ศิริกัญญา ตันสกุล ขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้เหลือ 10,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลด้านความไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม ความตึงตัวของสถานะการคลัง ความไม่คุ้มค่าของโครงการ และความไม่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง โดยตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณที่ขัดเจตนารมณ์ เช่น การนำค่าใช้จ่ายบริโภคมาจัดเป็นรายจ่ายลงทุน และการเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินกู้ที่ส่งผลต่อประมาณการเศรษฐกิจ พร้อมคัดค้านการกู้เงินจนถึงเพดานและขอสงวนคำแปรญัตติเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพิจารณาของกรรมาธิการเสียงข้างมาก
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันได้ขอ แปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อที่จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติม ให้เหลือเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วย ๔ เหตุผลด้วยกัน
เหตุผลที่ ๑ ก็คือเราไม่ควรจะกู้เงินเพิ่มอีกแล้วค่ะ
เหตุผลที่ ๒ คือถึงจะกู้ได้ก็ต้องใช้ภายในปีงบประมาณ
เหตุผลที่ ๓ ถึงจะกู้ได้ใช้ภายในปีงบประมาณ สัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็ต้องทำ ให้มันถูกต้องตามกฎหมายค่ะ
และเหตุผลที่ ๔ ถึงจะกู้ได้ใช้ภายในปีงบประมาณ และมีสัดส่วนรายจ่าย ลงทุนถูกต้องทุกประการ ก็ยังไม่คุ้มค่าที่จะทำค่ะ
เหตุผลประการแรก ที่บอกว่าไม่ควรจะกู้เพิ่มอีกแล้วนี้ ด้วยฐานะทางการคลัง ของประเทศ ณ วันนี้ แน่นอนว่ามันยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ว่าทุกอันนี้มันปริ่ม เพดานไปหมด มันไต่ขอบ ไต่เส้นไปเสียทุกอย่าง หนี้สาธารณะท่านจะเล่นแร่แปรธาตุ แก้นิยามอย่างไรก็ตาม แต่ดอกเบี้ยมันไม่หลอกใคร ในงบปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ เราทราบกันดี อยู่แล้วว่ามีการตั้งงบสำหรับการชำระดอกเบี้ยไว้ไม่พอกับที่ได้ตั้งไว้ ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วก็ตั้งไว้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังจะต้องใช้เงินคงคลังเพิ่มอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ก็น่าจะไม่พออีกเช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ตั้งไว้ ๒๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๙ เฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวจะขึ้นไป ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ รัฐบาล พอไปถึงปี ๒๕๗๑ ก็จะสูงขึ้นเกือบ ๆ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะนี่เรา ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เราหารายได้ได้เท่าไร เก็บภาษีได้เท่าไรเอาไปจ่ายเป็นดอกเบี้ย เสียทั้งหมด แล้วถ้ารวมกับเงินต้นด้วยมันก็จะขึ้นไปเกือบ ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันเป็น ปัญหาที่มันจะผูกพันกับเราไปอีกในอนาคต ดิฉันจึงขอเสนอว่าเราไม่ควรที่จะกู้เพิ่มอีกต่อไป แถมการกู้ครั้งนี้ก็ยังกู้จนสุดเพดาน ก็คือไม่กะว่าจะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดจะจัดเก็บรายได้ ไม่เข้าเป้าบ้างเลยหรืออย่างไรคะ กรรมาธิการได้สอบถามไหมว่า ประมาณการรายได้ ของปี ๒๕๖๗ นี้ได้มีการประมาณการใหม่ไว้หรือไม่ และเราจะจัดเก็บพลาดเป้าเดิมที่สภา เคยอนุมัติไปเมื่อต้นปีไปเท่าไร ดิฉันทราบ เพราะว่าดิฉันนั่งสังเกตการณ์อยู่ในห้องนั้นว่า มีการถาม แต่ทางตัวแทนจากกระทรวงการคลังเองบอกว่าอะไรคะ ประมาณการรายได้ใหม่ ประมาณการแล้วแต่ไม่บอกว่าเป็นเท่าไร บอกว่า ขอให้เชื่อมั่น ขอให้มั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว จะไม่มีปัญหา แต่ท่านประธานคะ ตัวเลข ๙ เดือนมันออกมาแล้ว กรมสรรพสามิตก็แถลงแล้วว่า จัดเก็บพลาดเป้าไปเกือบ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเราก็ยังจะมากู้เพิ่มจนสุดเพดาน มันเป็นการสร้างความเสี่ยงที่มันไม่จำเป็นให้เกิดขึ้นกับระบบการคลัง ดังนั้นจึงขอยืนยันว่า ดิฉันให้งบเพิ่มเติมได้เท่าที่จะหารายได้อื่นมาเพิ่มได้ นั่นก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านประธาน
เหตุผลข้อที่ ๒ ถึงจะกู้ได้ก็ต้องใช้ภายในปีงบประมาณตามกฎหมาย จริงอยู่ที่ก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านนพณัฐได้ชี้แจงแล้วว่า การลงทะเบียนมันไม่นับว่า เป็นหนี้ ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านจุลพันธ์ก็มาบอกว่า เป็นหนี้แล้วท่านก็อ้างว่า ตามมาตรา ๔ ของวิธีการงบประมาณนี้ระบุเอาไว้ว่า หนี้มันจะเกิดได้ ๔ อย่างก็คือ กู้ ค้ำ ซื้อ แล้วก็จ้าง โดยใช้เครดิตหรือจากวิธีการอื่นใด แต่ท่านพูดมาก็ไม่รู้ว่าท่านได้อ่านก่อน หรือเปล่าว่า เขาเขียนมาว่าอย่างไร มันไม่มีข้อไหนเลยที่บอกว่า การลงทะเบียนนี้มันจะเข้า นิยามของหนี้ตามมาตรา ๔ ยกเว้นจากการอื่นใด อื่นใดนะคะ แต่อย่างไรก็ตามมันจะเป็นหนี้ได้ มันก็ต้องไปมีระเบียบออกมารองรับต่อเนื่องออกไปอีก ซึ่งมันก็จะกลายเป็นการสร้าง บรรทัดฐานผิด ๆ ไปในอนาคตอีก แต่กรรมาธิการได้มีการซักถามหน่วยงานที่มาชี้แจงหรือไม่ ว่าสรุปแล้วนี่มันถือว่าเป็นหนี้ หรือว่าเป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งดิฉันก็อยู่ในห้องนั้น เช่นเดียวกัน ไม่มีหน่วยงานใดที่ตอบได้ว่า เป็นสัญญาเอกเทศประเภทใด ถ้าเป็นสัญญาให้ ไม่ถือว่าเป็นการก่อหนี้ มันฟ้องร้องกันไม่ได้ค่ะ
เหตุผลข้อที่ ๓ ถึงกู้ได้ แต่ก็ต้องทำให้สัดส่วนรายจ่ายลงทุนมันถูกต้อง แต่นี่ท่านก็ทำผิดกฎหมายอีกรอบหนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการชี้แจงในห้องงบประมาณว่า ทำไม ถึงคิดว่ารายจ่ายของ Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอเข้ามาชี้แจง ในห้องวิปฝ่ายค้านก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกค่ะท่านประธาน คราวนี้ไม่มีแล้วว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มาจาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นรายจ่ายลงทุน อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายอุปโภคบริโภค และใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายลงทุนนั้น จะเป็นต้นทุนการผลิตประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงเอา ๕๐ ไปบวก ๓๐ ให้เป็น ๘๐ ไม่มีแล้วนะคะ เขาเปลี่ยนอีกแล้วค่ะท่านประธาน คราวนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ส่วนที่ก่อให้เกิดดอกผลกับไม่ก่อให้เกิดดอกผล และบอกว่า การก่อให้เกิดดอกผลนั้น คือการลงทุนค่ะท่านประธาน ดิฉันขอใช้สไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โดยที่บอกว่า ส่วนที่ ไม่ก่อให้เกิดดอกผลมีประมาณ ๑๙.๙ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายรายเดือน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ ทำบุญ บริจาค และงานสังคม อันนี้เข้าใจ แต่ส่วนที่ ๒ บอกว่า ที่ก่อให้เกิดดอกผลมีสูงถึง ๘๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกว่ามีองค์ประกอบสำคัญคือ ค่าเช่าสถานที่ เครื่องใช้ และการซ่อมแซม ถือว่าเป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งก็อาจจะพอตีความได้ ค่าพาหนะและการบำรุงรักษา อันนี้เริ่มไม่ค่อยมั่นใจ ค่าใช้จ่ายในการศึกษา ก็อาจจะใช่ค่ะ แต่ว่าในท้ายของตัวเอกสารได้มีการให้ QR Code มาด้วยว่า ใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่า เป็นรายจ่ายลงทุนนั้นนำมาจากอะไรได้บ้าง ดิฉันก็เลยเอาไปรวบรวมมาให้ค่ะ ปรากฏว่า รายจ่ายในแต่ละเดือนของประชาชนราว ๆ ๒๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นรายจ่ายครัวเรือน ด้วยนะคะ ไม่ใช่เป็นรายจ่ายของบุคคล เป็นค่าอาหารไปแล้ว ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าเสื้อผ้า รองเท้าอีก ๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทางต่าง ๆ อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ นี่รวม ๆ กันแล้ว เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ค่าน้ำ ค่าไฟอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ได้รวมค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต อีกประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นค่าสาธารณูปโภคประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่มันจะเข้าว่าเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ๆ พยายามค้น พยายามหาแล้ว ประชาชนช่วยกัน Scan QR Code เข้าไปหา มีค่าที่จะไปซื้อรถยนต์ หรือว่ามอเตอร์ไซค์ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ จ่ายเป็น ค่าเช่าบ้าน นี่คือตีความอย่างกว้าง ใจกว้างที่สุดแล้วว่าเป็นรายจ่ายลงทุนอีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง อันนี้มีปัญหาแน่ ๆ นะคะท่านประธาน มาตรา ๒๐ (๑) เราต้องมีรายจ่ายลงทุนมากกว่าที่เรากู้ เพื่อชดเชยขาดดุล กู้ชดเชยขาดดุลในครั้งนี้ ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านกลับเอาค่าใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคตามปกติของครัวเรือนที่เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟมาบอกว่า สามารถ นับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ ดิฉันคิดว่ามันเกินเลยไปมาก จริง ๆ แล้วในมาตรา ๒๐ (๑) ไม่ทำก็ได้ ก็แค่บอกกับสภาว่ารายจ่ายลงทุนในรอบนี้มันจะไม่เท่ากับสัดส่วนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ เพราะว่าเราจำเป็นที่จะต้องรักษาชื่อเสียงที่เราสะสมมานาน แล้วก็เพื่อทำโครงการเรือธงของตัวเองให้ได้ ท่านก็บอกเหตุผลกับสภามา ซึ่งเสียงข้างมาก ก็คงจะยอมให้ท่านทำได้ แต่ท่านกลับพยายามที่จะบิดกฎหมาย เพื่อที่จะบอกว่า อย่างไรก็ได้ ให้มันเป็นรายจ่ายลงทุนให้ได้ โดยที่มันไม่ได้เป็น อันนี้มันจะสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ต่อเนื่อง ไปในอนาคตกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของประเทศค่ะ ขออีกนิดหนึ่งท่านประธาน
ข้อที่ ๔ ถึงจะกู้ได้ แต่ก็ไม่คุ้มที่จะทำ ขอหน้าสุดท้าย คือแหล่งที่มาของเงิน มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ จากเดิมที่จะมีการเติมเงินเข้ามาใหม่ในระบบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการกู้ ๓ แหล่ง ก็คือกู้ชดเชยขาดดุล ปี ๒๕๖๗ กู้ชดเชยขาดดุล ปี ๒๕๖๘ แล้วก็กู้ ธ.ก.ส. ตอนนี้มันเหลืออยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ดังนั้นจากเดิมที่เคยประเมินเอาไว้ ว่าจะโตได้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขมันเลย มันจะไม่เท่าเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลังเขาก็บอกในห้องค่ะ ดิฉันก็ได้ยินอยู่เต็ม ๒ หูว่า เขาประเมินให้ใหม่แล้ว ถ้าตัวแหล่งที่มาของเงินใหม่มันลดลงแล้วก็จะเหลืออยู่แค่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่ว่าพอมีการ แถลงประมาณการเศรษฐกิจ รัฐมนตรีช่วยก็กลับไปใช้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ก็ขอกลับไปใช้ตัวเลขที่มันสูงไว้ก่อนนั่นเองค่ะ อันนี้ดิฉันก็ต้องบอกว่ามันยิ่งสะท้อนว่า สรุปแล้วโครงการนี้มันไม่ได้มีการประเมินความคุ้มค่าไว้ล่วงหน้า ท่านอาจจะบอกว่า โครงการนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าจะประมาณการอย่างไร แต่ว่า เราสามารถที่จะประเมินขั้นต่ำ ขั้นสูงกันได้อยู่แล้ว ถ้าโครงการนี้มันมีการประเมิน อย่างรอบคอบ รอบด้าน แต่เนื่องจากว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบนี้ สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าจะใช้ตัวเลขไหนกันแน่ และในเอกสารงบประมาณก็ไม่ได้มีการระบุตัวเลขไว้ อย่างชัดเจน ดิฉันจึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ต้อง ขอยืนยันสงวนคำแปรญัตติค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน