จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และเสนอโครงการ e-Government และ Digital Economy เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และลดทุจริต คอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังพูดถึงการกระจุกตัวของรายได้และเรียกร้องให้มีการพัฒนาและออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ตรงใจ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นทุกท่าน ได้นำเสนอในประเด็น ที่มีการถกกันในที่ประชุมแล้วก็เป็นประโยชน์
ในประเด็นแรกเลย กราบขอบคุณท่านอาจารย์วีระ ผมเป็นคนชอบคำชม ท่านบอกว่า ขอบพระคุณรัฐบาลในการที่ให้เราเดินหน้าเข้าสู่สภานี่ ขอบพระคุณ เพราะว่า ตรงกันกับรัฐบาล เพราะว่าเรามีความเห็นว่า กลไกรัฐสภาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็การผ่าน ความเห็นชอบของท่านในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกรัฐสภาเป็นสิ่งสำคัญ และจะทำให้ตัวกฎหมายประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วน ในการเดินหน้าโครงการ ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและต่อประชาชน ต้องเรียนอย่างนี้ว่าแนวความคิดทางเศรษฐกิจ อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา อ่านหนังสือ Textbook ด้านเศรษฐศาสตร์นี่ ๒ คนอ่านมาพร้อมกัน มานั่งวิเคราะห์วิจารณ์กันก็มีข้อถกเถียงกันได้อยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยืนยันว่า ในขณะนี้รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นในการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ช่วง ๑ ปีที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลอยู่ แต่ใน ๑๐ ปีก่อนหน้า ที่มีอัตราการเจริญเติบโตตกต่ำ จนในขณะนี้อัตราการเติบโตของประเทศไทยอยู่ในระดับ ต่ำสุดของภูมิภาค เพราะฉะนั้นรัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นในการที่จะต้องมีเม็ดเงินที่จะเติม ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนครับว่าตัวเลขหลาย ๆ ตัวที่เป็นตัวเลขที่ท่านยกอ้างมา ท่านสมาชิกที่ท่านกรรมาธิการหลายท่านยกอ้างขึ้นมา ก็เป็นตัวเลขที่รัฐบาลเอง ตระหนัก แล้วเราก็ดูอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้รัฐ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขใดก็ตามเราหยิบมาดูหมด และยืนยันว่าทั้งหมดเป็นไปตามกรอบวินัยทางการเงิน การคลัง ยังไม่มีตัวเลขใดที่มีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ จะเกิน จะผิดพลาดไปจากกลไกที่เราได้มี การตรากฎหมายกำกับไว้ ซึ่งตรงนี้เองท่านก็รับทราบ เพราะว่าได้มีหน่วยงานรัฐนี่มาชี้แจง ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังของรัฐว่า ในขณะนี้ และ Projection ไปข้างหน้า การประมาณการไปข้างหน้าหลาย ๆ ปีก็ตาม อยู่ในกรอบ ไม่มีตัวเลขใดที่จะเป็นปัญหา แต่รัฐบาลยืนยันว่า เราดำเนินการด้วยความรอบคอบ แล้วเราจะยืนยันว่า จะไม่ให้มีปัญหา วิกฤติใด ๆ เกิดขึ้นมาจากการดำเนินโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า โจทย์ที่เราได้ให้ไว้กับการเดินหน้าโครงการนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากเพียงพอ ซึ่งในขณะนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย อยู่ในระดับที่ทุกคนก็ทราบดีว่าตกต่ำ เราโตเฉลี่ยต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์มา ๑๐ ปี ในปีนี้ ด้วยการผลักดันแนวนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ไตรมาส ๑ ประกาศตัวเลขออกมา ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็เห็นตัวเลขแล้วก็ดูด้วยความเป็นห่วง ด้วยนโยบายหลาย ๆ ตัวที่รัฐบาล ผลักดันลงไป ไม่ว่าจะเป็นการดึงการลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดฟรี Visa ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยนโยบายการเสริมความง่ายในการดำเนินธุรกิจของรัฐบาลที่เติม ลงไปในมิติต่าง ๆ ตัวเลขในไตรมาส ๒ ก็ถีบขึ้นมาได้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสม ตอนนี้ อยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ด้วยการเร่งเครื่องของรัฐบาล ประกอบกับนโยบายที่จะเติมลงไป รวมถึงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ด้วย เรายิ่งมีความเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถดึงการเจริญเติบโตกลับไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ หากที่เราสามารถทำได้เช่นนั้น ตัวเลขที่ทุกคนห่วงเราก็รู้กันดีว่า มันคือตัวหารนะครับ ตัวการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวหารในหลาย ๆ ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น หนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนก็ตาม สุดท้ายมันจะสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่อง ภาระหนี้สินของรัฐ แก้ไขปัญหาในเรื่องการชำระหนี้สินของรัฐ ตัวเลขที่ท่านเป็นห่วงว่า มันจะไปปริ่ม มันจะไปเกินนี่ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนี่เป็นหลักปรัชญา ซึ่งเรายึดถือและเราเชื่อมั่นว่า จะสามารถเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ กับเพื่อนสมาชิกและเพื่อนกรรมาธิการที่ได้นำเสนอหลายท่าน ผมจะพยายามสรุป เป็นประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก มีหลายคนที่ได้แสดงความห่วงใย ในเรื่องของความไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เกือบทุกท่านใช้คำว่า สุ่มเสี่ยง คำว่า สุ่มเสี่ยง แปลอีก ความหมายหนึ่งก็แสดงว่า ท่านก็ทราบว่าในขณะนี้มันอยู่ในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน่วยงานได้มาชี้แจงทำความเข้าใจในทุก ๆ ประเด็น ประเด็นที่มีการอภิปรายกันมากที่สุด ก็คือเรื่องของการใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แต่ว่าอาจจะต้องมีการเบิกจ่ายในไตรมาส ๔ ของปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จะสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ผมขออนุญาตอ่าน เพราะว่ามันเป็นข้อกฎหมาย แล้วผมจะอภิปรายตาม ในมาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง กำหนดว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำได้ เมื่อมีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถ รองบประมาณรายจ่ายปีถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงิน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔ กำหนดคำว่า หนี้ ที่ท่านสงสัยนี่นะครับ หมายความว่า ข้อผูกพันที่จะต้องจ่าย อาจจะต้อง จ่ายเป็นเงิน สิ่งของ หรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันที่เกิดจากการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด ดังนั้นการก่อหนี้ผูกพัน จึงมิได้มุ่งหมาย เฉพาะกรณีมีข้อผูกพันที่ต้องจ่ายเป็นที่แน่นอนแล้วเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง ข้อผูกพัน ที่อาจทำให้ต้องจ่ายด้วย ซึ่งการดำเนินการโครงการของรัฐอาจไม่มีการทำสัญญา กับประชาชนโดยตรง แต่จะดำเนินการในรูปแบบของแผนงาน หรือโครงการ ประกอบกับ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔๐ กำหนดให้การจ่ายเงิน หรือก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับ งบประมาณ ต้องเป็นไปตามแผนการบริหารงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับ ความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ดังนั้นการที่รัฐบาลทำโครงการ Digital Wallet และให้ประชาชนลงทะเบียน โดยมีการยืนยันตัวตนของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นข้อผูกพันที่ต้องจ่าย หรืออาจจะต้องจ่ายแล้วตามกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของหนี้ ซึ่งประเด็นนี้หน่วยงานที่มาชี้แจงในชั้นของกรรมาธิการก็ได้บอกชัดเจน มันเป็นเรื่องของการ เสนอและสนอง เมื่อประชาชนกดปุ่มขอใช้สิทธิในเรื่องของโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท คือการเสนอให้กับรัฐ เมื่อรัฐยืนยันสิทธิให้กับประชาชน คือการสนองตอบตามข้อสัญญานั้น ก็มีนิติกรรมร่วมกันระหว่างประชาชนกับรัฐ เปรียบเทียบกับโครงการอื่น ๆ ในอดีตของรัฐ ก็เป็นเช่นนี้ครับ เราตั้งงบประมาณมาทุกครั้งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณใด คือการตั้งงบประมาณไว้รอ เพื่อที่จะได้มีการทำสัญญากันระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่มี โครงการไหนที่ตั้งงบประมาณประจำปีแล้วมีการผูกพันกันล่วงหน้า ทำสัญญากันล่วงหน้า แล้วมาขอสภาว่า ต้องตั้งเงินให้นะ ไม่มีนะครับ ทุกโครงการ ทุกเงินที่เรามีกัน ก็เป็นการตั้งรอ เพื่อให้หน่วยงานไปทำการจัดซื้อจัดจ้าง ไปทำการประกาศ TOR ผูกพันสัญญากับภาคเอกชน หรือกับประชาชน เป็นกรณีเดียวกันนะครับ สำหรับการขอเบิกจากคลัง หรือการเบิกจ่ายเงิน งบประมาณ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา ๔๓ กำหนดว่า กรณีเบิกจ่าย งบประมาณไม่ทัน หน่วยรับงบประมาณสามารถขอขยายเวลาการขอเบิกเงินจากคลังได้ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในเรื่องของ Digital Wallet เอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ได้ และเมื่อได้ลงทะเบียนยืนยันตัวตน ของประชาชน กลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ถือเป็นข้อผูกพันที่จะนำไปสู่กระบวนการใช้จ่าย และเบิกจ่ายงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะฉะนั้นต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ความกังวลของท่านนี่นะครับ กังวลได้ครับ แต่ว่า หน่วยงานที่มายืนยันชี้แจงกับพวกเรารวม ๘ หน่วยงาน ได้ชี้แจงอย่างมีความชัดเจนว่า ทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งในประเด็นนี้เอง ผมต้องเรียนยืนยันว่า มันก็ย้อนแย้งกับการสงวนความเห็นของท่านด้วย ท่านสงวนความเห็น ขอปรับลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หากจะดำเนินโครงการ เดินหน้าจริง ๆ ปรับลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายมันก็ต้องไปดำเนินการในโครงการ เดียวกัน คือมีการเติมเงินให้กับประชาชนในไตรมาส ๔ อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันก็ย้อนแย้ง กันเองกับสิ่งที่ท่านได้มีการสงวนความเห็นเอาไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นในเรื่องของการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีส่วนงาน มาชี้แจงจริง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าทางกระทรวงการคลังก็ได้หารือในที่ประชุม และมีการสอบถามกัน หลังจากมีการประชุม ก็มีการออกตัวเลขของกระทรวงการคลังออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังยืนยันตัวเลขที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ในการขยายตัวต่อ GDP เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่แล้วครับ เป็นการแถลงในเรื่องของภาวะการทางเศรษฐกิจที่ไตรมาสปัจจุบัน ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ในกระบวนการที่เราพิจารณาในเรื่องของตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ มันยังมีคำห้อยท้ายซึ่งเราควรจะต้องพูดให้ชัดเจนว่า รูปประโยคที่ได้มีการนำเสนอต่อ ท่านสมาชิกเอง ท่านกรรมาธิการเอง หรือสังคม ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับแหล่งที่มา เงื่อนไขของโครงการ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ และพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิ ซึ่งอันนี้แน่นอน มันเป็นการประมาณการครับ เป็นการประมาณการในเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า มันจะเกิดการเจริญเติบโตขึ้นเท่าไร จากการที่เราเติมเงินของ Digital Wallet ลงไปในสังคม ในขณะนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพ ไม่มี Model ไหน ไม่มีไหม มี Economic Model ไหน ที่จะสามารถรองรับในเรื่องผลของโครงการ Digital Wallet ได้อย่างชัดเจน เพราะว่าไม่เคยมี โครงการใด ๆ ในประเทศไทยที่มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง และพื้นที่ กรอบการที่บังคับให้ใช้ ๒ รอบอย่างที่เราได้ดำเนินการกันอยู่ เพราะฉะนั้น มันอาจจะไม่มีตัวเลขที่ชี้ชัด เฉพาะลงไปได้ให้เกิดความมั่นใจ เอาแค่ในเรื่องของ MPC ก็คือ การใช้จ่ายบาทสุดท้าย ในแต่ละหน่วยงานก็ยังใช้ข้อสมมุติฐานที่แตกต่าง บางหน่วยงานยังใช้ ๐.๔ อยู่เลย ๐.๔ เกิดจากอะไรครับ ๐.๔ คือ MPC ๐.๔ หมายความว่าให้เงินไป ๑๐๐ บาท เขาจะเก็บเข้ากระเป๋า ๖๐ บาท จะเกิดการใช้จ่ายจริง ๔๐ บาท เราถามว่าตัวเลขนี้ มาจากไหนก็มาจาก Assumption ว่า ๐.๔ เป็นตัวเลขที่ยกอ้างมาจากตัวเลขการใช้เงินสด เป็นการแจก เพราะฉะนั้นตอนนี้ถามว่าจะเชื่อตัวเลขของใคร เราก็ต้องเดินหน้าโครงการ แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขของกระทรวงการคลังที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลข ที่มีความเป็นไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ท่านกรรมาธิการหรือท่านสมาชิก มองผล ของโครงการเพียงเรื่องของตัวเลขเม็ดเงินที่จะเกิดจากการเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แล้วมันจะเกิดการหมุนเวียนเท่าไร ในเรื่องของการเติบโตของทาง GDP เท่านั้น เพราะผลกระทบของมันมีอีกมากมายครับ
ประเด็นแรก ก็คือเม็ดเงินที่จะลงไปสร้างกำลังให้กับพี่น้องประชาชน เพราะ ๑๐,๐๐๐ บาท จะถึงมือพี่น้องประชาชน ๕๐ ล้านคน หมายความว่าคน ๕๐ ล้านคน จะร่วมกันเป็นกลไกของรัฐในการมีกำลังซื้อ มีกำลังในการไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจ นี่คือ ผลที่จะเกิดกับคนไทย ๕๐ ล้านคน ซึ่งเราไม่นับไม่ได้ว่านี่คือผลที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน คนไทย มิติอื่น ๆ ในเรื่องของการพัฒนาระบบขึ้นมารองรับ วันนี้เราสามารถทำทางรัฐ ให้ยกระดับมาเป็น Super App สามารถมีประชาชนเข้ามาลงทะเบียน เชื่อว่าสุดท้ายเราจะมี ไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ล้านคน เราจะสร้างระบบใหม่ เราจะสร้างสิ่งซึ่งเรียกว่า e-Government ขึ้นมาได้ วันนี้มีบทความใน Twitter มาจากทีมงานของท่านนายกรัฐมนตรี ๑ คนครับ ผมไม่ขอเอ่ยนาม แต่ผมขออนุญาตนำมาพูดให้ฟังว่า สิ่งที่จะเกิดคืออะไร วันนี้เรากำลังมุ่งสู่ ความเป็น e-Government ซึ่งการยืนยันตัว Application ใหม่นี้ เป็นการยืนยันตัวตน ในระดับสูงที่สุดตามกฎหมายกำหนด นั่นก็คือ IAL ทำให้ธุรกรรมบนทางรัฐเทียบเท่ากับ การที่ประชาชนไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง เทียบเท่ากับการที่เราเดินไปที่อำเภอ เทียบเท่ากับการที่เราเดินไปยังท้องถิ่น ไปยังศาลากลาง เขตต่าง ๆ เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ไม่มี Application ไหนที่จะเคยลงทะเบียนประชาชนได้ถึง ๔๐-๕๐ ล้านคนมาก่อน ด้วยการยืนยันตัวตนในระดับนี้ บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียน การย้ายบ้าน การขอน้ำ ขอไฟ ในอนาคตมันจะถูกย้ายมาในระบบออนไลน์ที่จะสามารถบริการประชาชน ได้อย่างสะดวกขึ้น Opportunity cost ที่จะเกิดขึ้นที่เคยเสียไป จากการที่ประชาชนจะต้อง เดินทางไปพบกับข้าราชการ ไปพบกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ การเตรียมเอกสารต่าง ๆ จะถูก ลดลงอย่างมหาศาล ข้อมูลที่รัฐมีและมารวมตัวกันอยู่ในจุดเดียวกันคือ Appplication กลาง ของเราผ่านกลไกที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา คนป่วย เราจะมีข้อมูลทั้งหมด ทำให้สามารถ มีนโยบายที่ตรงเป้าได้มากขึ้นไปอีก ไม่ต้องเน้นให้เงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ให้เฉพาะในส่วน ของค่าโดยสาร ค่าพลังงาน ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา ซึ่งเราจะสามารถกำหนด และออกแบบนโยบายให้ตรงเป้า เพราะเรามีข้อมูลพร้อม และที่สำคัญนี่เป็นกลไกในการลด ในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันด้วย อันนี้ก็เป็นอีก ๑ Benefit ๑ ข้อดีของโครงการที่เราทำอยู่ เพราะสุดท้ายเมื่อระบบทั้งหมดขึ้นไปอยู่ใน Lecture ที่เป็น Blockchain การเก็บบันทึก ข้อมูลที่เป็น Blockchain ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หลักฐานที่มี รายละเอียดที่มี ทั้งหมดเราจะสามารถเรียกคืนมาดู เพื่อป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่ามันจะเกิดจาก ภาครัฐ หรือจะเกิดจากการใช้จ่ายของประชาชนก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่างที่ได้เรียน นี่เป็น กลไกซึ่งเราสร้างขึ้น และมีข้อดีไม่ใช่เพียงแค่มิติของตัวเงิน แต่เป็นมิติทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ e-Government Digital Economy ไม่ว่าจะเป็นมิติของประชาชนที่สามารถ เพิ่มกำลังให้กับประชาชน ที่กำลังเป็นภาคที่อ่อนแอที่สุดในขณะนี้ ด้วยหนี้ครัวเรือนที่มันสูง เราก็เพิ่มกำลังให้เขา ให้กับประชาชน อันนี้เป็นกลไกที่เราดำเนินการ
ในส่วนต่อมาครับ มีคำถามประเด็นในเรื่องของการกระจุกตัว อันนี้มีการ อภิปรายกันอยู่เช่นเดียวกันนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ระบบที่เราทำท่านกรรมาธิการ หลายท่านต้องชื่นชมด้วยนะครับ มีการนำเสนอในเรื่องของข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ เรามีการเติมข้อสังเกตเข้ามา ๘ ข้อ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ แล้วรัฐบาลยินดีที่จะรับ เอาข้อสังเกตเหล่านั้นไปพิจารณา หากจะสามารถทำให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ เราก็จะรับเอาข้อสังเกตเหล่านั้นไปพิจารณา ผมต้องเรียน อย่างนี้ว่า ระบบ Ledger ระบบฐานข้อมูลที่เป็น Blockchain นี่ละครับ จะเป็นตัวเก็บข้อมูล ทุกอย่าง เราก็จะเห็นการไหลเวียนจริง ๆ ของระบบเศรษฐกิจไทยว่า สุดท้ายแล้วเม็ดเงิน มันไหลจากบาทแรกไปบาทสุดท้ายมันวิ่งไปทางไหน มันไปร้านก๋วยเตี๋ยวไหม มันไปเจอ คนขายหมูปิ้งเข็นรถอยู่ หรือมันจะเข้าสะดวกซื้อ หรือมันจะจบที่ห้างร้านขนาดใหญ่ และจะหมุนไปที่ไหน เราจะสามารถมองเห็นการไหลเวียนของเม็ดเงินได้จริง ๆ และในที่สุด จะเป็นประโยชน์กับรัฐในการกำหนดนโยบาย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ กลไกที่เรากำหนดอย่างน้อยมันดีขึ้น เพราะว่าเรามีการกำหนด ในเรื่องของสินค้าซึ่งเป็น Negative List ไม่อนุญาตให้ซื้อในหลายประเภท ซึ่งเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นตัวหยุดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ตัวหยุด Multiplier ทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น เช่นเรื่องของการออม เช่นเรื่องของการชำระหนี้สิน เช่นเรื่องของการไปซื้อสินค้า ซึ่งเป็น สินค้านำเข้าเป็นหลัก Import Content ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหล่านั้นซื้อเข้าไปแล้วเม็ดเงินมันหลุดออกไปนอกประเทศ เม็ดเงินมันหยุดการหมุนเวียน เรามีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเกิดหลายรอบ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าไปคิดว่า โครงการใดโครงการหนึ่งของรัฐมันจะเป็นยาวิเศษที่จะมาปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของสังคมได้ ผมก็ไม่ได้ยืนยันว่า Digital Wallet เป็นยาวิเศษที่จะทำได้ขนาดนั้น แต่อย่างน้อยด้วยกลไกที่เราทำ ด้วยข้อมูลที่เราเก็บ เราจะสามารถเห็นโครงสร้าง ของเศรษฐกิจไทย และจะสามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ได้ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเดียว ย้อนถามกลับไปยังท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็น ไม่ได้เป็นข้อเสียนะครับ ลองยกตัวอย่างว่า ถ้าทำโครงการที่เป็นนโยบายของท่าน อย่างเช่น เรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุ ก็เติมเงินเป็นเงินบาทถูกไหมครับ ก็เติมเงินสด แล้วถามว่า โครงการ อย่างนั้นห่วงไหมว่าจะไปกระจุกตัวกับรายใหญ่ ผู้สูงอายุก็เข้าสะดวกซื้อนั้นเหมือนกันนั่นละ เพราะฉะนั้นกลไกนี้มันเป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่เราจะเก็บเอาข้อมูลทั้งหมด มาเป็นฐานข้อมูล ด้วยเราเชื่อว่าด้วยข้อมูลที่เราเก็บมาได้ ในที่สุดเราจะสามารถพัฒนา และออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ตรงใจ และสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในมิติต่าง ๆ ได้ในอนาคตนะครับ ไม่มีนโยบายไหนจะเป็นยาวิเศษที่ลงทีเดียว แล้วปรับ โครงสร้างการใช้จ่ายของประชาชนคนไทยได้ทั้งหมด
ในประเด็นเรื่องของกลุ่มเปราะบาง ก็ยืนยันตรงกันว่า นโยบายนี้เป็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของการเยียวยา เพราะฉะนั้นก็คงยืนยันคำเดิมว่า เราคงจะพิจารณา เฉพาะกลุ่มเปราะบางไม่ได้นะครับ
ในประเด็นของ Payment Platform มีข้อห่วงใยว่า อาจจะล่าช้า ผมเรียน อย่างนี้ว่าด้วย Payment Platform นี่นะครับ ผมเองก็ไม่ใช่ Programmer ผมก็เรียนตรง ๆ ผมก็รับรายงานจากหน่วยงานที่มารายงานให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นในชั้นของคณะกรรมการ กำกับดูแล หรือว่าในชั้นของกรรมาธิการ พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม ที่เราพิจารณากัน เขายืนยันว่าทันในกรอบเวลาไตรมาส ๔ ปีนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นว่า กระบวนการที่มันเดินหน้านี่จะสามารถทำได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามหากท่านเป็นห่วงว่า มันจะทำทันหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุให้มีการสงวนความเห็นในการปรับลด เพราะมันไม่ได้แปลว่า โครงการจะเดินหน้าไม่ได้ หากมันจะช้าเกิดจากการผลิตอะไรขึ้นมาไม่ทันจริง ๆ อย่างที่ท่าน เป็นห่วง สุดท้ายมันก็ออกครับ มันจะไปออกเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มันก็ออก แต่ผมยืนยันว่า หน่วยงานมาชี้แจงทั้งหมดยืนยันว่า กรอบเวลาเรายังสามารถดำเนินการได้ ในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๖๗ ไม่เกินเดือนธันวาคมเงินถึงมือพี่น้องประชาชนนะครับ ก็คงจะขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่มีคำถามหลัก ๆ กันไว้ก่อนในเบื้องต้น หากมีคำถาม เพิ่มเติมใด กรรมาธิการเสียงข้างมากยินดีที่จะนำเสนอ และชี้แจงในประเด็นต่อไป ยังยืนยัน ในเรื่องของความเห็น ในเรื่องของการยืนยันตามร่างเดิมครับ ขอบพระคุณครับ