ณัฐวุฒิ บัวประทุม วิจารณ์รายงานโดยชี้ว่าขาดความเชื่อมโยงของระบบคุ้มครองเด็ก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ณัฐวุฒิ บัวประทุม วิจารณ์รายงานโดยชี้ว่าขาดความเชื่อมโยงของระบบคุ้มครองเด็ก และเรียกร้องให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับบทบาทหลักในการดูแล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ไม่ได้เอ่ยชื่อผมนานนะครับ อ่านติดขัดทีเดียว ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ จะไม่พูดเสียก็ไม่ได้เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดเชียงใหม่ก็เอ่ยถึงจังหวัดอ่างทอง อย่างชัดเจน แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมเองก็มีส่วนในการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น ผู้อภิปรายสรุปญัตติแทนคุณปารมี ไวจงเจริญ ในการพิจารณาญัตตินี้ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ ท่านประธานครับ ถ้าดูจากญัตติของท่านปารมี ซึ่งผมเองก็มีส่วนในการเขียน มันมีประเด็นที่ทางพวกผมตั้งใจ และอยากจะสื่อสารเพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญอยู่ทั้งหมด ๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือการถอดบทเรียนครับ ว่าตกลงกรณีการย้ายนักเรียน ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา และย้ายมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังเข้าสู่ กระบวนการในการลงรหัส G ที่จังหวัดอ่างทอง แล้ววันดีคืนดีก็ถูกส่งกลับไปยังประเทศ เพื่อนบ้านนั้น ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น ในรายงานฉบับนี้มีการถอดบทเรียนหรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวนั้นปัญหาคืออะไร กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และคำตอบในการ ส่งเด็กกลับในวันนี้นั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ สมควรที่จะเป็นรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่เดินทางเข้าสู่ใน ประเทศไทยหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

คำถามในประการที่ ๒ ของญัตติก็คือคำถามว่า นอกเหนือจากกรณีของ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น ตกลง ณ ขณะนี้เรามีปัญหาเด็กที่กำลังเข้าอยู่ ในประเทศไทยและยังไม่มีรายการสถานะบุคคล ไม่ว่าจะเรียกว่าไร้รัฐ ไม่ว่าจะเรียกว่า ไร้สถานะ ไม่ว่าจะเรียกว่าไร้รากเหง้าอยู่จำนวนเท่าไร และปัญหาในการลงรหัส G นั้น มันเป็นปัญหาเพราะอะไร อย่างไร

ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่า ในท้ายญัตตินั้นมีคำถามประการที่ ๓ ครับ ซึ่งคุณเลาฟั้งก็พูดย้ำอีกรอบหนึ่งว่า คำถามที่สำคัญตามมาก็คือว่าการลงรหัส G นั้น เป็นหลักประกันสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่การดำรงชีวิตอยู่นั้นยังจำเป็นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแห่งนี้ การมีรายการสถานะบุคคล ซึ่งญัตติก็เขียนชัดนะครับ ว่าให้รวมไปถึงแนวทางการลงรายการสถานะบุคคล ซึ่งมิได้หมายถึงการให้สัญชาติไทย ในทุกราย หรือในกรณีที่อยู่ในเงื่อนไขการให้สัญชาตินั้น จะนำไปสู่การให้สัญชาติไทย ในระยะยาวได้อย่างไร ในเมื่อเราตั้งโจทย์แบบนี้ ผมก็อยากฟังว่าทางคณะกรรมาธิการ การศึกษาที่รับโจทย์จากสภานั้น ท่านตอบคำถามนี้ครบถ้วนหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอบพระคุณนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา แต่ผมได้อ่านรายงานทั้งหมด แล้วก็รวมถึงกรณีของข้อสรุปในตอนท้าย ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นั้น ผมเองก็เห็นว่า เป็นรายงานที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ แน่นอนครับ เรามีรายงานที่เข้าสู่สภา เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะเก็บไว้ทุกเล่มได้ครับ ไม่เช่นนั้นบ้านก็ต้องทรุดแน่นอน แต่รายงานของประธานกรรมาธิการ ท่านโสภณ ซารัมย์ เป็นหนึ่งในเล่มที่ผมต้องเก็บไว้ เพื่อใช้ในการศึกษาและอ้างอิงต่อไปแน่ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อพิจารณาทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นตัวข้อสรุป ข้อสังเกตใด ๆ ต่าง ๆ ผมเองก็ยังมีข้อสังเกต ที่เพิ่มเติมอยู่อีกสัก ๔-๕ ประเด็นด้วยกันครับ ถ้าไม่ครบถ้วนอย่างไรเพื่อนช่วยตามด้วยนะครับ บางทีพูดไปก่อน ๕ ประเด็น ต้องหาเนื้อหามาพูดให้ครบ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือคุณเลาฟั้งพูดถึงเรื่องของการยกเลิกข้อสงวน ข้อที่ ๗ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แน่นอนเป็นอดีตไปแล้วครับ เพราะข้อที่ ๗ นั้นมีการสัมพันธ์ยิ่ง ในการที่จะบอกว่าต่อไปนี้ ใครก็แล้วแต่ที่เกิดในประเทศไทย รัฐมีหน้าที่ต้องลงรายการ สถานะบุคคลหรือการรับรองการเกิดให้ ซึ่งประเทศไทยถอนข้อสงวนนี้ไม่นานนัก แต่มีข่าว ที่น่ายินดีนะครับ เมื่อเดือนที่แล้วเองคณะรัฐมนตรีมีมติถอนข้อสงวน ข้อที่ ๒๒ ของ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ต้องป่าวประกาศแบบนี้ เพราะสื่อสารให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยทั่วไปว่า ตกลงประเทศไทยยอมรับแล้วว่าต่อไปนี้ถ้ามีเด็กรายใดเข้ามา ในประเทศในสถานะที่เสมือน หรือเป็นผู้ลี้ภัย รัฐมีหน้าที่ต้องรับรองและดูแล เพราะเราได้ ถอนข้อสงวน ข้อที่ ๒๒ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งหมายรวมถึงเด็กกลุ่มนี้แน่นอนครับ แน่นอนไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ผมจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่คณะรัฐมนตรีทำแล้ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ

ท่านประธานครับผมพูดเป็นคนสุดท้าย ต้องขอใช้เวลาสักนิดหนึ่งครับว่า สิ่งที่อยากพูดประการที่ ๒ ที่ผมถามมาโดยตลอดก็คือว่า เสียดายว่าในเงื่อนเวลา หรือการดำเนินการท่านไม่ได้สรุปบทเรียน หรือกรณีของจังหวัดอ่างทองว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เห็นในรายงานฉบับนี้ว่า ตกลงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตั้งข้อหากับ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่พาเด็กเข้ามานั้น ผลสรุปจะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ว่า ตกลงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานที่ดูแลด้านคนเข้าเมืองนั้น มีส่วนสำคัญยิ่ง ในการคัดกรองการเดินทางเข้ามาของเด็ก หรือผู้ปกครอง หรือเด็กที่ติดตามผู้ปกครอง หรือไม่ อย่างไร และในท้ายที่สุดจริง ๆ แล้วกระบวนการยุติธรรมต้องช่วยตอบมาด้วยครับว่า การดำเนินคดีกับบางครั้งของคนที่เขาอาจจะไม่ได้มีเจตนาทำผิดต่อกฎหมายนั้น มันควรจะ เข้าเงื่อนไข หรือข้อยกเว้นแบบใด ประการใด แน่นอนนะครับ มีคุณธิษะณา ชุณหะวัณ ท่านพูดถึง แล้วก็ไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ เช่นเดียวกันว่าแล้วถ้าเป็นกรณีของการนำพา มาในลักษณะของการค้ามนุษย์ ซึ่งสถานะของประเทศไทยขึ้นลงนะครับ ระดับการจัดอันดับ ของสหรัฐอเมริกาว่าจะอยู่ใน Tier 1 Tier 2 ต่าง ๆ เป็นต้น เราจะจัดการกระบวนการ ค้ามนุษย์อย่างไร เด็กที่มาบวชและเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เด็กที่ถูกพาเข้ามา ในกระบวนการจำนวนไม่น้อย ที่สุ่มเสี่ยงอยู่ในสถานะที่เรียกว่า เหยื่อของการค้ามนุษย์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้พูดถึงหน่วยงานเป็น จำนวนมากครับ และมีการพูดถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมเสียดายเนื่องจากว่ารายงานน้ำหนักไปอยู่ที่การจัดการศึกษา แต่ผมกำลังพูดถึงระบบ ของการคุ้มครองเด็กในภาพรวม เสียดายที่บอกว่าไม่เห็นประเด็นความเชื่อมโยงว่า ระบบคุ้มครองเด็กจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไรครับ เพราะกรณีของการลงรายการสถานะ แม้กระทั่งคนที่อำนวยการในการพาเด็กไปติดต่อเรื่องสถานะบุคคล ไปตรวจ DNA ไปดูว่า ครอบครัวเขาดูแลได้จริงหรือไม่ ไปดูว่าครอบครัวเขาตกอยู่ในสถานะอย่างไร ไปดูว่าเขาเป็น เหยื่อของการค้ามนุษย์จริงหรือไม่ ไปดูระยะยาวของเส้นทางของเด็กแต่ละคนนั้น ไม่ใช่ หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทย แต่เป็นบทบาทหน้าที่ของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านเขียนในข้อ ๑ จริงครับ แต่ข้อ ๑ มันขาด Keyword หรือคำสำคัญยิ่งครับ ที่เรียก Children Safety หรือระบบ Child Protection หรือระบบคุ้มครองเด็ก นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ

ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ก็คือว่าเวลาที่เราพูดถึงเด็กนักเรียนที่ ลงรหัส G กระบวนการมันไม่ได้จบแค่การเรียนขั้นพื้นฐาน กระบวนการมันไม่ได้จบแค่ การเรียนในระดับประถมหรือมัธยมศึกษา รายงานฉบับนี้มีตัวต่อที่สำคัญนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาพูดตอนท้ายเรื่องระยะเวลาครับ แต่ว่าท่านอย่าลืมนะครับว่าปัญหาที่เราเจอ แม้กระทั่งปัจจุบันนะครับ อาจารย์บางท่านที่จบปริญญาเอกสอนในมหาวิทยาลัย ผ่านนักเรียนประถม มัธยม แต่ไม่ได้สัญชาติไทยนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ไม่เห็น ถ้าท่านเพิ่มเติมได้ ก็คือว่าขอให้เชื่อมไปยังกระทรวงอุดมศึกษา ชื่อมันก็ยาวแต่เอาเป็นว่ากระทรวง อว. นะครับ ท่านประธานท่านทราบดี เพราะว่ารัฐมนตรีก็อยู่ในสังกัดของพรรคท่าน ให้ดูสักนิดหนึ่ง ได้ไหม ช่วยในการคัดกรองต่อได้ไหมว่า G ไปแล้วนะ อาจจะมีการลงรายการสถานะบุคคล แต่จะขยับการลงรายการสถานะ หรือสัญชาติเขาได้อย่างไร อาจารย์มหาวิทยาลัยผมจำไม่ได้ ว่าเป็นมหาวิทยาลัยพายัพ หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพเห็นไหมครับ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจบปริญญาเอกนะครับ ไม่ได้สัญชาติไทย เราไม่อยากเสียบุคลากร เหล่านี้นั่นคือคนที่เข้าถึงระบบต่อครับ แต่คนที่ถูกตัดตอนและเข้าไม่ถึงระบบ เพราะเรียนต่อ ไม่ได้ เนื่องจากว่าไม่มีสถานะบุคคลเสียทรัพยากรไปโดยไม่จำเป็น นั่นเป็นประการที่ ๔ ครับ

ประการสุดท้าย ก็คือว่าคณะกรรมาธิการท่านทำงานรวดเร็วและส่งรายงาน ฉบับนี้มาในเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ อันนี้ต้องขอบพระคุณท่านประธาน โสภณ ซารัมย์ ที่เคารพ ของผม ท่านทำงานเร็ว ท่านเขียนกำหนดเวลาไว้ อันนี้ผมเป็นรายงานแรก ๆ นะครับ ที่เห็นเลยว่าท่านเขียนกำหนดเวลาไว้ว่า ขอให้หน่วยงานดำเนินการแล้วเสร็จ หรือควรจะ ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร แต่ปรากฏว่ารายงานมาสภาเดือนมีนาคม เราเองพิจารณาไม่ทันปิดสภาครับ มาพิจารณาเดือนกรกฎาคม มันบวกไป ๔ เดือนนะครับ ถ้าอย่างนั้นถ้าท่านทบทวนเวลาได้ลบออกสักอย่างละ ๔ เดือนได้ไหม ที่ท่านบอก กระทรวงศึกษาธิการว่า ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี เหลือสัก ๘ เดือนได้ไหม นี่ยกตัวอย่างนะครับ ที่ท่านบอกว่า ๑ ปี ๖ เดือน ต้องลบไป ๔ เหลือสัก ๑ ปี ๒ เดือนได้ไหม ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผมนะครับ แต่เพื่อประโยชน์ในการยืนยันหลักการว่า ประเทศแห่งนี้เป็นประเทศที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครที่เดินเข้ามาในสยามเมืองยิ้ม ไม่ว่าจะเป็น ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์แบบใด อย่างไร ไม่มีสถานะแบบใด อย่างไร แต่ที่แห่งนี้เป็นประเทศที่ให้ความปลอดภัยและรับรองรายการดำรงอยู่ของเขาทุกคน สิทธิเด็กไม่ใช่สิทธิของใครคนหนึ่งครับ แต่เป็นสิทธิของเด็กทุกคน นั่นคือทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งต้องขอบพระคุณท่าน รายงานท่านเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่ผมจะได้สอบถามท่าน เพิ่มเติม อยากให้ท่านปรับแก้บางประเด็น และนำไปใช้ต่อในการดำเนินงานในส่วน ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ