วีระ ธีระภัทรานนท์ หารือประเด็นความโปร่งใสและความเสี่ยงในการจัดทำงบประมาณ ทั้งการตัดลดงบรายจ่ายเพิ่มเติม การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และโครงการ Digital Wallet ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 450,000 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งที่มาของเงิน ความล่าช้าในการส่งข้อมูล และความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลัง พร้อมเสนอให้เน้นการลงทุนและผลิตภาพมากกว่าการจับจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเตือนถึงความเสี่ยงจากการขาดดุลที่สูงเกินระดับปลอดภัย หนี้ภาครัฐที่สะสมมากกว่า 1 ล้านล้านบาท และการจัดทำตัวเลขที่อาจบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งหากไม่บริหารจัดการอย่างรอบคอบอาจนำไปสู่วิกฤติการเงินในอนาคตได้.
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอแสดงความเห็นในหลักการและเหตุผลที่ผม เสนอให้ตัดลดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เหลือเพียง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวงเงินที่รัฐบาลเสนอมาจำนวนทั้งสิ้น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผม ได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้ในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมาชี้แจง ให้ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาก่อนที่จะให้ความเห็นชอบร่างพระบัญญัตินี้ ในลำดับต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาที่มีค่าของที่ประชุมแห่งนี้ไม่มาก เพื่อแสดงเหตุผลถึงความจำเป็นต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ดังนี้
แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุผลในการตัดงบประมาณรายจ่ายที่ว่า เพื่อใช้ในการ กระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการ Digital Wallet ที่อยู่ในงบประมาณเพิ่มเติม ผมมีข้อสังเกต เบื้องต้นเป็นประเด็นสำคัญว่า แท้ที่จริงแล้วเราต้องมองภาพรวมของโครงการดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งใช้เงินรวมกัน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้จะมีการลดวงเงินจากเดิม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่ามีความเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ในโครงการนี้ นอกเหนือจากงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณากันในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ จะเรียกว่าเป็นการจัดทำ งบประมาณแบบรวมห่อ หรือว่าเป็น Package ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคในการจัดทำงบประมาณ ที่ไม่ตรงไปตรงมา เรื่องนี้ความเหมาะควรผมจะไม่อภิปราย แต่อยากตั้งเป็นข้อสังเกตให้เห็นถึงความผิดปกติ ในการจัดทำงบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการนี้เอาไว้ สำหรับที่มาของเงินที่จะใช้ ในโครงการ Digital Wallet มาจาก ๓ แหล่ง แหล่งแรก เป็นงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ เป็นงบปกติ บวกกับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ วงเงิน รวมกัน ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒. มาจากงบประมาณปกติ ปี ๒๕๖๘ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ๓. จากงบประมาณปกติ ปี ๒๕๖๘ โดยไม่บอกที่มาอย่างชัดเจน เป็นวงเงิน ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะใช้วิธีให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ทดรองจ่ายไปก่อนตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ หรืออาจจะออกเป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของปี ๒๕๖๘ หรืออาจจะจัดสรร วงเงินงบประมาณปกติในปี ๒๕๖๘ ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการในขณะนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ประเด็นก็คือว่า งบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท จนถึงขณะนี้ทางกระทรวงการคลังก็ยังไม่ได้ส่งรายละเอียดเข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ของงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๆ ที่รับปากว่า จะจัดส่งมาให้ภายใน ๒ สัปดาห์ แต่นี่ก็ล่วงเวลามาเป็นเวลา ๕ สัปดาห์แล้ว ผมเข้าใจว่าคงมีปัญหา แต่ผมจะยังไม่พูดตรงนั้น แต่ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า ค่อนข้างจะฉุกละหุก ชุลมุน ชุลเก สมกับที่รัฐบาลบอกว่า มีความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ท่านประธานครับ เงินที่ใช้ในโครงการนี้ทั้งหมดมียอดรวมกัน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบแล้วเท่ากับร้อยละ ๒.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่ตกประมาณ ๑๘ ล้านล้านบาท ในแง่จำนวนต้องถือว่า ไม่มาก เพียงแต่ว่ามาดำเนินการ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ ใช้เงินในการประคับประคองเศรษฐกิจ ไปถึงร้อยละ ๑๐ ของ GDP ในการต่อสู้ในช่วงวิกฤติสาธารณสุข ด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินรวมกัน ๑.๕ ล้านล้านบาท อันที่จริงช่วงเวลานี้ควรจะเป็นช่วงเวลา ของการถอนคันเร่ง ในส่วนที่รัฐบาลจะอัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาล จะต้องปรับลด ไม่ใช่กู้เงินเพิ่มผ่านการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง พอกพูนจากเดิมที่เคยมีอยู่ จนทำให้ยอดคงค้างข้างหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น ในอัตราเร่งที่น่าเป็นห่วง ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ถ้าท่านได้ดูแผนประมาณการทางด้านการคลัง ๓ ปีข้างหน้า ท่านก็จะเห็นว่า ตัวเลขอัตราส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับ GDP มิได้ลดลง ตรงกันข้าม ประมาณร้อยละ ๖๘ ถึงร้อยละ ๖๙ เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งแน่นอนไม่เกินเพดาน ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังกำหนดไว้ร้อยละ ๗๐ แต่ก็ต้องบอกว่า ไม่มีแนวโน้ม ที่ตัวเลขนี้จะลดลงในอนาคตอันใกล้ การดำเนินนโยบายการคลังผ่านการทำงบประมาณ ขาดดุลเรื้อรัง และพอกพูนหนี้สาธารณะไปเรื่อย ๆ แบบนี้อันตรายครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือการใช้เงินดังกล่าว เป็นการกระตุ้นผ่านการจับจ่ายใช้สอยอุปโภคบริโภค ซึ่งมีลักษณะ เป็นลักษณะเฉพาะกิจ และดำเนินการทางด้าน Demand side แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนและการผลิต ซึ่งเป็นการดำเนินการทางด้าน Supply side ที่จะสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคตมากกว่า แม้ว่าเรื่องนี้จะสามารถถกเถียงกันได้ว่า การดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจทางด้าน Demand side จะนำมาซึ่งการดำเนินการทางด้าน Supply side ในอนาคตได้ก็ตามที อันนี้ผมอยากตั้ง เป็นข้อสังเกตไว้ด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ แต่ถึงแม้ว่าจะมีการผลักดันโครงการ Digital Wallet ของรัฐบาล จะมีความสลับซับซ้อน เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมาย ในทางปฏิบัติอย่างที่ผมได้ลำดับความมาก่อนหน้านี้ แต่ผมก็อยากจะชื่นชมรัฐบาลในการ ตัดสินใจที่ยอมใช้วิธีงบประมาณปกติในการใช้เงินทำโครงการนี้ ผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๗ ผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๘ เพื่อให้ทางฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบ เพื่อความรอบคอบ โดยไม่ใช้การเงินกึ่งการคลังที่ให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินการจ่ายเงินไปแทนก่อน และไม่ใช่เป็นการออกพระราชกำหนดกู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การผ่านให้ความเห็นชอบงบประมาณที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะไม่มีความเสี่ยง ทางด้านการเงินการคลังในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนต่อไป ก็คือ การดำเนินการโครงการนี้นอกจากประเด็นทางข้อกฎหมาย ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงว่า จะขัดกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ขัดกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ รวมทั้งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง และพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ รวมทั้ง รายละเอียดในภาคปฏิบัติที่อาจจะมีช่องว่าง รูโหว่ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้ผลเต็มที่ อย่างที่ตั้งใจไว้ ผมเข้าใจว่าในประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ก็คงได้แสดงความคิดเห็น ไปแล้ว ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ โดยสรุปประเด็นข้อกฎหมายในการดำเนินนโยบาย Digital Wallet ยังเป็นปัญหา อาจจะต้องส่งไปให้มีการตีความโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในอนาคต แต่ผมคิดว่าประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ประเด็นทางด้านการเมือง ก็ควร ให้ความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึงประเด็นทางด้าน เศรษฐกิจโดยจะไม่รบกวนเวลาของที่ประชุมมาก
ประการแรก ถ้าเราดูวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี ๒๕๒๗-๒๕๒๙ ที่มีการลดค่าเงินบาท และช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๔๒ ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาท สิ่งที่ควรตระหนักก็คือ วิกฤติที่เกิดก่อนหน้านี้มีความแตกต่าง ไปจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ที่อาจจะพัฒนากลายเป็นวิกฤติในอนาคตได้ ทั้งนี้ เพราะรากเหง้าของวิกฤติเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องของหนี้ต่างประเทศ ภาครัฐ และหนี้ต่างประเทศภาคเอกชน จนทำให้ต้องมีการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการลดค่าเงินบาทในปี ๒๕๒๗ และการลอยตัวค่าเงินบาทในปี ๒๕๔๐ แต่สำหรับคราวนี้ รากเหง้าของปัญหาเป็นเรื่องของหนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องของเงินบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินตราต่างประเทศ ที่สำคัญเชื่อมโยงกับการบริหารทางด้านการเงิน การคลังของรัฐโดยตรง ซึ่งต้องบอกว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการจัดการปัญหาแบบนี้ มาก่อน มาถึงตรงนี้ผมอยากจะเสนอให้ทางการที่เกี่ยวข้องศึกษาบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้น ในต่างประเทศในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศกรีซ ซึ่งกลายเป็นวิกฤติค่าเงินยูโรไปด้วย แม้ว่ารายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะแตกต่าง กับบ้านเราในขณะนี้ แต่ความเหมือนที่เกิดขึ้นเหมือนกันก็มองข้ามไม่ได้
ประเด็นที่ ๒ ถ้าหากเรามองให้ลึกลงไปในงบประมาณที่จัดทำในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต ขณะนี้เราจะเห็นตัวชี้วัดอันหนึ่งที่เป็นอันตรายซ่อนเร้นอยู่ นั่นก็คือ อัตราส่วนระหว่างรายจ่ายดอกเบี้ยเทียบกับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บในแต่ละปี ถ้าหากดู แบบคร่าว ๆ จะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ มีรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ ๓๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ในนี้เป็นการชำระคืนเงินต้น ๑๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการชำระดอกเบี้ย ๒๒๗,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ ๘ ในขณะนี้งบประมาณ ที่เราทำเป็นการจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ของประมาณการที่เป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ ในแต่ละปี ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ซึ่งกำลังเสนอให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาอยู่นั้น มีรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการชำระคืนเงินต้น ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ ๙ สรุปแบบสั้นย่อก็คือ เราจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละปีในงบประมาณรายจ่ายประจำปีเกือบเท่า ร้อยละ ๑๐ ของรายได้ที่เราหามาได้ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องบอกว่าในการทำตัวเลขก็มีการตุกติก เล่นกลเพื่อทำให้ตัวเลขที่เป็นรายจ่าย เพื่อการบริหารหนี้ของภาครัฐต่ำกว่าความเป็นจริง ตรงนี้ต้องบอกว่า เป็นอันตราย ถ้าหากแนวโน้มยังมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แบบนี้
ประเด็นที่ ๓ ถ้าหากมองตัวชี้วัดที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง คือ อัตราส่วนระหว่าง งบจ่ายลงทุนกับยอดขาดดุลงบประมาณ ในขณะนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าดูแบบคร่าว ๆ เราจะเห็นว่า งบจ่ายลงทุนในงบประมาณปี ๒๕๖๗ จำนวน ๗๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ การขาดดุลงบประมาณ ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกับงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ซึ่งมีงบจ่ายลงทุน ๙๐๘,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับการขาดดุล ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท แม้ว่า งบจ่ายลงทุนดังกล่าวจะไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และยังมี ยอดสูงกว่างบขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีก็ตามที แต่นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้อง ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพราะยังไม่ต้องพูดถึงนิยามของงบจ่ายลงทุนของสำนัก งบประมาณที่ยังมีข้อถกเถียงว่า เหมาะสมหรือไม่ เป็นการบิดเบือนเพื่อให้ตัวเลขงบจ่าย ลงทุนสูงกว่าที่ควรจะเป็น และคำนวณงบจ่ายลงทุนที่นำโครงการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน หรือโครงการ PPP บางรายการมารวมไว้ในงบจ่ายลงทุนอีกต่างหาก ความผิดปกติที่ชัดเจนมาก ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ และงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่พวกเรากำลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ อยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นการทำงบประมาณขาดดุลสูงที่สุด จนติดเพดานการทำงบประมาณ ขาดดุลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ และงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ทำให้มียอดขาดดุลรวมกัน ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่เพดานที่จะขาดดุลได้โดยไม่ผิดกฎหมายนั้นอยู่ที่ ๘๑๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่า เหลือเพดานที่จะขาดดุลได้เพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าการใช้จ่ายงบประมาณ แทบไม่เหลือช่องว่างให้ทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ เรื่องที่ผมกล่าว โดยสั้นย่อดังกล่าว ยังไม่รวมภาระทางการคลังในงบประมาณที่รัฐบาลต้องตั้งวงเงิน จ่ายสมทบให้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กบข. กองทุนประกันสังคม ปกส. ที่ยังไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ ยังไม่รวมภาระการคลังนอกงบประมาณตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ที่มียอดคงค้างอยู่ในขณะนี้ ๑ ล้านล้านบาท เช่นเดียวกันมีภาระนอกงบประมาณ ซึ่งยังไม่มีการบริหารจัดการในขณะนี้อีก ๓ ก้อนใหญ่ ก้อนที่ ๑ ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาระหนี้ของการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท ภาระหนี้สินของกองทุนประกันวินาศภัย ที่มีภาระต้องจ่ายสินไหมทดแทนบริษัทประกันวินาศภัยที่ล้มละลายแล้ว อีกไม่น้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นส่วนหนึ่งของระเบิดเวลาที่จะทำให้ภาคการคลังของรัฐ มีความอ่อนไหว จนสามารถพัฒนาเป็นวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต ถ้าบริหารจัดการ กันไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมอยากเพิ่มเติมข้อมูลด้วยประสบการณ์จากประเทศอื่น ที่เคยประสบวิกฤติการคลังอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างให้เราเห็นบทเรียน และช่วยกันพิจารณา สักนิด เมื่อเกิดวิกฤติการคลังแล้ว เศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซา ซึมนาน อัตราการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจต่ำต่อเนื่องและถึงขั้นติดลบ ราคาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร และอื่น ๆ จะไม่ขยับปรับตัวขึ้น เพราะขาดแรงซื้อ การลงทุนใหม่จะไม่เกิดขึ้น และเมื่อต้องลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การตัดลดงบประมาณรายจ่าย ประจำอย่างหนัก งบประมาณรายจ่ายประจำที่มีประสบการณ์จากชาติอื่นที่เขาประสบ ปัญหาทางด้านการคลังที่ต้องตัดอย่างรวดเร็วและรุนแรง ประกอบไปด้วย เงินบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ เงินอุดหนุนชดเชยสินค้าอุปโภค บริโภค เงินสมทบกองทุนต่าง ๆ จะถูกตัดยอดลงมาอย่างรุนแรง ในเวลาเดียวกันจะต้องมีการขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ และอุดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณด้วยการตัดลดงบประมาณรายจ่าย ในขณะที่การ จ้างงาน การผลิต การออมจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการวาดภาพ คร่าว ๆ และหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต ถ้าหากเราดำเนินนโยบายการคลังไม่รอบคอบ จนเกิดความผิดพลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างใหญ่หลวง
ท่านประธานครับ ผมขอรบกวนเวลาที่ประชุมอีกเล็กน้อย ผมอยากจะพูดถึง ประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Digital Wallet โดยขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ดังนี้
๑. โครงการนี้เนื่องจากเป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการบริหารจัดการที่ดำเนินไป ในลักษณะที่นำเป้าหมายมาสร้างความชอบธรรม ในวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
ประเด็นที่ ๒ จะมากหรือน้อยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นนโยบายในการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้งที่สร้างภาระทางการคลังในอนาคต และอาจจะเป็นตัวอย่างให้รัฐบาล ในอนาคตใช้นโยบายการคลังแบบสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ อันที่จริงยังมีประเด็นมากกว่าที่ผม อยากจะสรุป อันที่จริงยังมีประเด็นมากกว่านี้ แต่ผมอยากจะขอสรุปสั้น ๆ เพียงแค่ว่า ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การดำเนินตามนโยบายด้วยโครงการ Digital Wallet ดังกล่าว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการคลังในอนาคต ผมจึงเสนอให้ลดวงเงินในงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จากเดิม ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และลดการขาดดุลจากเดิม ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท การลดวงเงินและลดการขาดดุลดังกล่าว ผมเชื่อว่ามีความเหมาะสม สอดคล้องกับภาระทางการคลังที่ตึงตัวอยู่ในขณะนี้ แม้การเสนอขอปรับลดวงเงินดังกล่าว อาจจะไม่มากพอ จะทำให้ภาระทางการคลังลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสมก็ตามที ถ้าหาก พิจารณาเชื่อมโยงว่า การขาดดุลงบประมาณในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ อยู่ในเกณฑ์ที่เกินกว่ามาตรฐานที่ยอมรับได้คือ ร้อยละ ๓ เมื่อเทียบกับ GDP การขาดดุลงบประมาณแต่ละปีไม่เกินร้อยละ ๓ ซึ่งปัจจุบันประมาณร้อยละ ๔ เป็นหมุดหมายที่สำคัญ ที่จำเป็น ถ้าหากต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต ท่านประธานครับ แม้ว่าการลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ จะเป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่ให้คงตามร่างเดิมเอาไว้ ก็ตามที แต่ผมก็หวังว่าข้อสังเกตด้วยความห่วงใย ที่ผมลำดับความมาตามลำดับ จะทำให้เรา ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมอยากจะสรุปในตอนท้ายว่า ในขณะนี้มีแนวคิดสำคัญต่อสิ่งที่รัฐบาลกำลัง ดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายการคลังที่เชื่อมโยงกับงบประมาณ รายจ่าย เชื่อมโยงกับหนี้สาธารณะ และเชื่อมโยงกับรายได้ภาครัฐในปัจจุบันและอนาคต หนึ่งในนั้นคือโครงการ Digital Wallet ที่เรากำลังจะพิจารณาให้ความเห็นชอบอยู่ในขณะนี้ มีแนวคิด ๒ แบบด้วยกัน
แบบแรก ถ้าหากรัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และที่จะทำต่อไปในอนาคตแบบไม่รอบคอบ รัดกุมมากพอ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิด วิกฤติการเงินการคลังในอนาคตได้
แบบที่ ๒ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นความคิดของทางรัฐบาล คือเห็นว่าถ้าหาก รัฐบาลไม่ดำเนินการนโยบายแบบที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และในอนาคตอันใกล้นี้ จะทำ ให้เกิดวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต หรือมิฉะนั้นก็สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินการคลัง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
ผมคงไม่ต้องบอกว่า ผมเห็นด้วยกับแนวทางไหน เรื่องการเงินการคลัง และวิกฤติการเงินการคลังเป็นเรื่องใหญ่ ที่สำคัญเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการแก้ไข เรื่องนี้มาก่อน ถ้าหากเกิดวิกฤติดังกล่าวในอนาคตจะสร้างความลำบากให้กับพวกเรา มากเสียยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่เคยเกิดขึ้น ๒ ครั้งในอดีตที่ผ่านมา