สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แสดงความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของการประมาณการเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกัน ทั้งในด้านตัวเลขการเติบโตและเงื่อนไขการคำนวณ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณและการประเมินผลกระทบของโครงการ Digital Wallet โดยเสนอให้ทบทวนรายการสินค้าและบริการที่ตัดออกจากรายการส่งเสริมเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้มาตรฐาน MiT และเทคโนโลยี Blockchain เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและป้องกันการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออภิปรายในมาตรา ๔ ที่ผมสงวนความเห็นเพื่อลดวงเงินงบประมาณ เนื่องจากเม็ดเงินจำนวนนี้ยังถูกตั้งคำถามว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน ตามที่ระบุไว้ว่า จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจครับ
ประเด็นแรก ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจงประเด็นที่ผมพาดพิง เรื่องการ ประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในสภาผู้แทนวาระแรก ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ในชั้นกรรมาธิการที่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ พอกลับมาแถลงที่กระทรวงการคลัง หลังจากพูดในกรรมาธิการไป ๑ สัปดาห์ไปที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ใหม่ เพื่อนกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีก็กรุณาบอกว่า ต้องไปดูในรายละเอียดคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังที่บอกไว้ ว่า การประเมินที่ ๑.๒-๒.๘ เปอร์เซ็นต์นี้ ประกอบไปด้วย ๔ เงื่อนไข คือ ๑. แหล่งที่มา ของเงิน ๒. เงื่อนไขของโครงการ ๓. จำนวนผู้เข้าร่วม และ ๔. พฤติกรรมการจับจ่าย ใช้สอย เนื่องจากท่านรัฐมนตรีพูดเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากจะนำมาขยายความนิดหนึ่ง การที่ผมเรียนไปในตอนต้นว่า การประเมิน ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นการประเมินของ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อตอนเริ่มแรกก็คือประเมินว่า วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นการใช้เม็ดเงินใหม่ทั้งหมด ก็คือรวมถึงการกู้ ธ.ก.ส. ด้วย อันนี้คือสมมุติฐาน ณ ตอนนั้น แล้วเรามาลองดูว่าในเอกสารที่กระทรวงการคลังมาชี้แจงต่อวิปรัฐบาลว่า ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหนครับ ๔ เหตุผลครับ ๑. แหล่งที่มาของเงิน เป็นเม็ดเงินใหม่ ทั้งหมดซึ่งก็ไม่ใช่แล้วนะครับ ๒. เงื่อนไขของโครงการ มีอาทิ การจำกัดการใช้จ่ายรอบแรก ให้เป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านขนาดเล็ก ประเด็นนี้ยังใช่อยู่ ๓. จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ เต็มตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่ง ณ วันนั้นคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงไปแล้ว และสุดท้ายพฤติกรรมในการใช้จ่ายของผู้รับสิทธิ ในรายงานเขียนว่า กรณี ที่ประชาชนมีความต้องการอยากจะซื้อสินค้าที่ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ หรือสินค้าราคาแพง พูดง่าย ๆ เป็นไปตามที่เศรษฐศาสตร์ เขาพยายามจะบอกว่า รายได้ ที่ประชาชนได้เพิ่มไป ไม่ได้นำไปชดเชยความตั้งใจเดิมว่า จะซื้อสินค้าอะไร พูดง่าย ๆ เป็นการสมมุติว่า เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ประชาชนแล้วจะนำไปบริโภคสินค้าที่ตัวเอง ไม่เคยคิดจะบริโภคมาก่อน ก็ต้องบอกว่าทั้ง ๔ เงื่อนไขในการประเมินตัวเลขให้ได้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุดที่วันนี้หลายข้อไม่เป็นจริงตามนั้นแล้ว ไม่ว่า จะเป็นเม็ดเงินใหม่ที่ไม่ใช่วงเงินโครงการรวมที่เดิม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ ดังนั้นผมขอยืนยันว่า การประเมินตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตามที่กระทรวงการคลังแถลงล่าสุด เพื่อแก้ไขจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหานะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าเอกสารที่ทางกระทรวงการคลัง รวมถึงท่านปลัด กระทรวงการคลังชี้แจงในกรรมาธิการ ก็มีความไม่สอดคล้องกันนะครับ ไม่สอดคล้องอย่างไร ไม่สอดคล้องตรงที่ว่า ตอนชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่า ปรับตัวเลขใหม่เนื่องจากเดือนเมษายนมีการประเมินใหม่ ในขณะที่เอกสารที่อธิบายว่า ทำไมถึงแถลงกระทรวงการคลังอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็ให้ตัวเลขนี้ว่า เป็นการประเมิน ณ เดือนเมษายนเหมือนกัน ดังนั้นที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า หลังการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการแล้ว กระทรวงการคลังกลับไปคิดคำนวณ ใคร่ครวญมาใหม่ ก็ต้องบอกว่า ในเอกสารที่ชี้แจงมาบอกว่า เป็นตัวเลข ณ เมษายนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจงถึงความกังวล ถึงการประเมินผลกระทบของ Digital Wallet ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า มีปัญหาอย่างไรในตัวเลขที่รัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันและชี้แจง
ประเด็นถัดมาที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นสำคัญในส่วนของมาตรานี้ คือเรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในชั้นกรรมาธิการก็มีการอภิปรายซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทางท่านรัฐมนตรี ก็รับฟังไปหลายเรื่อง ผมขออนุญาตนำมาพูดในสภาแห่งนี้อีกเล็กน้อยคือ เรื่องประเด็น Negative List นะครับ ประเด็น Negative List หรือสินค้าที่เงิน Digital Wallet ไม่สามารถ นำไปใช้จ่ายได้ ปัจจุบันเนื่องจากว่ารัฐบาลมุ่งเน้นเรื่องอยากจะให้เกิดการจ้างงาน การผลิต สินค้า ก็เลยตัดบางอย่างออกไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เหมารวมไปเลยว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า มองว่ามี Import Content สูง มองว่าเป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศสูง ซึ่งผมเห็นว่า ควรทบทวนนะครับ ควรทบทวนเพราะว่าเราไม่ควรเหมารวมแบบนั้น ถือโอกาสถ้าว่ารัฐบาล จะผลักดันโครงการนี้จริง ๆ ก็ควรทำให้เม็ดเงินเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการมากที่สุด ตัวอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าปัจจุบันนี้เรามีโรงงานที่เป็นของคนไทยจำนวนมากที่ใช้ Local Content สูง ซึ่งถ้าเม็ดเงิน Digital Wallet ตรงนี้ลงไปก็จะช่วยได้มากนะครับ จากการไปหา ข้อมูลเราพบว่า จากข้อมูลของสถาบันไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๖๕ มีผู้ประกอบการ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่า ๑,๒๐๐ ราย จ้างงานเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน เอาเฉพาะโรงงาน ขนาดเล็ก ซึ่งก็เชื่อได้ว่าส่วนมากน่าจะเป็นคนไทย ก็มากกว่า ๗๐๐ โรง พวกเขากำลังลำบาก จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ แล้วก็การแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศนะครับ ท่านอาจชี้แจงว่าแยกลำบาก สินค้าไหนผลิตในไทย สินค้าไหนผลิตจากต่างประเทศ สินค้าไหน ใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ หรือ Local Content สูงหรือต่ำ ผมอยากแนะนำท่าน ปัจจุบันประเทศเราก็เจริญนะครับ เรามีมาตรฐานชื่อว่า MiT หรือ Made in Thailand ที่สภาอุตสาหกรรมจะมอบตรา หรือสัญลักษณ์ให้กับสินค้าที่ใช้ Local Content สูงนะครับ นึกง่าย ๆ เหมือนฉลากประหยัดไฟเบอร์ ๕ ท่านก็กำหนดเลยก็ได้ว่า สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีมาตรฐาน MiT นี่สามารถใช้เงิน Digital Wallet ซื้อได้ ทำเช่นนี้ก็จะเกิดประโยชน์ หลายอย่าง ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการ ซ้ำยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเร่งไปขอ มาตรฐาน Made in Thailand เพิ่มขึ้น และยังช่วยให้กระตุ้นผู้ประกอบการภายในประเทศ เปลี่ยนมาใช้ Local Content เยอะขึ้นนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งวันนี้ Negative List ตัดออกไปก็คือ บริการทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นร้านทำผม ร้านนวด ร้านสปา ซึ่งพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะใกล้ชิด กับคนกลุ่มนี้มาก พบว่ามีคนประกอบอาชีพเหล่านี้เยอะ เอาจำนวนคร่าว ๆ เรามีแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทำผม ๑๘๐,๐๐๐ คน สปาและนวด ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ท่านอาจให้เหตุผลว่า ต้องตัดออกไป เพราะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เกิดการผลิตและการจ้างงาน อยากให้ข้อแนะนำ เราสามารถไปดูโครงสร้างปัจจัยการผลิตได้ หรือวิเคราะห์อุปทาน เกี่ยวเนื่องได้นะครับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สภาพัฒน์เคยทำไว้ น่าสนใจว่าข้อมูลที่ผมไปหามาล่าสุด ภาคบริการหลายอย่างช่วยสร้างอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง หรือที่เราเรียกว่า Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นไปข้างหน้า คือ Forward Linkage หรือย้อนหลัง Backward Linkage เราพบว่า หลายบริการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมเลย ดังนั้นก็อยากจะ ถามท่านว่า ในการกำหนดสินค้า Negative List เหล่านี้ท่านได้คำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ มากน้อยแค่ไหนนะครับ ก็อยากจะขอให้ท่านถ้าท่านเกรงว่า โอกาสจะเกิดการทุจริตง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำแนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในหรือต่างประเทศยาก หรือบริการจำแนกยาก ก็อยากให้ท่านมั่นใจเหมือนที่ท่านยืนยันใช้ Blockchain ว่าช่วยป้องกันการทุจริตได้เยอะ ก็ขอให้นำเทคโนโลยีที่ท่านมั่นใจมาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ผมจึงขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ ขอบคุณท่านประธานครับ