ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ แสดงความเห็นคัดค้านการจัดสรรงบประมาณให้โครงการ Digital Wallet จำนวน 122,000 ล้านบาท โดยมองว่าขาดการวิเคราะห์ความคุ้มค่า อาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึงกฎหมายว่าด้วยเงินตรา เนื่องจากไม่มีตัวชี้วัดชัดเจนและเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังจากการกู้เงินเพิ่มจนใกล้เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการแจกเงินควรเน้นผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ ไม่ใช่ผู้มีฐานะดี และวิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐที่ช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ลดภาระค่าครองชีพประชาชน ขณะย้ำจุดยืนของพรรคก้าวไกลในฐานะฝ่ายค้านที่มีวิสัยทัศน์และพร้อมบริหารประเทศ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนชาวไทย ผู้แทน ของชาวปทุมธานี เขต ๗ และในฐานะกรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็น ให้ตัดลด งบประมาณจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับที่เราจะได้จัดเก็บ เพิ่มเติมในครั้งนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า งบประมาณส่วนนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ คือส่วนหนึ่ง ของโครงการ Digital Wallet ที่เราจะแจกให้กับประชาชน ผมพร้อมจะสนับสนุนโครงการนี้ หากท่านแจกให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และต้องการใช้เงินจริง ๆ ไม่ใช่แจกให้กับหลาย ๆ คน ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือแม้แต่คนรวย ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้ผมได้ สงวนความเห็นเนื่องจากจะมีปัญหาหลายประการ อย่างที่ ๑ ก็คือว่าอาจจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ก. (๓) มีกลไกที่กำหนด ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศ โฆษณานโยบายที่มิได้วิเคราะห์ ผลกระทบความคุ้มค่าและเสี่ยงอย่างรอบด้าน ซึ่งต่อมาก็มีการออกเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลัง ซึ่งในมาตรา ๗ ก็จะระบุว่า การกู้เงิน หรือการลงทุนของรัฐ ที่มีผลผูกพันทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดภาระทางการคลังแก่รัฐ ต้องพิจารณาความคุ้มค่า และผลประโยชน์เสถียรภาพ และความมั่นคงของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย ตรงนี้มีปัญหาอย่างไร มีปัญหา ๒ ส่วนนะครับ ๑. คือความไม่คุ้มค่า ๒. คือส่งผลกระทบ ต่อความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ ท่านเสนอโครงการนี้ เสนอ พ.ร.บ. นี้ระบุแต่วัตถุประสงค์ แต่ไม่ได้วิเคราะห์ความคุ้มค่า แล้วก็ไม่ได้เสนอเข้ามา ไม่มีตัวชี้วัด ความคุ้มค่าในที่นี้คืออะไร ทั้งสภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ธนาคารโลก ต่างประเมินกันว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจ คือกระตุ้น GDP ได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่กระทรวงการคลังเอง ก็ประเมินมาที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ท่านจะประเมินตัวเลขนี้ตัวเลขสูงกว่าความจริง ไปมาก แต่ก็ยังไม่คุ้มค่าอยู่ดี เพราะเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔.๕ แสนล้านบาทในนี้ ก็คิดเป็นประมาณ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เมื่อท่านเอาเงินตรงนี้ไปลงทุนแล้วมันจะคุ้มค่า ได้อย่างไร เห็นชัดเจนเลยว่า ไม่คุ้มค่า
เรื่องที่ ๒ ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง ส่วนนี้อยากให้ดูถึงสัดส่วน ของหนี้สาธารณะต่อ GDP ก่อนที่เราจะเกิดโควิด หนี้สาธารณะเราตั้งไว้ที่ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากที่เราเกิดวิกฤติโควิดซึ่งเป็นมหันตภัยต่อมนุษยชาติ เป็นการทำลายเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง ทำให้เราต้องกู้เงินเพิ่มจนไปแตะเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องมีการแก้ เงื่อนไขตรงนี้ให้เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่รุนแรง ทำให้เราแก้ไขตรงนี้ เสร็จแล้วอย่างไรครับ ทางรัฐบาลของท่านเข้ามาก็ฉวยโอกาสตรงนี้ครับ เมื่อเรามี ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วก็กู้มันให้เต็มเพดานไปเลยนะครับ โดยการอย่างไรก็คือ โดยการทำโครงการ Digital Wallet ที่เราจะกู้เงินจำนวนมาก ปัจจุบันนี้เราเป็นหนี้อยู่ เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมอยู่ ๑๑.๖ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๔.๓ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ซึ่งก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว แต่รัฐบาลแทนที่เราจะพยายามลดให้ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อกลับไปใช้เหมือนเดิม เราไม่ทำนะครับ เราจะกู้เพิ่ม กู้เพิ่มแล้วนโยบายของท่านจะทำให้ ปีงบประมาณ ๒๕๖๘-๒๕๗๑ ฉบับล่าสุดนี่ ก็จะมีสัดส่วน GDP ค่อย ๆ เพิ่มไปจนแตะ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้จะแตะเพดาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ ต่อไปท่านจะทำอย่างไร ท่านจะแก้ให้เป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไหมครับ ท่านจะแก้ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือครับ จะเอาแบบนี้ หรือครับ หรืออย่างที่ ๒ ท่านจะไปแก้นิยามใช่ไหมครับ นิยามหนี้สาธารณะให้ตรงใจท่าน แก้นิยามเสร็จเกิดอะไรขึ้น หนี้สาธารณะเราจะลดลง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ทันที เหมือนปาฏิหาริย์ เลยใช่หรือไม่ครับ เราจะบริหารประเทศกันแบบนี้หรือครับ ไม่ต้องใช้สมองเลยนะครับ ท่านแก้แต่นิยาม ท่านก็สามารถลดหนี้สาธารณะได้แล้ว ทำกันแบบนี้จริง ๆ หรือครับ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่สนับสนุนแน่นอนโครงการนี้ เพราะว่าเราไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจกันจริง ๆ เราไม่ได้ช่วยแค่เฉพาะคนจน แต่เราหว่านเงินออกไป ถึงขั้นที่เราพูดกันว่า เจ๊งไม่ว่าเสียหน้า ไม่ได้ แล้วเราอาจจะเจ๊งกันจริง ๆ นอกจากนี้โครงการนี้อาจจะผิด พ.ร.บ. เงินตรา มาตรา ๙ ดังที่ผมเคยอภิปรายวาระที่ ๑ นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สรุปย่อ ๆ ก็คือว่า โครงการ ก่อนหน้านี้ ก็คือคนละครึ่งนะครับ มีการลงทะเบียนกัน ๙๐-๙๘ เปอร์เซ็นต์ ให้ดูตรงนี้คร่าว ๆ ในเฟสที่ ๑ เฟสที่ ๒ นี่ลงทะเบียนกัน ๙๘ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ แล้วก็ไล่ลงมาเหลือ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะช่วงหลัง ๆ คนอาจจะไม่มีเงินแล้ว หรือท่าน อาจจะแจกน้อยไป ๘๐๐ บาท ๑,๒๐๐ บาท แต่ช่วงแรก ๆ ที่ท่านแจกหลักหลายพัน คนลงทะเบียน ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ผมคิดว่า ท่านแจกเงินหมื่น คนลงทะเบียน ๙๘ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ๙๘ เปอร์เซ็นต์เป็นจำนวนคนเท่าไรครับ คนที่มีสิทธิ ๕๐.๗ ล้านคน ๙๘ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น ๔๙.๗ ล้านคน หรือท่านต้องสำรองเงิน ๔๙๗,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ดี แต่ที่ท่านตั้งงบมาทั้งหมดทั้งปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ท่านบอก ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่พอนะครับ ตรงนี้ผิด พ.ร.บ. เงินตรา มาตรา ๙ อย่างไร มาตรา ๙ บอกว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่าย ใช้ ซึ่งวัตถุ หรือเครื่องหมายใด ๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี อันนี้ถ้ามีการลงทะเบียนมาถึง ๕๐ ล้านคน ท่านต้องตั้งเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเต็ม ๆ ไม่สามารถตั้งน้อยกว่านั้นได้ ซึ่งผมคาดว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านก็คงจะใช้อำนาจของ รัฐมนตรีบอกว่า ทำได้ ใช้อำนาจของรัฐมนตรีอนุญาตเลย สร้างเงินส่วนที่เกินมาจากอากาศ ไปเลยนะครับ สิ่งเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น ท่านก็สร้างมาตรฐานผิด ๆ อีกแล้ว แล้วรัฐมนตรี ท่านเองอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของ Payment แพลตฟอร์มซึ่ง Blockchain อาจจะทำไม่ทัน ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากว่ามันมีปัญหา เรื่องของความยุ่งยาก Coding ต้องลำบาก แล้วก็ใช้เวลานานในการทำแต่ละ Transaction ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้นะครับ
ส่วนเรื่องอื่น ๆ นะครับ ผมขอเป็นเรื่องสุดท้าย ข้อกังวลของผมก็คือว่า เศรษฐกิจมันไม่ดีแทนที่ท่านจะช่วยด้วยวิธีอื่น อย่างเช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ต้นทุนสินค้าทั้งหมดเกิดจากค่าต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านแค่ไปเจรจาสัมปทานกับโรงไฟฟ้าใหม่ เฉลี่ยต้นทุนแก๊ส LPG ที่นำมาผลิตไฟฟ้า ท่านก็สามารถลดต้นทุนให้ประชาชนได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ท่านไม่ทำนะครับ ท่านอ้างโน่น นี่ นั่น แล้วก็ไม่ยอมแตะนายทุน พลังงาน และระหว่างที่ท่านรวบรวมเงินเพื่อจะไปใช้ใน Quarter ๔ ของปีนี้ หรือว่าของปีหน้า ระหว่างที่ท่านรวบรวมเงินตรงนี้ ท่านก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินเลย ซึ่งตรงนี้ทำให้เศรษฐกิจ ยิ่งชะลอตัว รายเล็กรายน้อยที่สายป่านสั้นก็ทยอยปิดตัวไป มันเหมือนกับเกษตรกร เปรียบเหมือนประชาชนเป็นเกษตรกรที่รอฟ้ารอฝน ฝนก็ไม่ตกสักที ท่านอั้นฝนไว้ตลอด ก็กะปริบกะปรอย ต้นไม้ไหนที่ใกล้ตาย ที่ไม่แข็งแรงก็ตายไป ปล่อยทยอยตายไป และสุดท้าย ท่านก็หวังว่า จะเอาพายุฝนลงมาทีเดียวให้กับเกษตรกร แล้วก็หวังว่ามันจะเป็นพายุที่จะหมุน กับเศรษฐกิจ แต่ท่านก็เห็นแล้วว่า มันจะกระตุ้น GDP ได้แค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ พายุหมุนครับ ผมไม่ได้แช่ง ผมไม่ได้ดูถูก และไม่จำเป็นต้องมีความรู้ มีตาทิพย์เลยนะครับ ตัวเลขประเมินจากหน่วยงานของรัฐทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็บอกแล้วว่า ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านก็ยังดันทุรัง เข้าทำนองนี้เลยนะครับ เจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้นะครับ สุดท้ายนี้ผมก็ขอส่งสารผ่านท่านประธานไปถึงประชาชน พรรคก้าวไกลเรานะครับ เราค้าน อย่างมีเหตุผล เราค้านโครงการ เราไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ไร้อนาคตนะครับ แต่พรรคก้าวไกล ของเราคือฝ่ายค้านที่พร้อมจะเป็นรัฐบาลแห่งอนาคต ขอบคุณครับ