ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมและความล่าช้าในการพัฒนาระบบ Payment Platform ของโครงการ Digital Wallet โดยเฉพาะในแง่ความซับซ้อน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการใช้งาน Blockchain ที่ยังไม่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ระบุเกณฑ์การประเมินผลใน TOR และเสนอให้ลดงบประมาณพร้อมเร่งเบิกจ่ายภายในปีงบประมาณเพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องรอให้โครงการแล้วเสร็จทั้งหมด
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ โดยแก้ไขเพิ่มเติมตัวเลขงบประมาณ ให้ตั้งเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรา ๓ ที่ได้สงวนความเห็นไว้ และนอกจากนั้นเนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาระบบชำระเงิน หรือ Payment แพลตฟอร์มด้วยงบประมาณ ๙๕ ล้านบาท ที่ได้รับทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในชั้นกรรมาธิการได้ทำให้กระผมในฐานะกรรมาธิการมีความกังวล และไม่อาจเชื่อได้ว่า การพัฒนาระบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลแถลงว่า จะเริ่มต้น แจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ในไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๖๗ นี้ เนื่องจากระบบ Payment Platform เป็นระบบที่มีความซับซ้อนกว่าระบบ Payment ปกติอีกนะครับ เนื่องจากการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินที่ซับซ้อน ต้องมีการตรวจสอบพื้นที่การใช้งานนะครับ ต้องมีการตรวจสอบเก็บข้อมูลว่า เป็นการใช้เงินรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ หรือรอบที่เท่าไร และต้องรองรับผู้ใช้งานถึง ๔๕ ล้านคน ต้องรองรับการเชื่อมต่อ Open Loop ผ่าน API ที่เป็นการเปิดความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบจากภายนอก จำเป็นที่จะต้องมีการทำมาตรการ ระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แถมที่สำคัญยังมี Blockchain นะครับ ที่ท่านผู้ชี้แจงก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า มีระบบ Blockchain ซึ่งเอามาห้อยติดเอาไว้นะครับ จะจำเป็นหรือไม่อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ สำหรับเก็บข้อมูลอะไรก็ยังไม่รู้นะครับ และจะเปิด Ledger ให้ใครเข้าถึงได้บ้าง ให้ใครเป็น Validator บ้างก็ยังไม่ทราบอีกด้วยนะครับ แล้วผม ก็ไม่เชื่อว่าการใช้ Blockchain มาเก็บข้อมูลนี้จะทำให้เห็นเงินหมุนเวียน หรือว่าไปประเมิน อะไรลงไปได้นะครับ เราเชื่อว่าจะสามารถไปประเมินว่า จะเห็นเม็ดเงินหมุนเวียน ประเมินอัตราการเติบโต ผลของโครงการ จะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อมีการระบุเงื่อนไขนี้ลงใน TOR ซึ่งทาง สพร. สำนักงาน พัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาระบบนี้ก็ไม่ได้เปิดเผย TOR ให้ทาง กรรมาธิการทราบนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ทางกรรมาธิการเองก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ การเก็บข้อมูลของระบบ Payment Platform ซึ่งก็หวังว่านี่จะเป็นข้อสังเกตที่ดีที่ทางรัฐบาล และผู้รับผิดชอบโครงการจะน้อมรับไปปฏิบัติ ก็คือในการดำเนินโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet และโครงการอื่น ๆ ในอนาคตที่รัฐบาลทำควรมีการเก็บข้อมูล เพื่อให้ นำมาประเมินผลสัมฤทธิ์ เช่น การนำมาคำนวณตัว Fiscal Multiplier ที่มีการอภิปราย ในสภาไปต่าง ๆ มากมายว่า คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่านะครับ ประเมินค่าของ MPC หรือ Marginal Propensity to Consume แล้วก็อัตราการหมุนของเงิน ซึ่งเราพูดกันว่าจะหมุนกันเป็นพายุ มันควรจะต้องประเมินให้ได้จริง ๆ ว่าหมุนไปกี่รอบ อัตราการหมุน Velocity of money การจะประเมินเหล่านี้ได้ต้องมีการระบุเงื่อนไขว่า ต้องเก็บข้อมูลอะไรลงไปในระบบ และต้องมีระบบขึ้นมาวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านั้นด้วยนะครับ ซึ่งจำเป็นที่ต้องใส่ลงไปใน TOR อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ทางกรรมาธิการเสนอในรายงานการประชุมไว้ด้วยนะครับ
กลับมาที่เรื่องของการพัฒนา Payment Platform ครับท่านประธาน จากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ก็คือ สพร. หรือ DGA ที่ได้เข้ามาชี้แจง ได้ให้ข้อมูลว่าการพัฒนา Payment Platform ต้องใช้เวลาประมาณ ๙-๑๒ เดือน รวมการเก็บ Requirement ซึ่ง Requirement ต่าง ๆ หลายอย่างก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไม่นิ่ง และทาง DGA เอง ก็ได้ชี้แจงว่า จะมีการสรรหาบุคคลภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบชำระเงิน จะเป็น การสรรหาแบบคัดเลือก แต่ ณ วันที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ก็ยังไม่ได้ออกหนังสือ เชิญชวนที่ให้เชิญชวนเข้ามาคัดเลือกว่า ใครจะเป็นคนที่เข้ามาร่วมคัดเลือกบ้าง แล้วก็ ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการว่า คาดหวังว่าจะมีการลงนามในสัญญาจ้างพัฒนาระบบ Payment Platform ตอนสิ้นเดือนสิงหาคม ตอนแรกผมก็มีความสงสัยนะครับ แล้วผู้เชี่ยวชาญ ในวงการชำระเงินหลายท่านก็ฝากข้อสงสัยมาบอกว่า งานเผือกร้อนแบบนี้ถ้าหากว่าใครรับไป แล้วก็สามารถทำสำเร็จภายในระยะเวลาได้ ถ้าไม่ทำล่วงหน้ามาก็ต้องเป็นระดับเทพ มหาเทพมาพัฒนาเองนะครับ ในขณะเดียวกันผู้แทนจากภาคธนาคารที่ได้เข้ามาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการก็ได้แสดงความเห็น แสดงความกังวลว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลการออกแบบ ซึ่งก็เปรียบเทียบได้กับ Blue Print หรือแปลนก่อสร้างของระบบ ที่มีรายละเอียดเพียงพอ ที่จะสามารถประเมินได้ว่า ต้องใช้เวลาและต้องใช้ทรัพยากรในการพัฒนา รวมถึงการทดสอบ ระบบมากเท่าไร พูดง่าย ๆ ก็คือยังไม่รู้ เพราะยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอนั่นเองนะครับ ดังนั้น ในฐานะกรรมาธิการผมจึงต้องขอสงวนความเห็น และขอแก้ไขปรับลดงบประมาณลงเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่เพื่อไปใช้จ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบ เศรษฐกิจไทย ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อลดวงเงินไปมากขนาดนี้เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ รายได้ที่หามานี่นะครับ การดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยคงต้อง ไปคิดวิธีอื่น คงจะมาแจกเงินผ่าน Digital Wallet อีกไม่ได้แล้วนะครับ และเพื่อให้การใช้ งบประมาณนี้เป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องมีความสุ่มเสี่ยงใด ๆ ก็ขอเสนอให้ นำเงินนี้ไปใช้ภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ด้วย เพราะว่าเท่าที่เราทราบกันดีการเบิกจ่าย จากภาครัฐเป็นตัวฉุดรั้ง GDP ฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้มาโดยตลอด เราควร ที่จะเร่งเบิกจ่าย ไม่ควรที่จะอั้นงบประมาณต่าง ๆ เอาไว้ แล้วเก็บมาใช้รอเอาไปโปะสำหรับ แจก Digital Wallet หลังจากพัฒนา Payment Platform เสร็จ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ Payment Platform พัฒนาเสร็จอีกต่อไปครับ เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะเสร็จเมื่อไร ก็เลยเสนอให้ตัดงบประมาณแก้ไขตามที่สงวนความเห็นไว้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ