สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอข้อคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากของสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันการฉ้อโกงในการใช้จ่ายของรัฐบาล และการสนับสนุนจากภาครัฐในการใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ในการกำกับดูแลการกระจายเงินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการกระจายสินค้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายสินค้าในระดับอำเภอ และการมีส่วนร่วมของร้านค้าขนาดเล็กในการแข่งขันในตลาด

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก มีท่านสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติหลายท่าน ได้ขึ้นมาเสนอความเห็น แล้วก็มีข้อห่วงใย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก

ประเด็นแรกคือ ยืนยันตามมติคือไม่มีการแก้ไขร่างนะครับ ประเด็นที่สำคัญ ที่มีการอภิปราย แล้วมีความจำเป็นต้องชี้แจงในประเด็นแรก มีการกล่าวถึงเรื่องของ Fraud ที่จะเกิดขึ้นการใช้ผิดประเภทต่าง ๆ เช่น ประชาชนไปคุยกันกับร้านค้า แล้วก็เอาเงินสด ออกมาโดยที่ไม่รับสินค้า ไม่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า อันนี้เป็นประเด็นห่วงใยที่ทาง กรรมาธิการ และท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. มีข้อสังเกตในเรื่องของการป้องกัน Fraud ที่จะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นครับ เรามีการพูดกันหลายครั้ง มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เป็นอนุกรรมการด้านติดตามการใช้จ่ายผิดประเภท หรือติดตามเรื่อง Fraud โดยเฉพาะ มีการประชุมกัน มีข้อสรุปในที่ประชุม ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายอย่างละเอียด โดยประเด็นสำคัญก็คือ การป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ซึ่งมีการพูดคุยกัน กับผู้พัฒนาระบบ ก็คือ สพร. ในการที่จะกำหนดให้ระบบสามารถตรวจจับได้ในเบื้องต้น แล้วก็จะสามารถส่งเอาบุคลากรของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือตำรวจไซเบอร์ก็ตาม ลงไปในสถานที่ที่มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างน่าสงสัย วันนี้อย่างที่ได้เรียนในประเด็นแรก กลไกในการที่เราเก็บข้อมูลทั้งหมด ฐานข้อมูลผ่านระบบ Blockchain จะทำให้ข้อมูลที่มี ไม่สามารถแก้ไขได้ ข้อมูลที่มีทั้งหมดจะสามารถนำกลับมาตรวจสอบย้อนกลับ หากมีการ ใช้จ่ายที่ผิดประเภทนะครับ เพราะฉะนั้นเรามีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า กลไกป้องกัน เรื่องของการใช้ผิดประเภทของประชาชนนั้น เราป้องกันอย่างเข้มงวด แน่นอนครับสินค้าที่ท่านบอกว่า ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างในหลายจุด เป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้คำนวณ อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่า เราพยายามที่จะป้องกันการรั่วไหลของเม็ดเงินของรัฐ แต่ไม่ได้ หมายความว่า เราจำกัดจนกระทั่งซื้ออะไรไม่ได้เลย เพราะว่าถึงแม้จะมี Negative List ก็ตาม List นี้ก็ยาวประมาณ ๑๐ กว่ารายการเท่านั้น ไม่ได้ยาวเป็น ๑๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ หมายความว่า สินค้าประเภทอื่นอีกจำนวนมาก ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ เพราะฉะนั้นนี่จะเป็นกลไกที่เราเชื่อว่า แน่นอนครับว่ามันมีความเปลี่ยนแปลง มันต่างจาก การแจกเงินสดแน่นอน ถ้าเรายังจะย่ำอยู่กับที่จ่ายเป็นเงินสดทุกครั้ง ๆ แล้วเราไม่สามารถ ควบคุมการใช้จ่าย ไม่สามารถกำหนดสิ่งซึ่งรัฐบาลเติมเงินเข้าไปแล้ว อยากจะกำกับให้เกิด การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์กับสังคมในมิติใด เราก็จะจ่ายเป็นเงินสด แล้วเรา ก็ไปหวังว่า สุดท้ายเขาจะไปจ่ายสิ่งที่ท่านต้องการแต่มันไม่เคยเกิด เพราะฉะนั้นเราจะเดินซ้ำ รอยเดิม ๆ โดยที่แก้ไขปรับเปลี่ยนกลไกเป็นไปไม่ได้ วันนี้รัฐบาลเอาเทคโนโลยีแบบใหม่ เข้ามา เพื่อกำกับให้เงินที่เติมเข้าไปทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลตามที่เราตั้งวัตถุประสงค์ และความคาดหวังเอาไว้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นกลไก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนโยบายของรัฐในอนาคต

ประเด็นที่ ๒ มีการสอบถามถึงเรื่องว่า เป็นห่วงเรื่องเดิมครับ ผมตอบไปแล้ว ในเรื่องของการที่จะกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าอาจจะไม่มีตัวเลขว่า เราคาดหวังว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรที่จะไปลงกับร้านใหญ่กับร้านเล็ก แต่ว่ากลไกตลาด เป็นอย่างไรเราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยสิ่งที่เรากำหนด อย่างแรกเลยคือ การใช้จ่ายในระดับต้นเป็นระดับอำเภอ มี ๑๕๗ อำเภอทั่วประเทศที่มี ร้านค้าขนาดใหญ่อยู่ ส่วนมากก็คืออำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดกับกรุงเทพมหานคร เป็นหลัก ซึ่งมีห้างสรรพสินค้า มีร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ถูกตัดออกไปจากการใช้จ่ายในรอบแรก คือใช้จ่ายรอบแรกไม่ได้ นั่นก็เป็นการสร้างโอกาสให้ร้านเล็ก ๆ ให้กับร้านอยู่ในชุมชน มีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้นแล้ว อย่างที่ ๒ เรากำกับว่าการใช้จ่ายจะต้องเกิดอย่างน้อย ๒ รอบ หากท่านเป็นห่วงร้านสะดวกซื้อที่ท่านพยายามที่จะเอ่ยชื่อ ในกรณีที่มีประชาชน ไปใช้จ่ายที่นั่น เรากำกับว่าอย่างน้อยเม็ดเงินนี้ลงไปที่ร้านนั้นแล้ว จะต้องไหลต่อไปอีกหนึ่งต่อ คือมีการใช้จ่ายรอบที่ ๒ ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ร้านที่ท่านเป็นห่วงเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ผลิต สินค้าทั้งหมด ไม่ใช่ผลิต ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในร้าน ก็มี Supplier มีผู้ผลิตที่ต้องส่งสินค้า มาให้กับเขาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่จะลงไปแล้วใน Digital Wallet ก็จะถูกส่งต่อ ไปยังร้านค้าลำดับถัดไป คือ Supplier ที่เกิดขึ้น และวันนี้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ ร้านค้า ที่เข้าสู่โครงการเหล่านั้น วันนี้เราได้ผู้ลงทะเบียนกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ร้านค้า ซึ่งเป็นร้านค้าไม่เคยเข้าสู่โครงการใด ๆ ของรัฐ ไม่เคยเข้ามาสัมผัสกับกระทรวงพาณิชย์ แต่เป็นร้านค้าที่เป็น Supplier ให้กับเอกชนอีกทอดหนึ่ง ไม่เคยที่จะขายสินค้าโดยตรงให้กับ ประชาชน วันนี้เราดึงเขาเข้ามาอยู่ในระบบให้เกิดการหมุนเวียนร่วมกัน อันนี้คือสภาพ ของ Supply Chain ที่มันเกิดขึ้นในประเทศไทยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นนี่คือประโยชน์ที่มัน จะเกิดขึ้นจากโครงการ และสุดท้ายเราเชื่อว่าด้วยกลไกที่เรามีจะสามารถทำให้เกิดการ หมุนเวียนและกระจายตัวอย่างมีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่หรือร้านเล็ก ทุกคน ก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน

ในประเด็นสุดท้าย ท่านศิริกัญญา ก็ได้พูดสรุปในมิติเกือบทั้งหมดของทาง ฝ่ายค้านในความเห็นที่เป็นความเห็นสงวน ผมก็ชี้แจงไปเกือบทุกประเด็นแล้ว ในเรื่องการ ขาดดุลก็ตาม ทั้งหมดอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งท่านก็ยืนยันกับผมว่าทั้งหมดอยู่ในกรอบ ของ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง การเป็นหนี้หรือไม่ ก็ได้ตอบชี้แจงไปแล้ว ผมเองเรียนอย่างนี้ที่ได้ตอบชี้แจงไปในช่วงต้น ก็เป็นคำชี้แจงซึ่งมีหน่วยงานรัฐได้ทำมาให้ ส่วนหนึ่ง เขาก็ทำมาเป็นเอกสารว่า ยกอ้างข้อกฎหมายใด ๆ มาตราใด ผมได้ชี้แจงไปหมด ขึ้นอยู่กับท่านว่าท่านไม่เชื่อ หรือท่านเลือกที่จะไม่เชื่อ แต่อย่างไรก็ตามผมบอกเลยว่า การที่ หน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมชี้แจง ทำความเข้าใจในชั้นของกรรมาธิการ หน่วยงานรัฐเหล่านั้น ต้องมีความมั่นใจแน่นอนว่า กฎหมายที่เขาถืออยู่ กฎหมายที่เขาต้องปฏิบัติตามเป็นไปตาม ข้อกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของกลไกที่เราจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม แล้วไปใช้จ่ายในไตรมาส ๔ ก็ตาม ทั้งหมดเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ไม่มีข้าราชการคนไหนจะกล้าพร้อมที่จะทำผิด ต่อกฎหมายที่ตัวเองเป็นคนถือเพื่อรัฐบาล เป็นไปไม่ได้ครับ ผมเองในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี คนหนึ่ง ในฐานะ ครม. เราก็ไม่พร้อมครับ หากมีข้อที่มันผิดหรือขัดไปจากกฎหมายที่กำกับอยู่ เพราะฉะนั้นยืนยันกับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทั้งหมดนี้เป็นไปตาม กรอบของกฎหมายทุกประการ มีหน่วยงานภาครัฐมาชี้แจงทำความเข้าใจอย่างครบถ้วน เราถึงมั่นใจนำเข้าสู่สภาแล้วก็พิจารณากันในวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นจงเชื่อมั่นว่าทั้งหมด เป็นไปตามกฎหมาย

สุดท้ายเรื่องของความคุ้มค่าหรือไม่ ผมก็ได้เรียนชี้แจงไปแล้วว่า ความคุ้มค่า นอกจากเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลหลัก ยังมีในเรื่องของผลประโยชน์ ที่พี่น้องประชาชนจำนวนเกือบ ๕๐ ล้านคน จะได้เม็ดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ไปช่วยเหลือ ประคับประคอง ไปต่อยอดชีวิต ไปช่วยกันลงทุน ไปช่วยกันจับจ่ายใช้สอย เป็นกลไกในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีผลประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาตลาด Digital Economy ผลประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของความเป็น e-Government ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผลประโยชน์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล ไม่อาจนับเป็นจำนวนเงินได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า โครงการนี้มีความคุ้มค่าในการเดินหน้าทุกประการ ต้องเรียนต่อท่าน ท่านเป็นห่วงในเรื่อง ของรายละเอียด อย่างเช่น ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยืนยันว่า ทางกระทรวง การคลังก็ยังยืนยันที่ตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนคนที่เข้าร่วม รายละเอียดของโครงการต่าง ๆ อันนี้เป็นรายละเอียดซึ่งมาพูดคุยกันได้ แต่ตัวเลขที่ท่าน หยิบยกอ้างมาผมก็ได้บอกแล้วว่า บางตัวนี้ฐานคิด MPC ยังอยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า เราแจกเป็นเงินสด ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขที่มาจากฐานคิดที่บอกว่า เป็นเงินสด ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว วันนี้เราใช้โครงการ Digital Wallet เติมเงินเข้าไป พร้อมข้อจำกัดว่า เงินไม่สามารถออมได้ เงินไม่สามารถที่จะไปใช้บางสินค้าได้ มันจะเกิดการหมุน เกิดตัวคูณ ทางเศรษฐกิจที่มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า และจะเกิด ประโยชน์กับประเทศและประชาชน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันครับ ขออนุญาตยืนตามสิ่งที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติครับ ขอบพระคุณครับ