วีระยุทธ์ แจงกังวลงบดิจิทัลวอลเล็ต หวั่นซ้ำเติมตลาดกระจุกตัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร แสดงความกังวลต่อโครงการ Digital Wallet ที่อาจยิ่งเพิ่มการกระจุกตัวของตลาดค้าปลีกและลดการแข่งขัน โดยเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำกับดูแลอย่างรอบด้านเพื่อป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย

นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๓ ของร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ด้วยความกังวลว่าเม็ดเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากโครงการ Digital Wallet จะยิ่งซ้ำเติมการกระจุกตัวของตลาดค้าปลีก ค้าส่งไทยให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะอาหารที่เราซื้อจะถูกหรือแพง ของใช้จะมีคุณภาพดีหรือแย่ ขนมจีบ ซาลาเปาจะมี หลายแบบให้เลือก หรือเหลืออยู่เพียงแบบเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของนโยบายรัฐและกลไก การกำกับดูแล ตลาดค้าปลีกของไทยที่เดิมก็กระจุกตัวสูงอยู่แล้ว จะยิ่งกระจุกตัวสูงขึ้นอีก เพราะโครงการ Digital Wallet มีแนวโน้มไปเพิ่มอำนาจเหนือตลาดให้กับผู้ประกอบการ รายเดิม ท่านประธานครับ เศรษฐกิจที่ดีคือเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยของเราเติบโตต่ำ เหลื่อมล้ำสูง และขาดเทคโนโลยี ก็เป็นเพราะ เศรษฐกิจไทยมีการแข่งขันน้อยเกินไป เพราะเมื่อผู้ผลิตรู้ว่าต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาด ก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ปรับปรุงการผลิตเพื่อลดต้นทุนแข่งกับรายอื่น ส่วนผู้เล่น หน้าใหม่ที่อยากเข้ามาแย่งส่วนแบ่งก็จำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มาขาย สุดท้าย ผู้บริโภคและสังคมก็ได้รับประโยชน์จากการแข่งขัน ถึงไม่ต้องอ้างอิงงานวิจัยคนไทย ก็พอสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่าการแข่งขันที่ลดลง และการมียักษ์ใหญ่ไม่กี่รายในตลาดสินค้า และบริการสำคัญ ๆ อย่าง ธนาคาร โทรคมนาคม หรือพลังงาน จำกัดทางเลือกของเรา อย่างไร ตลาดค้าปลีกค้าส่งของไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยเฉพาะ หลังการรวมธุรกิจครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในปีนั้นเกิดการรวมธุรกิจมูลค่ากว่า ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนึ่งใน Deal ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย แม้การควบรวมจะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือที่เรียกกันว่า คณะกรรมการ กขค. แต่ก็นำไปสู่ข้อถกเถียงมากมายในสังคม ไม่ต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่กฎหมาย หลักการ และสามัญสำนึกไม่ได้เดินไปทางเดียวกัน อย่างไรก็ดีคณะกรรมการ กขค. จำนวน ๓ คนจากทั้งหมด ๗ คน ได้คัดค้านการรวมธุรกิจ ให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ จะใช้ดัชนี Herfindahl-Hirschman Index หรือ HHI เพื่อคำนวณผลของการรวมธุรกิจ ปกติแล้วถ้าค่าการเปลี่ยนแปลงของ HHI เกิน ๑๐๐ ก็นับว่าส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ในระดับรุนแรงมาก ต้องขึ้นป้ายเตือนสีแดงเข้มกันแล้ว ท่านประธานทราบไหมครับว่า การรวมธุรกิจในปี ๒๕๖๓ ดัชนีที่ว่าเปลี่ยนไปเท่าไร คำตอบคือ ๑,๔๐๐ ทวนอีกครั้ง หลักสากลแค่ ๑๐๐ ก็นับว่าน่ากังวลแล้ว แต่ของเราเปลี่ยนแปลงไปถึง ๑,๔๐๐ กรรมการ กขค. ๓ คน ที่คัดค้านการรวมธุรกิจอธิบายตอบว่า การรวมธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสจะทำให้เกิด การผูกขาดหรือครอบงำทางเศรษฐกิจได้ เพราะผู้ขออนุญาตมีสถานะเป็นผู้ผลิตสินค้า สำคัญหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตรพื้นฐาน เกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้ผู้ขออนุญาตมีอำนาจเหนือตลาดสูงมาก จนสามารถครอบงำเศรษฐกิจการค้า ของประเทศได้โดยง่าย และจะมีส่วนให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ หากเป็นมาตรฐานสากล การรวมธุรกิจที่เพิ่มอำนาจเหนือตลาด ระดับนี้อย่างต่ำที่สุดก็ต้องมีโทษปรับ หรือบังคับให้มีการถ่ายโอนร้านค้าบางส่วน การแข่งขัน ในตลาดจะได้ไม่น้อยลงไปกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องมีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการกระจุกตัว เพิ่มขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้ ตลกร้ายก็คือผ่านไปเพียง ๔ ปีเท่านั้น หลังการรวมธุรกิจ ครั้งใหญ่กลับเป็นนโยบายใหม่ของรัฐบาลเอง ที่อาจจะเป็นตัวเพิ่มอำนาจเหนือตลาด ให้กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ โดยที่ผู้ดำเนินโครงการ Digital Wallet ไม่ได้สนใจศึกษาผลกระทบ ของนโยบายนี้ที่จะมีต่อการแข่งขันในตลาดค้าปลีกเลย ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้ถามสำนักงาน กขค. ว่า ในฐานะที่ กขค. มีอำนาจ หน้าที่ในการให้คำปรึกษากับรัฐบาล รัฐบาลได้ขอความเห็น กขค. บ้างหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ มีการเตรียมความพร้อม Monitor พฤติกรรมการค้าระหว่างโครงการหรือยัง คำตอบคือ ยัง แน่นอนครับท่านประธาน เราไม่อาจสรุปได้ว่า โครงการ Digital Wallet จะเพิ่มอำนาจ เหนือตลาดให้กับร้านค้าปลีกรายใหญ่แค่ไหน จะลดอำนาจต่อรองของ Supplier และผู้ผลิต หรือไม่ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างไร จะส่งผลต่อราคาและคุณภาพสินค้า ในระยะยาวมากน้อยเพียงใด หากเป็นไปได้ผมจึงอยากให้มีการประเมินผลกระทบ ของโครงการต่อตลาดค้าปลีกค้าส่งอย่างรอบคอบ และออกแบบโครงการให้เอื้อต่อการ กระจายรายได้ ใช้เงินปริมาณมหาศาลเพื่อเพิ่มโอกาสต่อลมหายใจให้กับผู้ผลิตไทยที่กำลัง ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ แต่หากไม่ทันแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรมีการเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บข้อมูล อย่างเป็นระบบ จัดทำโดยตัวกลางที่น่าเชื่อถือ เก็บข้อมูลธุรกรรม แยกรายพื้นที่ แยกประเภทสินค้า แยกประเภทร้านค้า มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่คอยเฝ้าระวังพฤติกรรม การค้าที่ไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่าง หาก SMEs รายหนึ่งเคยขายขนมปังผ่านร้านค้าปลีก ปกติเขาก็ต้องจ่ายค่าวางของ ค่าขนส่งส่วนแบ่งกำไร และค่า Rebate หลายปีอยู่แล้ว ถ้าอยู่ ๆ ถูกเรียกเก็บเงินเหล่านี้เพิ่มขึ้นระหว่างโครงการ Digital Wallet หรือมีการยืดเวลา Credit Term ให้ยาวขึ้นกว่าเดิม คำถามก็คือรัฐบาลพร้อมเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ว่า เป็นพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่า และจะดำเนินการอย่างไรให้แล้วเสร็จ ในเวลาอันสั้นที่สุด เพื่อไม่ให้ SMEs รายนั้นสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าช่วง ๖ เดือน ของโครงการไป ท่านประธานครับ การมีบรรทัดฐานด้านการแข่งขันไม่เพียงช่วย Guarantee ว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าในราคาและคุณภาพที่ดีที่สุดจากตลาดเท่านั้น แต่บรรทัดฐาน ด้านการแข่งขันจะเป็นเสมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ให้ธุรกิจไทยสามารถยืนพิงได้ ในเวลาที่กระแสการแข่งขันจากต่างชาติเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีกฎเกณฑ์การแข่งขัน บังคับใช้ยักษ์ใหญ่ในประเทศ สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้ยักษ์ต่างชาติที่ตัวใหญ่กว่า กำลังเยอะกว่า ในที่สุด การ Dump ราคาสินค้าต่ำกว่าทุน การที่แพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียมกับผู้ขาย แบบไร้เหตุผล หรือการที่แพลตฟอร์มบังคับให้ใช้ช่องทางขนส่งของตัวเองเท่านั้น ทั้งหมดนี้ นับเป็นความผิดมาตรฐานการแข่งขันระดับสากลทั้งสิ้น แต่ในประเทศไทยเมื่อเราไม่เคยมี บรรทัดฐานด้านการแข่งขัน ทุนใหญ่จึงกินทุนเล็กอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา และในอนาคต ทุนใหญ่ในประเทศก็อาจถูกทุนต่างชาติกินอีกทอดหนึ่ง ในฐานะกรรมาธิการผมเอง ก็อยากเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตสดใสเช่นกัน เราวิเคราะห์ปัญหาไม่ต่างกันหรอกครับ แต่การเลือกใช้เงินมหาศาลกับโครงการนี้หวังให้เป็นยารักษา อาจจะส่งผลเสียกับร่างกาย ที่กำลังที่ทรุดอยู่แล้วให้แย่ลงไปกว่าเดิม การละเลยมิติด้านการแข่งขัน ทำให้การออกแบบ โครงการอย่างที่เป็นอยู่ เสี่ยงมากที่จะกลายเป็นพายุที่พรากการแข่งขันออกไปจากตลาดค้าปลีก ค้าส่งไทยยิ่งกว่าเดิม เสี่ยงมากที่จะเป็นพายุที่พรากอำนาจต่อรองของ SMEs ที่มีน้อยอยู่แล้ว ให้น้อยลงไปอีก ในฐานะกรรมาธิการผมจึงขอสงวนความเห็นในการแก้ไขมาตรา ๓ ให้ลดจำนวนเงิน และขอให้มีการประเมินผลต่อการแข่งขัน และอำนาจเหนือตลาด อย่างรอบคอบ ทั้งก่อนทำโครงการ ระหว่างทำโครงการและหลังทำโครงการจบลง ขอบคุณครับ