรญัตติในมาตรา ๔ เพื่อที่จะขอแก้ไขให้การใช้งบกลางปีในครั้งนี้ใช้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ และการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐในเศรษฐกิจฐานราก ด้วยวงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ดังนั้นการอภิปรายของเราทั้งหมดนี้ไม่ได้ มีความย้อนแย้งกันนะคะ เนื่องจากว่าเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เราไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะใส่ เงินลงไปใน Digital Wallet จากงบกลางปีนี้ เราจึงเสนอให้ใช้งบเท่าที่มีไปใช้ในการทำ อย่างอื่น ซึ่งการเสนอแนวทางแบบนี้ก็จะทำให้เราสามารถใช้งบกลางปีได้อย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย สามารถใช้ได้ภายในปีงบประมาณ สัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็เป็นไปตามกฎหมาย แล้วก็ไม่ทำให้ฐานะการคลังของประเทศอ่อนแอลง เหลือวงเงินเอาไว้รองรับกรณีที่จัดเก็บ รายได้ไม่เข้าเป้า และยังเป็นแนวทางที่คุ้มค่าภาษีของประชาชนแน่นอนค่ะ เนื่องจากว่าในร่างนี้มีการระบุว่า งบกลางปีนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมันกว้างมาก ๆ แม้แต่จะเข้าไปดูในเอกสาร งบประมาณแล้วก็ยังบอกแค่ว่า เป็นการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ ต่าง ๆ เพื่อรักษาระดับการบริโภค และการลงทุนในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง ให้แก่ประชาชน และการดำรงชีพของประชาชน ซึ่งมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็น Digital Wallet ก็ได้ซึ่งมันกว้างเกินไปอยู่ดีค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเสนอว่า ๒ เรื่องที่เรา ควรจะทำ ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่รุมเร้าประชาชนที่ทำให้ต้องแบกภาระอยู่ทุกวันนี้

เรื่องแรกก็คือ ปัญหาค่าครองชีพค่ะท่านประธาน ปัญหาค่าครองชีพทุกวันนี้ แน่นอนว่ามันไม่สามารถดูจากเงินเฟ้อ จาก CPI ที่มันไม่ได้โตได้ เพราะว่าเวลาที่ราคาสินค้า และบริการมันเพิ่ม มันไม่ลดค่ะ ของที่อยากจะโตราคาเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว วันนี้ราคามันก็ยังคงสูงอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนพี่น้อง ที่เติมแก๊สโซฮอล์อยู่ก็ทราบดีว่าใกล้แตะ ๔๐ บาทต่อลิตรแล้ว ส่วนดีเซลก็อยู่ที่ ๓๓ บาท ต่อลิตรค่ะท่านประธาน จริง ๆ รัฐบาลเองก็เคยสัญญาว่า จะลดราคาพลังงาน เป็นนโยบาย เร่งด่วน ทำทันที ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณค่ะท่านประธาน รัฐบาลทำทันทีแต่ว่าทำแป๊บเดียวค่ะ ก็คือลดอยู่แป๊บเดียวไม่กี่อึดใจ ราคาพลังงานต่าง ๆ ก็เด้งกลับมาเหมือนเดิม ตอนนี้ก็มี นโยบายที่จะตรึงราคาทั้งน้ำมันดีเซล แล้วก็ตรึงค่าไฟ แต่ว่าก็ตรึงก็คือตรึงค่ะ มันไม่ได้ลด มันก็คือเท่าเดิมค่ะ ส่วนพี่น้องประชาชนก็ได้แต่รอ แล้วก็รอ แล้วก็รอต่อไปค่ะ

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้มีการใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ ในการไปลงทุนก็คือ ไปลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายที่มันจะเกิดการจ้างงานตามมา อย่างแน่นอน ที่ต้องให้เป็นการกระตุ้นการลงทุน เพราะว่าการกระตุ้นการลงทุนจะเป็น วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้ตัวคูณทางการคลังที่สูง แล้วก็สูงกว่าการกระตุ้นแค่การบริโภค อย่างมาก ทั้งจะเกิดการจ้างงาน แล้วก็ซื้อของภายในท้องถิ่น แล้วก็สามารถที่ทำให้เกิด กิจการต่อเนื่องไปได้อย่างมากมาย โดยที่จะทำอะไรรัฐบาลไม่ต้องเป็นคนไปคิดให้ ให้ท้องถิ่น เขาเป็นคนคิดกันเอง ให้พื้นที่เขาเป็นคนทำ ให้มันเกิดการจ้างงานในท้องถิ่น ท้องที่ของเขาเอง ถ้าเขาอยากจะไปขุดบ่อเตรียมรับน้ำท่วม อยากจะเอาเงินไปซ่อมระบบประปา ไปพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว เตรียมรับกับมาตรการการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐบาล ไปทำสะพาน ไปทำทางลาด ไปทำห้องน้ำสาธารณะ ก็ให้เขาไปคิดเอาเอง ไปสร้างระบบการจัดการขยะ ไปซื้อรถขยะ ไปหาที่เอาไว้ทำ เอาไว้ทิ้งขยะ ไปทิ้งขยะที่ถูกต้องตามสุขลักษณะ เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ของเขาเองก็สามารถที่จะทำได้ค่ะ แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาที่รัฐบาล จำเป็นที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะทำให้ทั้งค่าครองชีพของประชาชนสามารถ ที่จะบรรเทาภาระของเขาได้ แล้วก็กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่แน่นอนว่า คนก็อาจจะถามว่าเม็ดเงินแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปทำอะไรได้ ใช่ไหมคะ แต่ว่าอย่าลืมว่างบกลางปี ๒๕๖๗ แล้วก็งบกลางในส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ถ้าเราไม่กั๊กเอาไว้รอไปจ่ายสำหรับ Digital Wallet ในอีก ๕ เดือนข้างหน้า เราก็จะมีเงิน คืนมาได้อีกราว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเก็บเอาไว้นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไปจนถึงวันที่ Digital Wallet จะต้องมาเบิกใช้ ซึ่งแน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ต้องบอกว่า มันไม่มีทางที่จะทำให้เกิด พายุหมุนได้ มันไม่สามารถดัน GDP ให้โต ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ แต่มันตอบปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเฉพาะจุด แก้ปัญหา ณ วันนี้ได้เลย โดยที่ไม่ต้องรอไปถึง ๕ เดือนข้างหน้า ไม่ต้อง รอลุ้นอีกว่าพายุมันจะหมุนกี่รอบ ไม่ต้องรอลุ้นว่าตัวเลขเศรษฐกิจสุดท้ายมันจะเป็นเท่าไร มันจะเป็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้ทันที กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทันที และคุ้มค่า กับเงินภาษีประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ