ปารมี ไวจงเจริญ ขอบคุณข้อสังเกตจากสมาชิกสภาและเสนอผลักดันประเด็นเด็กไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรเข้าสู่ระบบการศึกษาช้า โดยจะประสานงานกับ สพฐ. และสถานศึกษาเพื่อแก้ไข ปารมี ไวจงเจริญ หารือกรณีถอดบทเรียนเคสโรงเรียนอ่างทองเพื่อชี้ให้เห็นว่าความไม่เข้าใจหลักการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสาเหตุหลัก และเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งสำรวจข้อมูลเด็กไร้สถานะทางทะเบียนราษฎรอย่างชัดเจนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกต้องตามแนวทางในรายงานฉบับนี้
ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ท่านประธานคะ พอดีว่าท่านประธานโสภณให้ดิฉันสรุปสักเล็กน้อย กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการศึกษานะคะ ดิฉันขออนุญาตขอบคุณทุกท่าน ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้ข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ที่ตัวดิฉันและคณะกรรมาธิการ การศึกษาจะได้นำไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็นำไปปฏิบัติผลักดันต่อในคณะกรรมาธิการ การศึกษา จะขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยตอบข้อสังเกตของท่านสมาชิกบางท่าน โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านละออง ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย ที่ได้ห่วงใย ในกรณีเด็กไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรที่มีอายุเยอะ เช่น อาจจะอายุ ๑๐ กว่าขวบ และเข้าเรียน ป.๑ นะคะ ในกรณีนี้ตัวดิฉันเองและกรรมาธิการทุกท่านก็ได้ถกประเด็นนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เราก็ห่วงใยในประเด็นนี้ กรณีอย่างนี้ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า เด็กเหล่านี้เขาขาดโอกาส แทนที่เขาจะเข้าเรียน ป.๑ ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบหรือ ๗ ขวบ แต่เนื่องจากเขาเป็นเด็กที่ไม่มีสถานะทะเบียนราษฎร เขาจึงเข้าสู่ระบบการศึกษาช้าใช่ไหมคะ เข้าสู่ระบบการศึกษาอาจจะเข้า ป.๑ ๑๓ หรือ ๑๔ ขวบแล้ว ซึ่งประเด็นนี้มันก็เป็นประเด็น ที่เกิดขึ้นกับเด็กสัญชาติไทยได้ ไม่ใช่ว่าจะพบกรณีเด็กไม่มีสถานะทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดิฉันก็จะได้ผลักดันต่อ และนำเสนอข้อสังเกตของท่านละอองไปยังผู้เกี่ยวข้อง คือ สพฐ. แล้วก็สถานศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ อันนี้ขอรับไว้
ประเด็นต่อมานะคะ ข้อสังเกตของท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส. เชียงใหม่ เพื่อนร่วมพรรคดิฉัน ที่ได้พูดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ที่ตกหล่นออกไปจากระบบการศึกษาเรา ระบบการศึกษาเราไม่โอบรับเขา จนเขาจะต้อง หวังพึ่งพระศาสนา ในการเป็นช่องทางในการเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการไปบวชเรียน เป็นสามเณร ประเด็นนี้ดิฉันมีความกังวลเช่นเดียวกับที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคเดียวกับดิฉันห่วงใย เพราะว่าเราได้ยินข่าวเรื่องเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในกลุ่ม น้องสามเณรต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง Child Safeguarding หรือระบบ การคุ้มครองเด็ก ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันก็คงจะหาข้อมูลเพิ่มและแสวงหาความร่วมมือถกเถียงต่าง ๆ แล้วก็ผลักดันกันต่อในคณะกรรมาธิการการศึกษา เพราะว่ากรณีน้องสามเณรที่บวช และจะเข้าสู่การศึกษาในลักษณะของสถานะสามเณร มันก็ยังมีกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อ เพราะว่าตามกฎหมายโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จะเปิดการศึกษา ในระดับมัธยมเป็นต้นไป คือ ม.๑ เป็นต้นไป จะไม่ได้เปิดรับในระดับประถมศึกษา ก็เลย ทำให้พระอาจารย์หรือพระภิกษุสงฆ์ในบางพื้นที่ท่านหวังดี อยากจะเติมเต็มการศึกษาระดับ ประถมศึกษาให้กับน้องเณร จริง ๆ แล้วเป็นพื้นที่ในเขตของท่านณัฐพล สส. เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ที่ดิฉันก็ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมกับท่าน ที่พระอาจารย์ของวัดหนึ่งในจังหวัด เชียงใหม่ ได้ไปใช้วิธีการตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติ เพราะว่านี่ละค่ะ มันมาจากกฎหมายโรงเรียนพระปริยัติธรรมมันยังมีช่องโหว่ตรงนี้ อันนี้เราก็คงจะต้องขับเคลื่อนกันไป เพราะจริง ๆ แล้วการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่า จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการหรือจะเป็นท้องถิ่นที่จะต้องจัดให้ทุกคน แต่ในเมื่อมันมีรอยโหว่ ตรงนี้ เดี๋ยวเราก็คงจะต้องขับเคลื่อนกันต่อไป
ในประเด็นต่อมาที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคก้าวไกล พรรคเดียวกับ ดิฉันที่ได้กังวลเรื่องกรณีว่าเราได้ถอดบทเรียน เคสโรงเรียนอ่างทองในการประชุมของการทำ รายงานฉบับนี้หรือไม่ ดิฉันขอนำเรียนท่านณัฐวุฒิตรงนี้ว่า เราได้พูดคุยถกเถียงกันกว้างขวาง ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ แล้วก็นำมาสู่การตกผลึกว่าเหตุที่เกิดเคสอ่างทองขึ้นมา ก็เพราะว่าทั้งครู ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานต่าง ๆ อาจจะยังมีความ ไม่เข้าใจในหลักการการปฏิบัติ และยังไม่ได้เข้าใจว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษา โดยไม่คำนึงว่าเขาจะเป็นเด็กไทยหรือจะเป็นเด็กที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จากความไม่เข้าใจตรงนี้ ก็เลยทำให้เกิดเคสอ่างทองขึ้นมา เราได้ถอดบทเรียนไว้จนมาสู่รายงานฉบับนี้นี่แหละ ที่เราต้องการจะให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งสำรวจเอกซเรย์ เหมือนที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการโสภณ ซารัมย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้กล่าวไว้ ว่าเราจะต้องเอกซเรย์ เพื่อหาข้อมูลให้ได้ก่อนว่าเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรมีกี่คน กันแน่และมีกี่กลุ่ม เพราะว่าข้อมูลที่ชัดเจนจะนำไปสู่วิธีการแก้ไขได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เราได้ทำการถอดบทเรียนเอาไว้แล้วนะคะ และจนเป็นที่มาของแนวทางการที่จะดำเนินงาน ในรายงานฉบับนี้นะคะ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นสุดท้ายนะคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ร่วมกัน กับกรรมาธิการการศึกษานะคะ ช่วยกันเข้ามาให้ข้อเสนอแนะและข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนเป็นที่มาของรายงานฉบับนี้นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อสมาชิกคณะกรรมาธิการ การศึกษาทุกท่าน ทุกพรรค และขอบคุณเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ สพฐ. เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวง เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวง พม. กระทรวงแรงงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน NGO หลายภาคส่วน ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม อย่างเช่น อาจารย์สุมิตร วอพะพอ องค์กร Plan International อาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา อาจารย์สันติพงษ์ มูลฟอง มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล อาจารย์ศิราพร แก้วสมบัติ มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน ที่เป็น ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งในการดำเนินการช่วยเหลือในประเด็นเรื่องเด็กไม่มีสถานะ ทางทะเบียนราษฎร ที่ท่านได้ดำเนินการมาหลายปีแล้วแล้วก็เข้ามาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการ จนได้ข้อมูลเป็นที่มาของรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับนี้ ดิฉันต้องขอขอบคุณ ไว้ ณ ที่นี้นะคะ ขอขอบคุณค่ะท่านประธาน