นพณัฐ ชี้ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ค้านตีความกว้างโครงการ Digital Wallet

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

นพณัฐ มีรักษา แสดงความกังวลเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่อาจขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความสุจริตของรัฐบาลในโครงการ Digital Wallet โดยระบุว่าการรู้ล่วงหน้าถึงความไม่สามารถใช้งบประมาณทันภายในปีงบประมาณอาจขัดหลักความสุจริตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 164 และคัดค้านการตีความกว้างของกฎหมายงบประมาณ ขณะเดียวกันเสนอให้ลดงบประมาณโครงการลงเหลือ 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมายก่อนเส้นตายวันที่ 30 กันยายน 2567

นายนพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ ผมต้องขออภิปรายเพื่อขยายความ ถึงเหตุผล ๔ ประการที่ผมจำเป็นที่จะต้องสงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้ ท่านประธานครับ

เหตุผลประการที่ ๑ ของผม ก็คือถ้าท่านถามความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับกฎหมายใช่ไหมครับ ผมคงจะเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ก็ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอย่างแน่นอน ส่วนที่ผมได้เคยได้เลือกใช้คำว่า สุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อกฎหมายนี่ มันเป็นเพราะผมนี่สำนึกว่าผมนั้นไม่ใช่ศาล หรือว่าไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจชี้ขาด ตามกฎหมาย ดังนั้นก็จำเป็นที่ต้องละการที่จะชี้ชัด ฟันธงหรือการที่จะยืนยันอย่างหนักแน่น อะไรลงไป เพื่อปล่อยให้หน่วยงานผู้มีอำนาจได้พิจารณาพิพากษา พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งในอนาคตกระบวนการเช่นนี้ก็คงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับท่านประธาน

ประการที่ ๒ คือการสงวนความเห็นโดยการให้ปรับลดงบประมาณ ลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เป็นการขัดกับความเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญและกฎหมายครับ เพราะเหตุผลที่ว่ารายการตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้เขียนว่า เป็นเรื่อง Digital Wallet โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นรายการที่มีชื่อว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจครับ ดังนั้นแล้วผมก็ยังเชื่อว่า การที่เขียนความหมายให้กว้างได้มากขนาดนี้ รัฐบาลอาจจะยังคงสามารถใช้จ่ายงบประมาณ เท่าที่จะได้เพิ่มขึ้นจากประมาณการรายรับ ที่กระทรวงการคลังประมาณเพิ่มได้มา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการอื่นเท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และต้องใช้เงินให้หมดหรือให้ทันภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้ครับ ท่านประธาน

ประการที่ ๓ ที่ผมจะพูดคือเรื่องของหลักความสุจริต ก็คือโดยที่มาตรา ๑๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้การกระทำของคณะรัฐมนตรีต้องเป็นไป โดยสุจริตใช่ไหมครับ ซึ่งคำว่า ความสุจริต มันไม่ได้หมายความอย่างแคบ แค่เพียงที่เราเข้าใจ โดยทั่วกันว่า ทำไมถึงไม่ทุจริต คอร์รัปชันอะไรแบบนี้นะครับ อันนี้เป็นความหมายอย่างแคบ เวลาเราพูดถึงความหมายอย่างกว้าง หรือพูดถึงหลักสุจริตในกฎหมาย เรามักจะอธิบาย ในเชิงนามธรรม ก็คือเป็นหลักทุจริตในเชิงนามธรรม ซึ่งหมายความว่า การที่บุคคลใดรู้ ไม่รู้ หรือไม่จำต้องรู้ ในข้อเท็จจริงใดข้อเท็จจริงหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มันก็ชัดเจนนะครับ ผมยกตัวอย่าง เลยง่าย ๆ ว่า เช่น คณะรัฐมนตรีนี่รู้แน่ชัดว่า โครงการ Digital Wallet ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้อย่างแน่นอน โดยหลักฐานที่บอกว่าคณะรัฐมนตรีรู้นี่ ก็คือ ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้เตรียมไว้หมดแล้ว ท่านก็ได้เตรียมตัวไว้หมดเลยว่า จะทำอย่างไร ถึงจะสามารถดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณข้ามปีได้ นั่นหมายความว่าท่านรู้อยู่ตั้งแต่ต้นเลย ว่าเรื่องนี้การใช้เงินจากงบเพิ่มเติมก้อนนี้ ไม่มีทางใช้ได้ทันภายในปี ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นเหตุผล และความจำเป็นที่กฎหมายวินัยการคลังของรัฐล็อกไว้อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านได้คิดเรื่องนี้ไว้ ตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมฉบับนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาเลย แล้วจะให้เชื่อว่า เป็นเรื่องของการที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ โดยสุจริตได้อย่างไรท่านประธานครับ

ประการที่ ๔ และเป็นประการสุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของการ ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ อย่างที่ผมได้กล่าวไปเมื่อการสงวนความเห็นในมาตราก่อนว่า ไม่ใช่สัญญาทุกประเภทที่จะก่อให้เกิดหนี้ และหากท่านจะบอกว่าการลงทะเบียนรับสิทธิ ของพี่น้องประชาชนเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ ท่านก็ต้องอธิบายให้ได้อย่างชัดเจนว่า มันเป็นเอกเทศสัญญาในบรรดา ๒๓ เอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือว่ามันเป็นสัญญาไม่มีชื่ออื่นอย่างไร เมื่อเรามาดูความหมายของคำว่า หนี้ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ซึ่งท่านอ้างนะครับ แล้วก็จะบอกว่า มาตรา ๔ ที่เป็น คำนิยามของกฎหมาย นิยามคำว่าหนี้โดยยกตัวอย่างขึ้นมาว่า เป็นข้อผูกพันอันเกิดจาก การกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้าง แล้วก็มีพ่วงท้ายนิดหนึ่งว่า หรือจากการอื่นใด ในกรณีนี้ท่านประธานเราต้องมาพิจารณาก่อนนะครับท่านประธานว่า ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อหรือการจ้าง ก็ล้วนแต่เป็นเอกเทศสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นหนี้ที่สามารถฟ้องร้องให้บังคับเอาได้จากกฎหมายด้วย ก็คือถ้าสมมุติว่าหน่วยงาน ของรัฐได้ไปจัดซื้อจัดจ้างอะไรไว้แล้ว ไม่มีเงินไปจ่ายเขา ก็อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ดังนั้นก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีการผูกพันงบประมาณ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ เช่นนั้นขึ้น แต่การที่ท่านจะไปตีความหมายพ่วงว่า คำว่า จากการอื่นใดนี่ ท่านก็ต้อง ตีความหมายโดยไม่ทำให้เกิดผลประหลาด คือไม่ทำให้คำว่า การอื่นใด กลายเป็นคำว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกไหมท่านประธาน การอื่นใดจะต้องตีความให้แคบ ก็คือคล้องจอง แล้วก็ สอดคล้องกับ ๔ สัญญาที่ท่านได้กล่าวขึ้นมาเบื้องต้น ก็คือเป็นสัญญาที่ฟ้องร้องบังคับ เอาได้ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น เป็นหนี้จากสัญญาประกันภัย เป็นหนี้จากสัญญาตั๋วเงิน เป็นหนี้ สัญญาเช่าซื้อ เช่าทรัพย์ เป็นต้น หากการแจก Digital Wallet เป็นเพียงสัญญาให้ ในเมื่อ ยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินที่จะให้ สัญญาก็ย่อมไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วก็ไม่สามารถฟ้องร้อง บังคับเขาได้ ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า คำว่า การอื่นใดในกรณีนี้ ไม่รวมในการทำสัญญาของ Digital Wallet รับเงินอะไรอย่างนี้แน่นอนครับท่านประธาน และเมื่อไม่เป็นหนี้ตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ กระทรวงการคลังก็ย่อมไม่มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ในการออก หลักเกณฑ์ ในการออกระเบียบอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งถ้าหากท่านยืนยันที่จะทำ มันก็จะเป็นห่วงโซ่ ความผิดที่ร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายท่านก็จะมาพันรัดมัดตัวของผู้ที่กำหนดหลักเกณฑ์ และระเบียบเหล่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงไม่มีทางอื่นนอกจากที่จะต้องยืนยันการสงวนความเห็น ที่ให้ปรับลดลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ขอบคุณครับ