ภัณฑิล น่วมเจิม หารือเรื่องการสนับสนุนร้านค้าขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อ และขอให้กระทรวงการคลังประเมินผลการดำเนินการและผลสัมฤทธิ์จากการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังพูดถึงข้อกังวลเกี่ยวกับ Digital Wallet และการขอความชี้แจงจากรัฐมนตรีเพื่อคลายกังวลของประชาชน รวมถึงหารือเรื่องภาษีและการรายงานภาษี
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ก็ขอสงวนความเห็นใน ๓-๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก มาตรา ๔ ผมขอตัดคำว่า สร้างความเข้มแข็งของระบบ เศรษฐกิจ เป็นข้อกังวลนะครับ เพราะว่าปัจจุบันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดนี้ มีสัดส่วนของร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขาเยอะค่อนข้างมาก ได้เปรียบมาก ท่านไปดู ยอดขายก็ได้ ท่านไปดูจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน ต่างจากร้านโชห่วยหลายสิบเท่า จินตนาการ ถ้าเผื่อร้านโชห่วยขายได้วันละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ถ้าเผื่อเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีสาขา ขนาดเยอะขายได้หลายหมื่น อันนี้สถานะปัจจุบันนะครับ Fair โอกาสที่ลูกค้า ประชาชน ธรรมดาจะเข้าร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขามาก มีมากกว่าเยอะมากนะครับ รายย่อย เสียเปรียบอยู่แล้ว เมื่อมีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับปฏิเสธไม่ได้ Market Share ส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ยี่ห้อไหน มันก็จะไปตรงนั้น เผลอ ๆ ยิ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจพัง ค้าปลีก โชห่วย เจอโครงการนี้ เข้าไป Knock เลยนะครับ เพราะทุนหมุนเวียนเขาก็ไม่พออยู่แล้ว เขาจะไปแข่งอะไร กับรายใหญ่นะครับ แน่นอนอาจจะเป็นการบรรเทาค่าครองชีพได้บางส่วน ผมก็เลยขอสงวน ความเห็นในประเด็นแรกนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าโครงการนี้จะสร้างความเข้มแข็งให้ระบบ เศรษฐกิจนะครับ เผลอ ๆ จะทำให้รายย่อย โชห่วย ล้มหายตายจาก เจอพายุหมุนเรียบร้อย เลยนะครับ ประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ก็อยากจะแชร์กับเพื่อนสมาชิกว่า ในชั้นกรรมาธิการ เราก็พยายามซักถามเกี่ยวกับเรื่องดัชนีผลชี้วัดจากทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เขาจะวัด อย่างไร เราก็พูดกันไปเยอะเรื่อง GDP เรื่องการหมุนของเงิน Velocity ก็อยากจะมั่นใจว่า เพราะดูจากคำชี้แจงไม่แน่ใจว่าจะมีเก็บข้อมูลหรือเปล่า หรือเก็บอย่างไร ใช้เงินที ๔๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเก็บข้อมูลให้เป็นประโยชน์เยอะ ๆ ก็เลยขอสงวนความเห็นว่า จริง ๆ กระทรวงการคลังจ่ายเงินออกไป มีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินการ และผลสัมฤทธิ์ ของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ แล้วต้องกลับมารายงานสภา ให้ทราบ อันนี้เป็นจุดที่สำคัญนะครับ
ในข้อสังเกตของรายงานนะครับ ก็มีคุยกันหลายจุด ผมคงไม่ต้องพูดทุกจุด เดี๋ยวอาจจะถามให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยประชาสัมพันธ์อีกทีนะครับ เรื่องเกณฑ์ที่จะผิด ในกรณีที่ประชาชนได้เงิน Digital Wallet มาแล้ว ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วจูงกันไปกับเพื่อน ผมไปใช้สิทธิของท่าน ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท เป็นหนี้นอกระบบครับ ต้องไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ พ่อ แม่ไม่สบาย ลูกต้องเรียน อยากได้เงินสดแล้ว อยากจะ Cashout ออกมาเลย แต่ Digital Wallet หมื่นบาทนี่มันไม่ As good as cash คือมันไม่เท่าเงินสดครับ ถ้าเผื่อผมต้องใช้ เงินสดผมต้องจูงเพื่อนไป เราจะไปทำอะไรกับเขาได้ เราจะป้องปรามอย่างไร เพราะเข้าใจว่า มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการที่จะให้เขาไป อาจจะมีกรณีของผู้ประกอบการไปตั้งโต๊ะ หน้าห้างสรรพสินค้า ค้าส่งขนาดใหญ่ แล้วก็ซื้อของมาแล้วก็ At discount ความหมายคือ ก็เหมือนกันครับ ผมก็เอาของที่ไปรับซื้อมาหน้าห้าง เอาไปขายต่อออนไลน์เอาไปขายต่อ ในตลาดนัดในราคาที่ต่ำลงมาเพื่อแลกเงินสดออกไปใช้ทันทีเลย ท่านจะป้องกันอย่างไร ท่านจะประชาสัมพันธ์อย่างไร แต่เราคงไปแล้วนั่งไล่จับพี่น้องประชาชนไม่ไหว เพราะเขา อยากจะได้ ๕,๐๐๐ บาท จริง ๆ แทนที่จะได้ ๑๐,๐๐๐ บาท เอาไปซื้อของ เราจะไปทะเลาะ กับประชาชนไหวหรือครับ อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อกังวลนะครับ
ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องภาษี เราก็อยากจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ทราบว่า ข้อมูลการซื้อขายระหว่างประชาชนกับร้านค้า หรือร้านค้ากับร้านค้าที่เกิดขึ้น ในโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet จะไม่ได้ถูกส่งตรงไปกรมสรรพากร แต่นะครับ แต่หากมีกฎหมายอื่นที่กำหนดให้มีการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมการเงิน กับกรมสรรพากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงินก็จะต้องดำเนินการส่งข้อมูล ตามกฎหมายนั้น งงไหมครับ เป็นร้านค้าท่านจะยังกังวลไหมครับ คือในฐานะที่ท่าน จดทะเบียน หรือท่านจดแวตท่านก็ต้อง Report Tax อยู่แล้ว คือท่านต้องรายงานภาษี แล้วก็จริง ๆ กรมสรรพากรเขาก็มีสิทธิเรียก ถ้ามีจำนวน Transaction หรือธุรกรรมเกินกว่า กี่ครั้งต่อปี มูลค่าเท่าไร กรมสรรพากรก็มีสิทธิเรียกมาจากธนาคารอยู่ดีนะครับ มันก็เลย ยังเป็นข้อกังวลอยู่ ก็เดี๋ยวฝากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงเพื่อคลายกังวลของพี่น้องประชาชน เรื่องภาษีนะครับ เพราะเขามีประสบการณ์ที่อาจจะไม่ดีในโครงการรัฐที่ผ่านมานะครับ ขอบคุณมากครับ