ศศินันท์ เสนอขยายป้องกันเด็กผิดพฤติกรรมถึงวัย 0-6 ขวบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หารือการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่ทำผิด โดยเสนอให้ขยายมาตรการป้องกันเชิงรุกไปสู่ช่วงวัยปฐมวัยตั้งแต่อายุ 0-6 ขวบ พร้อมเน้นการประเมินสุขภาพจิตทั้งผู้กระทำผิดและผู้ได้รับผลกระทบ สนับสนุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผลักดันการส่งเสริมคุณธรรม สิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา และเรียกร้องให้ผ่านร่างกฎหมายห้ามตีเด็ก รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดและทบทวนกระบวนการจัดการเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคก้าวไกลค่ะ คุณแม่ลูก ๒ ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเมืองค่ะ สวัสดีนะคะ วันนี้ก็มาอ่านรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็อ่านชื่อญัตตินะคะ ว่าเป็นการพิจารณาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็กและเยาวชน และความมั่นคงของสถาบัน ครอบครัวค่ะ พลิกไปที่หน้าที่ ๗๐ ชวนดูไปพร้อม ๆ กัน ดิฉันก็มีข้อเสนอแนะ แล้วก็อาจจะ แก้ไขเป็นข้อ ๆ เป็นคำ ๆ ไปนะคะ ก็ตั้งแต่ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๑ ที่มีข้อเสนอแนะ ถึงคณะรัฐมนตรีนะคะ เกี่ยวกับนโยบายและการกำหนดการป้องกันและการแก้ไขปัญหาค่ะ

(๑) ที่บอกว่า จะให้มีการสร้างมาตรการในการป้องกัน และรักษาฟื้นฟู ระยะยาว ในเด็กและเยาวชนที่ทำผิดนะคะ ซึ่งอันนี้คิดว่า ถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนจริง ๆ เราอาจจะไม่ได้ต้องโฟกัสเฉพาะแค่เด็กที่ทำผิดเท่านั้น อาจจะต้องเป็น เด็ก เยาวชนทั้งหมดทั้งที่ไม่ต้องทำผิดก็ได้หรืออาจจะเข้าไปอยู่ในความรุนแรง เข้าไปอยู่ ในคดี เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มันทำร้ายจิตใจ หรือว่าทำร้ายร่างกายอะไรก็ตาม ก็ควรจะต้อง มีเขาอยู่ด้วย

รวมถึง (๓) ที่บอกว่าควรมีการสร้างมาตรการที่ต้องดำเนินการเชิงรุก ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาค่ะ อันนี้ก็พูดมาหลายครั้งเหมือนกันว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน เราไม่สามารถละเลยวัยอนุบาล หรือว่าช่วงปฐมวัยได้ ก็คือก่อนเข้าประถมศึกษานะคะ เพราะฉะนั้นถ้าต้องการจะแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนจริง ๆ การกำหนดพฤติกรรมของ มนุษย์คนหนึ่งเริ่มตั้งแต่ ๐-๖ ขวบค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเรามาเริ่มมาตรการเชิงรุก ตั้งแต่ประถมศึกษาอาจจะไม่ทันแล้วนะคะ ที่จะมีการคัดกรองเด็กที่มีภาวะเสี่ยง ประถมศึกษาก็อาจจะไม่ทันแล้วเช่นเดียวกันค่ะ อาจจะต้องแก้เป็นระดับปฐมวัยเลยนะคะ

(๕) บอกว่าทุกครั้งที่พบเด็กกระทำผิดควรได้รับการประเมินทางสุขภาพจิต ในขั้นตอนแรกรับมาตรฐาน รวมถึงการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว โดยเฉพาะ คดีที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม อันนี้เห็นด้วยทั้งหมดเลยนะคะ แต่เพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า ไม่ได้แค่เด็กที่กระทำผิดค่ะ เวลาที่มันมีเหตุการณ์สะเทือนใจ สะเทือนขวัญขึ้นในสังคมค่ะ เราต้องคิดถึงเด็กที่อยู่ในสถานการณ์นั้นด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่เด็กที่ทำผิดนะคะ เด็กที่อยู่รอบ ณ สถานการณ์นั้นด้วย อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า เวลามันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาหลายครั้งมาก ที่นักข่าวเข้าถึงตัวเด็กก่อนด้วยนะคะ มีการสัมภาษณ์เด็กในเหตุการณ์ก่อนด้วยนะคะ อันนี้สำคัญค่ะ ก็จะโยงไปในเรื่องของการมีนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนจรรยาบรรณ สื่อสารมวลชนใน (๗) เรื่องนี้ก็สำคัญค่ะ เห็นด้วยค่ะ แต่อาจจะต้องเพิ่มว่าการที่จะมีนโยบาย ชัดเจนไม่พอค่ะ เราต้อง Subsidize เรื่องงบประมาณด้วย ทำอย่างไรให้รัฐ Subsidize งบประมาณในวงการสื่อ การสร้างอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้เวลาเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเด็ก และเยาวชน ปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรง เขาจะมาสร้าง Series ถ้าใครเป็นคอ Series เกาหลีใต้เหมือนกันเราจะรู้ ช่วงไหนที่มีปัญหา Series กฎหมายก็จะมาเป็น Pack เลยใช่ไหมคะ Series ความรุนแรงจะมาเป็น Pack เพราะว่าเขาต้องการจะแก้ปัญหา รัฐบาลรับรู้ปัญหา แล้วก็มีการ Subsidize งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเรื่องนั้น

แล้วก็ข้อ (๘) มีการส่งเสริมให้มีสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ พูดถึงกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จริง ๆ แจมเข้าไปดูบ่อยเพราะตอนอภิปรายเกี่ยวกับกองทุนนี้ มีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเยอะมากเลยนะคะ แต่ยอดวิวอยู่ประมาณ ๕ วิว ๑๐ วิว คิดว่าเรา จะทำอย่างไรที่มันเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้มันดีขึ้น ดีกว่า หรือว่าช่วยกัน Promote ช่องทางที่มีอยู่แล้วไม่ต้องทำเพิ่มนะคะ

แล้วก็ (๙) มีการส่งเสริม การพัฒนาคุณธรรมอย่างกว้างขวาง ทุกหน่วยงาน มีการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนมีพลังบวกในการใช้ชีวิต มีการสร้างระบบพี่เลี้ยง ๕ ทักษะต่าง ๆ อันนี้ก็เห็นด้วยบางส่วน แต่อย่างที่บอกว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริง ๆ ถ้าไปดูในหลักสูตรการศึกษาจริง ๆ พอดีมีโอกาสได้ดูหลักสูตร ของปฐมวัยทั้งหมดเลยนะคะ คุณธรรมเยอะมากเลยค่ะ คุณธรรมเยอะมาก ๆ มีแทบจะ ทุกระดับชั้น ระดับชั้นหนึ่งก็มีหลายสาระการเรียนรู้มาก ๆ จริง ๆ สิ่งที่สำคัญมากกว่า เรื่องคุณธรรมก็คือเรื่องของสิทธิมนุษยชนค่ะ หลาย ๆ ครั้งที่เราพยายามจะเอาคุณธรรม เอาหลักธรรมคำสอนมาผูก ทำให้เด็กไม่สามารถใช้เหตุและผลได้ เช่น อย่าตีนะมันบาป พออย่าตีแล้วมันบาป เด็กไม่เข้าใจค่ะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าตีแล้วมันจะเป็นบาปเท่านั้นหรือ มันเป็นการทำให้เด็ก เยาวชนรู้แค่ว่าไม่ทำเพราะว่ากลัว แต่ไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ว่าสิ่งที่ทำ มันไปละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร เพราะฉะนั้นอีกอันหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาคุณธรรม คือการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนค่ะ ถ้าเรื่องนี้เข้าใจพร้อมกัน ไม่ต้อง พูดถึงคุณธรรมเลยค่ะ เขาจะเข้าใจในการไม่ละเมิดสิทธิในเรื่องของร่างกายคนอื่นด้วย ตัวของตัวเองนะคะ

ข้อที่ ๓ กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัย ในโรงเรียน อันนี้ก็คือโยงมาถึงร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลได้นะคะ เรื่องกฎหมายไม่ตีเด็ก ไม่ทารุณกรรมเด็ก ก็ช่วยกันผ่านกฎหมายข้อนี้นะคะ

แล้วก็ข้อที่ ๔ กระทรวงสาธารณสุข ควรจะต้องมีการบูรณาการกับ กระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย ต่าง ๆ มาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดใน เด็กและเยาวชน ตอนนี้งบประมาณแผนบูรณาการยาเสพติดเรา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรายังแก้ไขปัญหากันไม่ได้เลยค่ะ เราต้องไปดูมากกว่าภายใต้งบประมาณก้อนนี้เอาไปทำอะไรกัน ทำไมปัญหายาเสพติด ไม่เคยได้รับการแก้ไข อยากจะให้ลงรายละเอียดให้ชัดกว่านี้

แล้วก็ข้อ ๗ บอกว่ากระทรวงยุติธรรมควรมีการทบทวนกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดร้ายแรง มีการเพิ่มสหวิชาชีพเข้ามาวินิจฉัย พฤติกรรมเด็กเป็นการเฉพาะราย เพื่อสร้างพฤติกรรมให้เหมาะสม อันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วค่ะ อันนี้ไม่ต้องเขียนก็ได้ เพราะว่าอันนี้มีอยู่แล้วนะคะ เพราะว่าในหลาย ๆ เคสทาง พม. เอง ก็เข้าไปศึกษาพฤติกรรมเด็กเหมือนกันว่า การที่เด็กคนหนึ่งมาเป็นฆาตกร มาเป็นผู้ต้องหาได้ เขาผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ปัญหาคือว่าเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระบวนการนี้ เท่าไร เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Drama มากกว่านะคะ เอาไมค์ไปจ่อปากมากกว่า ก็โยงมา ที่ข้อสุดท้ายข้อ ๘ อันนี้เห็นด้วยเหมือนกันค่ะ สุดท้ายเราก็ต้องไปดูแลกำกับสื่อที่มีความเสี่ยง ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง เฝ้าระวังสื่อที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ละครหลังข่าว ก่อนเลยนะคะ อันนี้เพิ่มนิดหนึ่งก็ได้ค่ะ เราทำอย่างไรให้ละครหลังข่าวเลิกตบตีกันก่อน ก่อนจะบอกว่าเด็กควรจะทำอย่างไร ผู้ใหญ่อาจจะต้องเลิกก่อน ก่อนจะบอกเด็กว่าการทำร้ายกัน ไม่ดี ผู้ใหญ่เราต้องเลิกตบตีกันผ่านละครก่อนนะคะ อยากฝากไว้ประมาณนี้ ขอบคุณมากค่ะ