พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานและใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกรณีการอุดหนุนโครงการที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินทอน การอนุมัติงบสูงเกินมูลค่า และการดำเนินโครงการเสวนาและจัดทำหนังสือที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงเรียกร้องให้ชี้แจงความคุ้มค่า ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
ได้ครับ ก็ต้องยอมรับครับว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้น เป็นกองทุนที่พี่น้องประชาชนและสังคม เขาคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญ ในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสื่อที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ส่งเสริมให้ผู้ผลิตสื่อรายย่อยนั้นสามารถเติบโตได้ เราเข้าใจกันดีครับว่ากลไกสำคัญ ที่กองทุนใช้ในการทำงาน ก็คือการอุดหนุนทุนให้กับโครงการต่าง ๆ ด้านการพัฒนาสื่อ ซึ่งคิดเป็น ๘๔ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายทั้งหมด หรือว่าอยู่รวมกันที่ ๔๙๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๖ โดยเงินอุดหนุนก้อนนี้ ก็จะแบ่งออกเป็นการอุดหนุนโครงการทั้งหมด ๒ ประเภท โครงการประเภทที่ ๑ ก็คือโครงการที่ถูกคัดเลือกมาจากบุคคล หรือว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เสนอโครงการเข้ามาแข่งกันขอทุน ปี ๒๕๖๖ ก็รวมกันอยู่ที่ประมาณ ๓๒๘ ล้านบาท ส่วนโครงการประเภทที่ ๒ ก็คือโครงการที่กองทุนนั้นเป็นคนขับเคลื่อนดำเนินการเอง ซึ่งปี ๒๕๖๖ นั้นก็อยู่ที่ประมาณ ๑๖๘ ล้านบาท มันเลยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเสียดายครับ ท่านประธานว่า แม้รายงานประจำปีจะวาดภาพว่าโครงการทั้ง ๒ ประเภทนี้นั้น สามารถ สร้างประโยชน์ต่อสังคมมากมาย แต่ผมได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาเกี่ยวกับโครงการทั้ง ๒ ประเภทนี้ ที่ผมต้องขออนุญาตใช้เวทีสภาแห่งนี้ในการอภิปรายแล้วก็ซักถามทางผู้บริหาร
ขอเริ่มต้นที่โครงการประเภทที่ ๑ ก็คือโครงการที่คนนอกนั้นเสนอโครงการ เข้ามาแข่งกันขอทุน ถ้าเราพลิกไปดูหน้าหนึ่ง ๑๓๙-๑๔๑ ของรายงานประจำปี ก็จะมี การนำเสนอเรื่องราวความประทับใจของผู้รับทุนต่าง ๆ แต่ก็คงไม่ใช่ผู้รับทุนทุกคนที่อาจจะมี ประสบการณ์ที่น่าประทับใจกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพราะหากเราไปดู เมื่อ ๑ เดือนที่แล้ว ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทางผู้บริหารกองทุนน่าจะทราบดี เพราะว่าปรากฏ อยู่ในข่าว ก็มีผู้รับทุนท่านหนึ่งครับ ขออนุญาตใช้ตัวอักษรย่อ นศ. ครับ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียน ไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็คือ ป.ป.ช. รวมไปถึง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือว่า ป.ป.ท. โดยเป็นข้อร้องเรียน ที่มีข้อกล่าวหาว่าเขาถูกนางสาวตัวอักษรย่อ อ ซึ่งหากอ้างอิงจากข่าวเป็นผู้บริหารบริษัท Agency โฆษณาเรียกรับเงินทอนครับ อยู่ที่มูลค่า ๑.๕ ล้านบาท คิดเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของทุนที่เขาได้รับจากกองทุนที่อยู่ที่ ๕ ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จะให้ผู้ใหญ่ ในกองทุนนั้น หรือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ใหญ่ในกองทุนนั้นเรียกขอ เพื่อให้รับประกันว่า เขาจะได้งานแน่นอนเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ผมจำเป็นจริง ๆ ครับ ที่ต้องถาม ท่านประธานผ่านไปยังผู้จัดการกองทุนว่า ท่านสามารถยืนยันในสภาแห่งนี้ได้หรือไม่ว่า ท่านแล้วก็ทุกคนในกองทุนนั้น ไม่รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของ นางสาว อ ในที่นี้ เพราะพอผมไปค้นดูข้อมูลเบื้องต้น อันนี้เป็นการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น จะค้นพบว่า นางสาว อ นั้น ไม่เพียงแต่อ้างชื่อองค์กรของท่านในการไปเรียกรับเงินถอนครับ แต่หาก นางสาว อ นั้น ใช้บัญชีที่รับเงินทอนตรงกับชื่อนามสกุลจริงของตัวเองนะครับ เราจะค้น พบว่า นางสาว อ นั้น ยังเป็นหรือเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท ที่เคยได้รับ ทุนจากกองทุนท่านรวมกันอยู่หลายล้านบาทในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา เพื่อไปผลิตรายการครับ ที่ไม่น่าเชื่อเลยครับท่านประธาน ผลิตรายการที่เกี่ยวกับการสร้างคนดี ดังนั้นผมจำเป็นต้อง ถามท่านประธานผ่านไปยังผู้จัดการกองทุนว่า ถ้าท่านยังยืนยันไม่ได้ว่ามีคนในกองทุนท่านรู้ เห็นเป็นใจหรือไม่ ผมก็ต้องถามต่อครับว่า แล้วท่านได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง เพื่อพยายาม จะสืบค้นข้อเท็จจริง แล้วหากการสืบค้นนั้นนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนของกองทุนไปมีส่วน เกี่ยวข้องจริง ท่านจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ในทางกลับกันครับ หากท่านสามารถ ลุกขึ้นมายืนยันในสภาแห่งนี้วันนี้ได้เลยว่า กองทุนท่านนั้นไม่มีใครรู้เห็นเป็นใจ ผมก็ต้องถาม ต่อเหมือนกันครับ ด้วยความเคารพว่า ถ้าทุกคนในกองทุนนั้นบริสุทธิ์จริง แล้วเหตุใดครับ คณะทำงาน แล้วก็อนุกลั่นกรองของท่านถึงทำงานอย่างหละหลวม ถึงขั้นไปอนุมัติ งบประมาณ ๕ ล้านบาท ให้กับโครงการที่ความจริงแล้วมีมูลค่าเพียงแค่ ๓.๕ ล้านบาท เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ไม่ว่าเรื่องนี้ จะจบลงอย่างไร ผมคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนที่ไม่ดีมากนักสำหรับกองทุน หากกองทุน มีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องจริง ประชาชนก็ย่อมจะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกองทุน หรือหาก กองทุนพิสูจน์ได้ว่าไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้องจริงประชาชนก็อาจจะยังคงตั้งคำถามถึง ประสิทธิภาพของกองทุน ในการจัดสรรทุนให้สอดคล้องกับมูลค่าจริง ๆ ของโครงการที่ถูก เสนอเข้ามา
ส่วนถ้าเราขยับมาโครงการประเภทที่ ๒ อันนี้คือโครงการที่ทางกองทุนนั้น เป็นคนขับเคลื่อนและดำเนินการเอง ผมก็เข้าใจดีครับว่ากองทุนก็อาจจะมีโครงการ บางประเภทที่จำเป็นที่จะต้องมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง แต่พอผมลองไปดูตัวอย่างของ โครงการในประเภทนี้ครับ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็มีหลายโครงการเหมือนกัน ที่ผมจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่านะครับ เรามีโครงการบางโครงการครับที่ดูจะใช้ งบประมาณสูงเป็นพิเศษจนเกิดคำถามในใจผมครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่มีการจัดเสวนา ออนไลน์ใช้งบประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ บาท มีโครงการจัดประชุมออนไลน์ที่ใช้งบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีโครงการจัดทำหนังสือผลงานประจำปี ภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ใช้งบประมาณ รวมกันอยู่ที่ ๗๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นเรามีโครงการที่ดูแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นภารกิจ ของหน่วยงานรัฐที่ควรจะจัดสรรงบประมาณของตัวเองในการดำเนินการมากกว่ามาขอให้ ทางกองทุนสื่อนั้นเป็นคนดำเนินการ รวมไปถึงในภาพรวมโครงการหลาย ๆ ส่วนนั้น ก็มีลักษณะเบี้ยหัวแตกครับ จนทำให้เห็นภาพไม่ชัดว่ายุทธศาสตร์สำคัญของกองทุนนั้น คืออะไร ยกตัวอย่างเช่น โครงการประชาสัมพันธ์ก็มีเป็นสิบ ๆ โครงการครับ มูลค่ารวมกัน หลายล้านบาท ที่ผมจำเป็นต้องพูดแบบนี้ท่านประธาน ก็เพราะว่าหากเราจัดงบในส่วนนี้ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ คนที่เสียประโยชน์ก็ไม่ใช่คนอื่นใด แต่ก็คือประชาชนที่ต้องการ จะบริโภคสื่อสร้างสรรค์ แล้วก็ประชาชนที่อาจจะต้องการเข้ามาผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพราะว่า ทุกบาทที่เราสามารถประหยัดได้จากโครงการประเภทที่กองทุนขับเคลื่อนเองนั้น ก็จะเป็น งบประมาณเพิ่มเติมที่เรามีในการจัดสรรทุนให้กับประชาชนที่ทำโครงการขอเข้ามา ซึ่งปัจจุบันจากการดูตัวเลขล่าสุด ก็มีการของบประมาณเข้ามามากกว่าที่สามารถถูกจัดสรร ได้เกือบ ๑๕ เท่า ดังนั้นครับท่านประธาน ท้ายสุดนี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าทางผู้บริหาร กองทุนนั้นจะใช้เวลาในสภาแห่งนี้ในการตั้งใจรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะคนนอกที่อาจจะมาสอบถามแทนพี่น้องประชาชน อีกทีหนึ่งครับ ที่พูดแบบนี้ เพราะว่าพอเราพลิกไปดูหน้า ๑๓ ซึ่งเมื่อสักครู่ผู้จัดการกองทุน ก็ได้พูดถึงเช่นกันนะครับ เราจะเห็นว่าหน่วยงานท่านได้รับการประเมินอยู่ที่ ๔.๘๙๘ เต็ม ๕ คิดเป็น ๙๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วจากที่ผมทราบมา ท่านผู้จัดการกองทุนเองก็ได้รับการประเมิน ด้วยคะแนนประมาณ ๙๘-๙๙ เปอร์เซ็นต์มา ๓ ปีติด ดังนั้นผมก็เกรงว่า ถ้าท่านฟัง แต่เสียงจากคนภายใน หรือว่าคนที่ท่านตั้งขึ้นมาประเมินท่านเองตามกลไก กระบวนการ แล้วก็ตัวชี้วัดปัจจุบัน ท่านอาจจะคิดว่าหน่วยงานท่านนั้นไม่มีที่ติ และไม่มีอะไรที่ต้อง ปรับปรุงอีก ซึ่งคงเป็นแนวคิดที่ไม่ดีมากนักสำหรับการพัฒนากองทุนของท่านให้เป็นองค์กร ที่พี่น้องประชาชนแล้วก็สื่อมวลชนสามารถฝากความหวังไว้ แล้วก็สามารถไว้วางใจได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน