สหัสวัต คุ้มคง ชี้ปัญหาเศรษฐกิจทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเสนอให้สังคมร่วมรับผิดชอบดูแลเยาวชน พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ สนับสนุนการเรียนฟรีที่แท้จริง โดยเรียกร้องให้รัฐปรับปรุงระบบการศึกษา ลดชั่วโมงทำงานของพ่อแม่ เพื่อสร้างสังคมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็ก
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกลครับ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย รายงานผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศนะครับ จากรายงานฉบับนี้ เท่าที่เห็น เท่าที่อ่านทั้งหมด ก็เห็นความพยายามว่าจะแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนในมิติต่าง ๆ ทั้งยาเสพติด ครอบครัว ความรุนแรง กระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่อย่างไรดีครับ จากที่ผมสังเกตในรายงานฉบับนี้มีบางมิติที่ขาดหายไปครับ มิติที่ผมพูดถึง คือมิติเศรษฐกิจครับ แม้ในรายงานจะมีการกล่าวถึงปัญหามิติเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก และไม่ได้มีรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังครับ เรื่องหนึ่งที่สะท้อนผ่านปัญหา เศรษฐกิจได้ดีคือตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากการศึกษา ในปี ๒๕๖๕ ที่มีมากถึง ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ถ้าเรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงวัยแบบนี้ และเยาวชนของเรา หลุดจากระบบการศึกษาปีละเป็นแสนคนแบบนี้ สาเหตุหนึ่งที่เด็กหลุดจากการศึกษาคือ ปัญหาเศรษฐกิจครับ เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น เป็นเพราะครอบครัว ไม่มีเงิน Support เด็กเหล่านี้ครับ โอเคเราอาจจะมีแนวคิดเรื่องการเรียนฟรี มีอาหาร กลางวันสำหรับเด็กยากไร้ต่าง ๆ แต่คำถามจริง ๆ คือมันเพียงพอหรือไม่ครับ ค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ได้มีแค่ค่าเทอม หรือค่าอาหาร มีค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าชุด ค่าเสื้อผ้า ชุดนักเรียนต่าง ๆ ที่จนวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมีไว้ทำไม หรือกระเป๋า เครื่องเขียน จนถึงตำราเรียนต่าง ๆ นี่ยังไม่นับว่าเรียนฟรีเองก็อาจจะไม่ได้ฟรีจริงครับ แต่โรงเรียน ก็มีการเรียกเก็บเงินผู้ปกครองเป็นค่าบำรุงต่าง ๆ ไหนจะกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาที่จริง ๆ แล้วก็ควรจะฟรี แต่ยังต้องจ่าย เช่น การทำรายงาน โครงงานต่าง ๆ ก็เป็นค่าใช้จ่ายไปหมด เด็กหลายคนที่ยากจน อาจจะพอมีครูบางคนที่ช่วย Support แต่ว่า คำถามคือครูต้องเป็นคนช่วยเหลือตลอดไหมครับ แล้วเราจะลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ในเรื่องนี้อย่างไรได้บ้างครับ การมีรถรับส่งแบบที่ผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินไปได้ไหมครับ มากไปกว่านั้นครับเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือการที่เด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือ ทำให้ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียแรงงานไป ๑ คน ปัญหานี้อาจจะเหมือนเรื่องตลก จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้ว หายไปนานมาก ๆ แต่ปัญหานี้กลับมา เป็นอีกครั้งครับ เด็กหลายคนหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงโควิดครับ เพราะที่บ้านได้รับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน จนถึงวันนี้เด็กที่หลุดจาก การศึกษาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้กลับมาเรียนเป็นจำนวนมากครับ และพอเยาวชนเหล่านี้ออกจาก ระบบการศึกษาไปตั้งแต่ ม.๓ ม.๔ ก็ทำให้ทักษะน้อย ทักษะต่ำ ทำให้งานที่ทำก็มีแค่จำกัด ไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือบ้าง รับจ้างทั่วไป หรือบางส่วนไปเป็นลูกจ้างของบริษัท แพลตฟอร์ม ที่เราเรียกกันว่าเป็น Rider ก็จำนวนมากครับ แล้วแบบนี้เยาวชนเหล่านี้จะโตไปเป็น ประชากรที่มีชีวิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่โอเคได้อย่างไรครับ นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เด็กหลุดจากการศึกษานะครับ อีกปัญหาหนึ่งที่พูดถึง ในรายงานฉบับนี้ คือเรื่องของการสื่อสารพูดคุยระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ในรายงานพูดไว้ หลายสาเหตุครับ เช่น สังคมก้มหน้า เด็กติดเกม ติดมือถือ อะไรก็แล้วแต่ครับ แต่จริง ๆ ปัญหาสำคัญ คือพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกได้เพียงพอครับ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลา ให้ลูกได้เพียงพอ ก็เพราะต้องทำงานเลี้ยงชีพครับ พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงาน ๖ วัน ขณะที่เด็กเรียน ๕ วัน แล้วอีก ๑ วัน เด็กไปอยู่ไหนครับ เรามีสถานที่ดูแลไหมครับ พอไม่มีคนดูแล เด็กก็หาที่ไปครับ ไปอยู่กับพี่ ไปอยู่กับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ก็ไม่ได้พาไปในทางที่ดีเท่าไรนัก นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง และเศรษฐกิจส่งผลกับครอบครัวโดยตรงเลยนะครับ ทุกวันนี้พ่อแม่ ต้องเครียดกับการหาเงินเลี้ยงชีพ แล้วคนเครียด ๆ จะไปเป็นพ่อแม่ที่สร้างความอบอุ่น ให้ลูกได้อย่างไรครับ ผมว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องกลับมาครุ่นคิดและตั้งโจทย์ใหม่นะครับ คือทุกวันนี้หรือแม้แต่ในรายงานฉบับนี้เอง เราก็ยังมองเด็กและเยาวชนอย่างแยกส่วนครับ เรามองว่าเยาวชนเป็นเพียงความรับผิดชอบของครอบครัวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เราต้องมองใหม่ ว่าเด็กและเยาวชนเป็นความรับผิดชอบของสังคม เพราะในอนาคตเขาต้อง โตไปเป็นผู้ใหญ่อยู่ในสังคม ไปเป็นพลเมืองประเทศของชุมชน ดังนั้น ชุมชนและสังคม ต้องช่วยกันดูแลครับ ผมมีข้อเสนอแบบนี้ครับ
เรื่องแรก คือเราต้องทำให้การเรียนฟรีเป็นฟรีจริงครับ ให้เด็กที่ด้อยโอกาส เข้าถึงระบบการศึกษาได้จริงครับ โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ที่ทำให้เสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ในท้องถิ่นหรือชุมชน อาจจะต้องช่วยจัดหารถราเหล่านี้ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจต้อง Support เพิ่มเติมครับ
เรื่องต่อมา คือต้องมีการลดค่าครองชีพนะครับ ที่ไม่ได้เป็นการช่วยแค่เยาวชน แต่เป็นการช่วยคนทั้งสังคม ให้ผู้ปกครองมีเงินเหลือ ให้เยาวชนไม่ต้องออกจากการศึกษา เพื่อมาช่วยพ่อแม่หาเงินหาทอง แล้วสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไป
อีกปัญหาหนึ่งครับ ที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกนะครับ ต้องช่วยกันสร้างระบบ เศรษฐกิจที่ดี ทำให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะในวันหยุดพ่อแม่บางคน ต้องทำงาน ๖ วัน เราก็ควรจะลดชั่วโมงทำงานลงมาให้ไม่เกิน ๕ วันต่อสัปดาห์ ให้เยาวชน ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ให้พ่อแม่ได้ใช้เวลากับเด็กมากขึ้น มีเวลาให้กันมากขึ้น เพื่อที่จะ สร้างความเข้าใจ หรือมีบทสนทนาร่วมกันมากขึ้นด้วยครับ เราอย่าสร้างสังคมที่พอเด็กไม่ดี ก็โทษแต่พ่อแม่หรือโทษตัวเด็ก ทั้ง ๆ ที่สิ่งสำคัญแล้ว ที่มีผลกับการเติบโตมากที่สุดคือ สังคมครับ เด็กจึงเป็นความรับผิดชอบของสังคม ของชุมชน และของพวกเราทุกคนครับ ขอบคุณครับ