ประสิทธิ์ แจงปรับงบฯ สนับสนุนแจกเงิน 15 ล้านคน ห่วงโปร่งใส-ความมั่นคงดิจิทัล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ชี้แจงการปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยยืนยันว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณอย่างมีเหตุผลเพื่อนำไปสนับสนุนการแจกเงินให้ประชาชนผู้ยากจน ๑๕ ล้านคนตามมาตรา ๓ พร้อมตอบข้อกังวลของกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในโครงการใหญ่ไม่เหมาะสมเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความเร็ว ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง จึงเสนอให้ใช้ฐานข้อมูลทั่วไปที่สามารถติดตามข้อมูลได้แทน พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้โครงการเดียว ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยี และคมนาคม รวมถึงเพิ่มภาระหนี้ในอนาคต นอกจากนี้ยังห่วงใยความมั่นคงของระบบชำระเงินดิจิทัล จึงเสนอให้มีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีให้รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและป้องกันความผิดพลาดของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ ในฐานะ กรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๔ ตัดงบประมาณจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๓ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้เป็นจำนวน เงินเดียวกันครับ

เรื่องแรกนะครับ ผมก็จะขอตอบข้อสังเกตของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่บอกว่าการที่เราตัดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นการย้อนแย้งหรือเปล่านะครับ ถ้าเรา ไม่สนับสนุนโครงการก็ควรจะตัดให้เหลือ ๐ ไปเลย อันนี้ผมต้องขอเรียนให้ทราบว่า ไม่ได้ มีการย้อนแย้งใด ๆ เกิดขึ้น ในมาตรา ๓ ที่ผมอภิปรายไปผมเกริ่นแต่แรกเลยว่า ผมสนับสนุน ให้แจกเงินกับประชาชนผู้ยากไร้ จำนวน ๑๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นเงินที่เราลดลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไปรวมกับงบอื่น ๆ เพื่อจะแจกประชาชนได้อยู่นะครับ เราไม่ได้ ต้องการที่จะตัดเหลือ ๐ อันนี้เรื่องแรกนะครับ

เรื่องที่ ๒ ในส่วนของ Blockchain นะครับ ก็ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันว่า จะทำเป็น Blockchain เพื่อความปลอดภัย แก้ไข ไม่ได้ แล้วก็ติดตาม ตรวจสอบได้ว่า มีการใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ตรงนี้ในตัวของ Blockchain เอง ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือว่า มันเป็นการกระจายที่เรียกว่า Decentralize นะครับ กระจายการเก็บข้อมูล ทำให้ข้อมูลปลอดภัย ไม่สามารถที่จะแก้ไข Node ใด Node หนึ่งได้ จำเป็นต้องแก้ไขมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน Node ใน Network ถึงจะแก้ไขข้อมูลได้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าข้อมูลแก้ไขไม่ได้นี่ ไม่ใช่นะครับ สามารถแก้ไขได้อยู่ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ที่แก้ไขไม่ได้ เพราะว่าจำนวน Node มีมหาศาลในส่วนของ Crytocurrency จึงทำให้ การแก้ไขเป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ อันนี้ต้องเรียนให้ทราบว่า เมื่อเรามี Node เยอะ ปัญหาที่ตามมาคือข้อเสีย คือ Transaction แต่ละ Transaction การโอนเงินแต่ละครั้งจะใช้เวลานานในการสร้างบล็อก ในการสร้าง Transaction ขึ้นมา แล้วก็สร้างบล็อก แล้วก็ต้อง Update Node ต่าง ๆ จะใช้เวลานานมาก ในส่วนของโครงการ คนละครึ่งใช้ Database ธรรมดาก็ยังมีปัญหาเว็บล่ม มีปัญหาใช้เงินไม่ได้ในช่วง ๕ โมงเย็น ในส่วนของโครงการคนละครึ่งนั้นจำนวนผู้ใช้น้อยกว่านี้เยอะด้วยนะครับ ไม่ถึง ๕๐ ล้านคน แต่ตอนนี้เรากำลังจะให้คน ๕๐ ล้านคน มาใช้ Transaction มาใช้การใช้จ่ายเงินพร้อม ๆ กัน แล้วจะใช้ Blockchain อีก ผมแทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย ถ้าเราต้องการให้ข้อมูล ปลอดภัยด้วย ให้มีความเร็วสามารถใช้งานได้จริงด้วยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านจะใช้ Blockchain แต่ไม่ได้เป็น Decentralize ก็เป็น Centralize ใช้ Server แค่ไม่กี่ตัว อันนี้ก็บอกว่าความปลอดภัยมันก็จะลดลงไปเยอะเลย เพราะเราแก้ไข ข้อมูลไม่กี่ Server ข้อมูลก็แก้ไขได้แล้ว ผมก็จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ Blockchain อีกเช่นกัน เราใช้ Database ธรรมดาก็ได้ แล้วเราก็ลิงก์ข้อมูลแต่ละ Transaction เข้าหากัน ก็สามารถ Track ได้แล้วเหมือนกันว่า การใช้จ่ายแต่ละครั้งใช้ไปที่ไหน ใช้จ่ายอะไร ซื้ออะไร ใช้โดยใคร ไม่จำเป็นต้องใช้ Blockchain เลยนะครับ อันนี้ก็ขอแย้งไว้นิดหนึ่งนะครับ

ส่วนข้อกังวลในมาตรา ๔ ที่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าการที่เรานำเงินมหาศาล ตรงนี้เรากันไว้เพื่อใช้กับโครงการ ๆ เดียว ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ มันทำให้โครงการอื่น ๆ มีปัญหา เราไปเบียดบังงบประมาณส่วนอื่น ๆ ถ้างบส่วนนี้ผ่านไป งบปี ๒๕๖๘ ท่านก็ต้องตั้งเป้าแล้วว่า ท่านจะตัดงบอีกเท่าไร แล้วโครงการที่ทางภาครัฐ อยากจะทำ โครงการของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ จะไม่ได้ทำนะครับ ตรงนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านไปเจรจาต่อรองอะไรกันมา มีอะไรทดแทนแลกเปลี่ยน ทำให้พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้ค้านกันเลยแม้แต่เสียงเดียว ก็ถือว่าท่านมีวาทกรรมที่สูงส่งมากเลยที่สามารถทำ นโยบายของตัวเองได้โดยที่ปล่อยให้นโยบายของพรรคร่วมไว้ทีหลัง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผม เป็นห่วง แล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดการพัฒนาที่ล่าช้า เพราะว่าการวางแผนเราต้องพัฒนา อย่างต่อเนื่อง แต่เงินนี้ถูกดึงมา ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกดึงมาทำแค่โครงการ ๆ เดียว แล้วก็ ตัวเลขก็ชี้ชัดว่า ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าไร มันจะกลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจ โตจริง ๆ การพัฒนาส่วนต่าง ๆ อย่างเช่นการศึกษา อย่างเช่นเทคโนโลยี อย่างเช่น การคมนาคม Public Transportation ทุกอย่างมันก็จะล่าช้าลงไปอีก เพราะเงินก้อนนี้ มันค้ำคออยู่ และมันไปเป็นภาระเงินกู้อีกด้วย ในอนาคตเราจะกู้เพิ่มเติมได้น้อยมาก ๆ เลย นะครับ

สุดท้ายก็จะฝากปัญหาของแพลตฟอร์มที่ผมพอจะมองเห็นในเรื่องของการทำ Payment Platform ที่เราอาจจะเกิดปัญหาขึ้น อย่างที่บอก ๕๐ ล้านคน มาใช้งานพร้อม ๆ กัน ในเวลาเย็นปัญหาเกิดแน่นอน เราจะต้องมีการ Scalable คือการสามารถขยายได้ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เราต้องดูความเร็วของการประมวลผล ต้องใช้นวัตกรรมชั้นสูง เพราะว่าไม่อย่างนั้นไม่รอดแน่นอน แล้วก็เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ป้องกัน การโจมตีทางไซเบอร์ เช่น DDoS SQL Injection อาจจะเป็นเทคโนโลยี Technical Term นิดหนึ่ง แล้วเราต้องมีระบบสำรองข้อมูลด้วยที่สามารถกู้ข้อมูลคืนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เมื่อข้อมูลมีปัญหา หรือ Data Corrupt นะครับ แล้วก็มีการตรวจจับ ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการประมวลผลธุรกรรมต่าง ๆ ต้องป้องกันไม่ให้เกิด ธุรกรรมซ้ำซ้อน สมมุติว่ามีการจ่ายแล้วมันไม่ไป กดซ้ำ ๆ ต้องไม่มีการบันทึกซ้ำ การจัดการ ข้อมูล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียรจะจัดการอย่างไร การวางแผน การดำเนินงาน การ Upgrade ระบบไม่ควรจะกระทบกับการใช้งานจริง แล้วก็การกระจายโหลดของ Server ต้องมี Load Balancing ต้องมีการจัด Network Monitoring ก็อยากให้ท่านดูแลส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ ผมก็คิดว่าท่านคงจะมีความสามารถ อยู่แล้ว แต่ก็เป็นห่วงนะครับ อย่างไรฝากไว้พี่น้องที่จะใช้เงิน Digital Wallet ก็พึงระวัง ในเรื่องของข้อมูลของท่านด้วย แล้วก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ ขอบคุณมากครับ