เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สนับสนุนรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กไร้สัญชาติและเด็กไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร โดยเน้นความสำคัญของการแก้ปัญหาเอกสารประจำตัวที่มีผลต่อชีวิตและการถูกดำเนินคดี พร้อมชื่นชมคณะกรรมาธิการที่เสนอแนวทางแก้ไข ขณะเดียวกันได้หารือถึงปัญหาเด็กกลุ่มจีที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาการไม่มีเอกสารของผู้ปกครองที่ทำให้เด็กเกิดใหม่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ จึงเรียกร้องให้แก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการจัดทำรหัสจีเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางทะเบียนและเป็นก้าวแรกในการพิสูจน์สิทธิ์การได้รับสัญชาติไทย ตลอดจนการจัดการศึกษาให้เด็กต่างชาติเพื่อพัฒนาแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงการจัดทำทะเบียนราษฎร์อย่างสมบูรณ์พร้อมการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบ ติดตาม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม อภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการ จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยของ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะเคยมี ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ลืมพกใบขับขี่ขณะขับรถผ่านด่านใช่ไหมครับ ท่านมีสัญชาติไทยนะครับ ท่านมีใบขับขี่ ท่านมีบ้าน ท่านมีทุกอย่าง เพียงแต่ลืมพกใบขับขี่ ผ่านป้อมตำรวจ ทุกคนรู้สึกใจหวิว ๆ นะครับ นี่ก็คือประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเรา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาไม่มีเอกสารแสดงตัวตนแม้แต่อย่างเดียวนะครับ การที่เขาผ่านด่าน มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ใจหวิว ๆ เพราะเมื่อไรที่เขาถูกตรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาจจะถูกจับ ติดคุก ดำเนินคดีส่งออกไปยังเมืองนอกได้เลยอย่างนี้ อันนี้เป็นปัญหาอย่างมากของคนที่ ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนนะครับ ในฐานะของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่ทำการศึกษา แล้วก็ได้จัดทำข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งนะครับ แม้ว่าในสังคมไทยเรา ทางราชการพยายามที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็แล้วแต่ ปัญหาเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงนะครับ เอาเข้าจริง ๆ ระบบกฎหมายของเรา ก็พยายามที่จะเปิดเป็นลำดับแล้วนะครับ เอาในระดับสากลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ประเทศไทยเราก็ได้ถอนข้อสงวนในข้อที่ ๗ ไปแล้วนะครับ ซึ่งก็ส่งผลดีต่อสังคมไทยเรา ในระดับกฎหมายและนโยบายของเราเอง ก็มีระเบียบกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจน กฎหมาย สัญชาติก็กำหนดว่า ถ้าบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายก็สามารถที่จะดำเนินการ พิสูจน์เพื่อขอสัญชาติได้ อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องสัญชาติอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวผมจะพูด ในลำดับต่อไปนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าเราดูสถานการณ์จำนวนเด็กกลุ่ม G ไม่ได้มีท่าทีว่าจะ ลดลงนะครับ ปีที่แล้วในตอนที่เราเสนอญัตตินี้ขึ้นมา ผมจำตัวเลขได้มีอยู่ ๙๖,๐๐๐ คน แต่ปีนี้ผมเห็นตัวเลข ๑๓๐,๐๐๐ คน มันไม่ได้ลดลง มันเพิ่มขึ้น นี่เรายังไม่นับรวมถึงกลุ่มเด็ก ที่ไม่ได้ถูกจัดทำทะเบียน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วถ้าผมจำไม่ผิดอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ คน สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ไม่ลดลง ผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ประการนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อนบ้านเรา ในประเทศเมียนมาหลายท่านทราบดีมีปัญหาความไม่สงบในประเทศของเขา ทำให้คนจำนวนมาก จำเป็นต้องเข้ามาในประเทศไทยนะครับ คนที่มาจากเมียนมาในอดีตเคยมาเพียงเพื่อที่จะเป็น แรงงาน แล้วสักพักหนึ่งก็จะกลับบ้านไป ณ ตอนนี้หลายคนจำเป็นต้องอพยพมา พาครอบครัวมาแทบจะเป็นถาวรแล้วนะครับ ในฝั่งลาวเองก็เช่นกัน ในฝั่งกัมพูชาเอง ก็เช่นกัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็บีบให้คนจำนวนหนึ่งก็อพยพเข้ามาเพิ่มขึ้น ๆ เข้ามา เรื่อย ๆ เรื่องนี้ทำให้ตัวเลขมันก็เลยไม่ลดลง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าปัญหาที่เราทำไว้ มันค้างคา ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขเลย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเด็กเกิดใหม่จากคนที่ไม่มีเอกสาร แสดงตนใด ๆ เมื่อเกิดออกมาก็ไม่สามารถที่จะไปแจ้งเกิดก็ต้องกลายเป็นคนกลุ่มนี้ไปอย่างนี้ ปัญหาการสะสมหมักหมมอย่างนี้มา มันทำให้ตัวเลขเหล่านี้มันก็ไม่ได้กระเตื้องในการ แก้ไขปัญหา
ในลำดับต่อไปก็คือเรื่องของการจัดการเรื่องสถานะบุคคล ผมต้องเรียน อย่างนี้นะครับว่า การทำให้เด็กเข้าสู่รหัส G ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เขามีสัญชาตินะครับ มันเป็นคนละเรื่องกันนะครับ มันเป็นเพียงแค่การจัดทำหลักฐานทางทะเบียนให้แก่บุคคล ที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ส่วนเขาจะมีสถานะบุคคลแบบไหน อันนี้ มันเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติ ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเด็กกลุ่ม G กลุ่มนี้ มีเพียงแค่กลุ่มเล็กน้อยที่มีคุณสมบัติที่จะได้สัญชาติไทย ซึ่งการที่จะมีสัญชาติไทย คือการที่จะทำให้เด็กกลุ่มเหล่านี้มีสัญชาติไทย แรกเริ่มมันจำเป็นต้องทำให้เขาได้มี รหัส G ก่อน ถ้ามีคุณสมบัติที่จะได้รับสัญชาติไทย แต่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนก็ไม่สามารถ ที่จะทำการเริ่มต้นทำการพิสูจน์สัญชาติไทยได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการทำให้ทุกคนมี รหัส G จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากใน ๒ แง่นะครับ แง่ที่ ๑ ก็คือเพื่อเป็นบันไดขั้นแรก ให้บางคนที่มีคุณสมบัติสามารถขอพิสูจน์สัญชาติได้
ประการที่ ๒ ก็คือ สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดไว้ให้ได้ โดยเฉพาะ เรื่องของการจัดการศึกษา ทีนี้ถามว่าเรื่องของการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ไม่ใช่คน ที่มีสัญชาติไทยมีความสำคัญอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้ในสังคมไทยเรามีแรงงานที่เป็น คนต่างชาติจำนวนมาก หรืออาจจะพูดได้ด้วยว่าบรรดาแรงงานที่ใช้กำลัง ที่ใช้แรงแทบจะ เป็นคนต่างชาติทั้งหมดนะครับ ที่เป็นคนไทยนี้แทบจะน้อยมากเคยมีการพูดกันแบบเล่น ๆ สมมุติถ้าคนพม่ากับคนเขมรกลับบ้านหมด ปั๊มน้ำมันของประเทศเรานี่ต้องปิดเลย ร้านอาหารประเทศเราต้องปิดเลยนะครับ คือสิ่งเหล่านี้มันทำให้เห็นได้ว่าในสังคมไทยเรา มันมีกลุ่มคนที่ข้ามมาอยู่ในประเทศไทยอีกจำนวนมาก การจัดการการศึกษาผมคิดว่า มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในส่วนการเป็นแรงงาน ในอนาคตโรงงานในประเทศไทย หรืองานภาคอื่น ๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังคน ต้องใช้แรงงานอีกจำนวนมากนะครับ ถ้าเราทำให้คนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมีการศึกษา โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติก็ได้ครับ ทำให้เขามีการศึกษา เมื่อเขามีการศึกษามีฝีมือ เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเขาสามารถที่จะเป็น ส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยเราได้ เรื่องนี้ผมมองไม่เห็นปัญหาเลยว่ามันจะเป็นปัญหาได้อย่างไร
ในส่วนของความมั่นคงผมอยากจะพูดตรงนี้หน่อยหนึ่งว่า การที่เราปล่อยให้มี คนบางกลุ่มเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ผลดีนะครับ เพราะเวลาเขาไป กระทำความผิดหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา รัฐไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แต่ถ้าเกิดว่าระบบ การทะเบียนของเราเอาคนทุกคนเข้ามาอยู่ในสารบบ โดยมีหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ควบคุม การเข้า-การออก การเกิด การตายอย่างนี้ มันจะทำให้รัฐมีหลักฐาน มีข้อมูลของคนทุกคน เวลาจัดทำเอกสารทางทะเบียน นอกจากมีชื่อ มีบ้านเลขที่มีที่อยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำ ก็คือการพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือ การทำหลักฐานเหล่านี้เอาไว้ มันจะเป็นเอกสาร เป็นหลักฐาน ในการติดตาม ควบคุม กำกับคนได้ด้วย สมมุติอีกหน่อยถ้าเกิดว่ามีใครไปกระทำความผิด ก็สามารถที่จะตรวจสอบติดตามได้ อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐมีข้อมูลในการติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็กำกับสิ่งเหล่านี้นะครับ
แล้วสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า ประเทศไทยเราเองเราไม่ได้อยู่ โดดเดี่ยว เราอยู่ในสังคมโลก แล้วสังคมโลกในยุคสมัยใหม่ให้ค่านิยมกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าประเทศไทยเราดูแลคนเหล่านี้ตามมาตรฐานสากล รัฐบาลของประเทศไทยเราก็จะ มีหน้ามีตาในสังคมโลก เวลาเราไปที่ไหนในสังคมโลกเขาก็จะให้เกียรติ เขาก็จะยกย่อง เชิดชูเราในฐานะของประเทศที่เคารพ แล้วก็ปฏิบัติตามกฎกติกาสังคมในเรื่องของ การคุ้มครองสิทธิของเด็ก ขอบคุณมากครับ