จาตุรนต์ สนับสนุนรายงาน เด็กไร้สัญชาติได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติและเด็กไม่มีทะเบียนบ้าน หลังเกิดกรณีโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ จังหวัดอ่างทอง เรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ปรับกฎระเบียบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมจะขอ อภิปรายสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษาที่ท่านประธานและท่านผู้เสนอ ญัตติเพิ่งกล่าวไปนะครับ ตามญัตติที่ท่านเสนอไว้เดิมเป็นญัตติเพื่อพิจารณาแนวทาง การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเริ่ม มาจากการที่ท่านผู้เสนอญัตติคือ คุณปารมี ไวจงเจริญ ได้เสนอญัตติจากการที่ได้พบกรณี ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ จังหวัดอ่างทอง เกิดเหตุขึ้น ก็คือมีการแจ้งความดำเนินคดี ผอ. โรงเรียน มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ผอ. โรงเรียน แล้วก็มีการเคลื่อนย้ายเด็ก ๑๒๖ คน จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทองกลับไปที่พื้นที่ชายแดน รวมทั้งได้ส่ง ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดกลับไปประเทศเพื่อนบ้าน ผมเองได้รับรู้เรื่องนี้โดยตรง เนื่องจากว่า เป็นข่าวขึ้น มีอาจารย์นักวิชาการติดต่อมาขอให้ผมไปเป็นพยานในการสอบสวนคดี ที่ดำเนินคดีกับ ผอ. ท่านนั้น ผมก็ไปเป็นพยาน แล้วต่อมาก็ยังต้องมาให้การเพิ่มเติมแก่ คณะกรรมการสอบสวนที่สำนักงานพื้นที่ในจังหวัดอ่างทองเขตการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่ ในจังหวัดอ่างทองได้ตั้งกรรมการสอบสวนอยู่ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยที่ท่านเจ้าของญัตติ ได้นำเรื่องนี้มาเสนอต่อสภาเพื่อตั้งกรรมาธิการ และสภาส่งไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษา ก็คือทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง แล้วเราก็หาทางช่วยผู้ที่ควรได้รับความเป็นธรรม ให้ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ว่าท่านนำเสนอในที่สุดเข้าสู่คณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นระบบและครอบคลุมในหลายด้านที่เกี่ยวกับ เด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการการศึกษาที่ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างดี มีทั้งการศึกษาผลการศึกษาวิจัย งานศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญผู้ที่สนใจเรื่องนี้ได้ศึกษาไว้หลายชิ้น ท่านยังได้ มีการศึกษาโดยที่เห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นรวมทั้งกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีโรงเรียน ไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง คงหมายถึงอย่างนั้นนะครับ กับกรณีที่เกิดขึ้นได้อีกหลาย ๆ ที่ ที่เกิดกับเด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่เข้ามาบริหารจัดการ ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน อาจจะเกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ในหลายด้าน นี่คือบทสรุปของท่าน ก็คือทั้งในด้านความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม และความมั่นคง ปัญหาด้านแรงงาน ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งท่านได้ศึกษาไปอย่างครอบคลุม คณะอนุกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาต่าง ๆ ยังขาดวิธีการจัดการอย่างเป็นระบบ ยังคงมีอุปสรรคในการดำเนินการอีกหลายประการ เช่น ปัญหาในเรื่องกฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมถึงปัญหาในเรื่องทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งจากที่สัมผัสในคราวที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการ เป็นพยานในการสู้คดีนะครับ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทาง ดำเนินงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนภายใต้พื้นฐานการยอมรับ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และการยอมรับในสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนดังกล่าว โดยจัดทำเป็น ยุทธศาสตร์และมาตรการที่เหมาะสมครอบคลุมในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การ แก้ปัญหาในภาพรวมอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วท่านก็เสนอว่ารัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างไร ในส่วนที่น่าจะ เป็นข้อสรุปในแง่จุดหมายปลายทาง ที่ชัดเจนของคณะกรรมาธิการคือได้บอกว่า ดังนั้น เพื่อให้เด็กไร้สัญชาติได้มีโอกาสเข้าถึงสิทธิในการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรร่วมกันแก้ปัญหา โดยในส่วนที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิ ด้านการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว และในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ควรชี้แจงทำความเข้าใจสร้างองค์ความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐในส่วนของเด็กไร้สัญชาติเอง ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนควรตระหนักในความสำคัญ ของการศึกษา รวมทั้งสร้างองค์ความรู้เรื่องสิทธิด้านการศึกษา เพื่อให้เด็กไร้สัญชาติ สามารถเรียกร้องและต้องปกป้องสิทธิของตนเองได้ อีกทั้งยังนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไป พัฒนาตนเองและสังคมต่อไป อันนี้ต้องถือว่าเป็นข้อสรุปในทิศทางในทางยุทธศาสตร์ที่ ตรงประเด็นอย่างมาก ท่านประธานครับ แต่ว่าผมก็อยากกราบเรียนต่อไปคือ ถ้าย้อนไปถึง กรณีที่เป็นต้นเหตุที่มาของการเสนอญัตติ จนกระทั่งมาพิจารณากันนี้ ก็คือกรณีที่เกิดขึ้นที่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ จังหวัดอ่างทอง มันเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญนะครับ กรณีตัวอย่าง ที่สำคัญที่แสดงถึงความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับสูงมาก ๆ ลงมาถึงระดับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง จะเป็นพื้นที่ ที่อำเภอ ที่จังหวัดก็ตาม กรณีนี้เกิดขึ้นมีการตั้งข้อหาผู้อำนวยการทำผิด พ.ร.บ. คนเข้าเมือง นำเด็กเข้ามาแล้วเอาเข้ามาเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ว่าจริง ๆ แล้วการให้การศึกษา แก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ไม่มีสัญชาติ ไม่รู้ว่าสัญชาติอะไร หรือว่า สัญชาติอะไร สัญชาติชาติอื่นเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมายก็ตาม เป็นเรื่องที่รัฐและระบบการศึกษาไทยมีหน้าที่ตามที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีหน้าที่ทั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ที่จะต้องให้ การศึกษาแก่เด็กเหล่านั้นทุกคนเท่าเทียมกัน แต่กลายเป็นว่าผู้อำนวยการที่มีเด็กอยู่ ๑๒๖ คน บอกว่าไปเอามาจากเชียงรายอยู่ไกลเอามาที่นี่ แสดงว่าต้องไปเคลื่อนย้ายมา อ้างเหตุ อะไรก็ตามไปดำเนินคดีเขา แต่ที่สำคัญมากก็คือว่าได้เกิดการเคลื่อนย้ายเด็กโดยพลการ ด้วยการร่วมมือกันของทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการเอง ร่วมกันย้าย เด็กเหล่านี้ไปที่ชายแดน ก็คือไปที่เชียงราย แล้วส่งกลับไปส่วนใหญ่ ถ้ามีเล็ดลอดไม่ได้ กลับไปบ้างก็คงไม่กี่คน กลับไปยังเมียนมา เสร็จแล้วทำให้เด็กเหล่านี้ สุดท้ายแล้วพบว่า เด็กไปมีที่เรียนได้ ๔๐ คน ไม่ได้เรียน ๓๑ คน ไม่พบข้อมูลติดต่อไม่ได้ไม่รู้ชะตากรรม ๕๕ คน อันนี้คือเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ กว่าโน้น และนอกจากนั้นยังขัดหลักเนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันมีความขัดแย้งถึงขั้น สู้รบกันในเมียนมา การส่งเด็กกลับไปในพื้นที่เมียนมาเท่ากับส่งไปในพื้นที่ที่เป็นอันตราย ที่ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ ก็ผิดหลักการที่จะต้องไม่ส่งบุคคลกลับไปในพื้นที่ อันตราย ความผิดนี้เป็นความผิดที่ใหญ่หลวงมากและทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ของประเทศ ซึ่งก็เป็นข้อหนึ่งในที่ท่านตั้งเป้าในการศึกษานะครับ ก็ขอชมเชยอีกรอบหนึ่ง แต่ว่าที่ผมยกขึ้นมาพูดขยายความก็เพื่อจะให้เห็นว่า เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มัน เกิดขึ้นและเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง เกิดผลเสียหายตามมาคือการไป แจ้งความดำเนินคดี ผอ. โรงเรียน ซึ่งจัดการศึกษาให้เด็ก ดำเนินการสอบสวนทางวินัย เรื่องนี้ถ้าจะมีคนผิดคือคนที่ไปเคลื่อนย้ายเด็ก ส่งกลับไปเชียงรายแล้วส่งกลับไปเมียนมา แต่คนที่กำลังถูกสอบกลายเป็น ผอ. โรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่เด็ก และคนที่ไปแจ้งความ ดำเนินคดีก็ดี คนที่ตั้งกรรมการสอบก็ดี กลายเป็นบุคลากรในวงการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อยกเว้น อันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมด จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ท่านนำมาพิจารณา ทีนี้ในสิ่งที่ท่านเสนอเป็นข้อเสนอ ท่านประธาน กรรมาธิการและท่านผู้เสนอญัตติ คุณปารมีก็ได้อธิบายขยายความไปแล้วผมไม่ขอพูดซ้ำอะไร เลยนะครับ เพียงแต่ว่าท่านพูดถึงว่าหน่วยงานไหนต้องทำอะไรบ้าง มีวิธีปฏิบัติอย่างไร มีระเบียบวิธีปฏิบัติขั้นตอนอย่างไร ซึ่งครอบคลุมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง สาธารณสุข สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อันนี้ก็ครอบคลุมดีครับ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าจะมีวิธีอย่างไร เพราะว่าเรา แก้ไขรายงานของท่านไม่ได้ หมายถึงจะเพิ่มเติมอะไรในรายงานของท่านไม่ได้ ก็ถือเป็น โอกาสอภิปรายต่อที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อที่จะเป็นบันทึกหรือว่าท่านมีโอกาสที่จะสื่อสาร กับผู้ที่เกี่ยวข้องอีก ก็จะได้พูดกันเพื่อที่จะสื่อสารและให้เกิดประโยชน์ต่อไป ผมยังคิดว่า ข้อสังเกตที่เป็นเรื่องระเบียบวิธีปฏิบัติขั้นตอนต่าง ๆ ที่เสนอนี้ เห็นด้วยทั้งหมด เป็นเรื่องที่ดี ทั้งหมด แต่ว่ามันไม่เพียงพอตรงที่ว่า ปัญหาใหญ่ถ้าเราดูจากเฉพาะกรณีโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง และยังไม่นับว่าอีกหลายที่นะครับ ซึ่งขณะนี้อาจจะรวนไปมากแล้วก็ได้ เนื่องจากเขาเห็นว่า มีเด็กที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมาย อยู่ในความครอบครอง สอนอยู่ไม่รู้วันไหน จะโดนกระทรวงศึกษาธิการตั้งกรรมการสอบหรือไม่ ไม่รู้วันไหนจะโดนแจ้งความดำเนินคดี ฐานเอาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายมาเรียนหนังสือหรือไม่ มันก็จะเกิดการรวนไปหมด ทีนี้เรื่อง ใหญ่ที่ใหญ่กว่าระเบียบก็คือเรื่องหลักการครับ เรื่องหลักการใหญ่ที่ต้องทำความเข้าใจกัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับสูงสุดของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้มี หลายกระทรวงครับ ไล่ลงมาจนถึงระดับเรียกว่าระดับปลัดกระทรวง ระดับอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องไปถึงระดับเขตพื้นที่ ต้องทำความเข้าใจกันใหม่หมดครับ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอก เรื่องก็ยังคาอยู่ ทั้ง ๆ ที่คนที่ทำผิดกลายเป็นไม่ได้ ถูกมองอะไร ไม่ได้ถูกตั้งประเด็นอะไร คนที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเอง กลับถูกดำเนินคดีอยู่ อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามีปัญหา จะต้องทำความเข้าใจอะไร ท่านประธานครับ จะต้องทำความเข้าใจหลักการใหญ่ ๆ ในที่นี้ก็คือว่า เรื่องเด็กไร้สัญชาติ เด็กมีสัญชาติแต่เข้าเมืองผิดกฎหมายก็ดี เด็กไม่มีชื่อในทะเบียนก็ดี ไม่ว่าจะมา จากไหนนะครับ ไม่ว่าจะมาจากจังหวัดชายแดน หรือมาจากข้ามประเทศมา หรือมาจากไหน และมาเรียน ที่ไหน อันนี้ไม่ใช่ประเด็น คือเด็กอาจจะมาจากเซียมเรียบ มาจากข้างนครวัดและมาเรียนอยู่ ในกรุงเทพฯ แบบนี้ก็เยอะแยะไป ไม่ได้จำกัดเลย สำคัญว่าเป็นเด็กหรือไม่ ถ้าเป็นเด็ก ระบบ การศึกษาของประเทศไทยนี้โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แล้วก็โดยมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม และต่อมามีคู่มือและแนวปฏิบัติจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติ นี่เมื่อปี ๒๕๔๘ มติคณะรัฐมนตรีนี้ยังไม่ยกเลิกครับ มตินี้ บอกว่าต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคน แล้วก็ครอบคลุม ทั้งที่มีสัญชาติ ไม่มีสัญชาติ มีชื่อในทะเบียน ไม่มีในทะเบียน สมัยนั้นเราพูดกันว่าไม่มีบัตรอะไรเลย ที่กรรมาธิการกำลัง พยายามเสนอบอกว่าเรื่องตัว G เรื่องระเบียบ เรื่องขั้นตอน เรื่องเอกสารหลักฐานทำให้ ถูกต้องอย่างไร อย่างไร อย่างไรนั่นละก็ดีครับ แต่เรื่องนี้เด็กไม่มีบัตรอะไรทั้งสิ้น ก็ต้องให้เขา เรียน ต้องจัดการศึกษาให้เขา และกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องจัดงบประมาณอุดหนุน บางคน มีความรู้สึกว่าให้ขนาดนั้นก็แย่สิ เสียงบประมาณ เรื่องนี้เรามองกันอีกแบบหนึ่ง ทุกประเทศ ที่เจริญแล้วเขามองว่าเมื่อมีเด็กเข้ามาอยู่ อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่ง ๆ ในสังคมหนึ่ง ๆ ให้เขา มีการศึกษา ดูแลทางสาธารณสุขเขาให้ดี เขาจะเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม แต่ถ้าไม่ดูแลเขา ให้ดี ไม่ให้การศึกษา เขาจะโตขึ้นมาเป็นภาระของสังคม ซึ่งก็คือประเด็นหลัก ๆ ในตอนต้น ๆ ของคณะกรรมาธิการนี้ นอกจากนั้นมีคนเป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะไปเกี่ยวกับความมั่นคง จะเป็น ปัญหาต่อความมั่นคงอย่างไร ผมก็จะกราบเรียนในฐานะผมเป็นผู้เกี่ยวข้อง เป็นผู้เกี่ยวข้อง คือผู้เชี่ยวชาญในขณะนั้นที่ทำเรื่องเด็กไร้สัญชาติ เด็กมีสถานะทางทะเบียนทั้งหลายนี่นะครับ มาหารือผม ก็นำเรื่องสู่สภาความมั่นคง นำเรื่องสู่สภาความมั่นคงแล้วสภาความมั่นคง มีมติเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม เกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับสถานะบุคคล ในเรื่องนั้นก็มี เจตนาเชื่อมโยงไปสู่การรับรองสิทธิของผู้ที่แม้แต่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติสภาความมั่นคง เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๘ ต่อมาได้รับความเห็นชอบเป็นมติ ครม. ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ และนี่คือต้นทางของมติ ครม. ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ซึ่งปัจจุบันยังคง มีชีวิตอยู่ยังต้องใช้อยู่ ส่วนการจะต้องแก้ไขคู่มือแนวปฏิบัติหรือระเบียบวิธีการอื่น ๆ อย่างไร ที่คณะกรรมาธิการเสนอผมเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่ว่าผมกำลังจะบอกว่าขณะนี้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังมีความขัดแย้งรุนแรง มีแนวโน้มที่จะมีผู้ข้ามมาฝั่งนี้ ข้ามมา โดยถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง มีเด็กตามมามากบ้าง น้อยบ้าง และแนวโน้มจะมากขึ้น ถ้าเราไม่รีบทำความเข้าใจเรื่องนี้ ตั้งแต่ผู้ที่รับผิดชอบระดับสูงลงมาอย่างจริงจังพูดกัน ผมเสนอนี่เผื่อจะได้ยิน ถ้าได้ยินไปถึงรัฐบาลก็อยากให้รัฐบาลจัดครับ กระทรวงศึกษาธิการ อาจจะเป็นเจ้าภาพ กระทรวง พม. ก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการเสวนาหารือ เชิญผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งหลายมาเลยแล้วมาศึกษาว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กว่าอย่างไร เราเป็นภาคีเมื่อไร ระบบ กฎหมายของประเทศไทยตั้งแต่มติสภาความมั่นคง มติคณะรัฐมนตรีเขามีไว้อย่างไร เราจะได้ ไม่ทำอะไรที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วเราจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เข้าใจเรื่องนี้ เรื่องหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็ก อย่างที่จริง ๆ แล้วเราเข้าใจมานานแล้ว รัฐไทยเข้าใจมานานแล้ว ทำเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มันถูกปล่อยถูกละเลยไปไม่ได้ทำความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่องก็เลยขาดช่วง เวลานี้ ดึงกลับมาใหม่ครับ ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจ แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าขอให้รัฐบาลนำข้อสังเกต ซึ่งเป็นข้อค้นพบและข้อเสนอที่ดี ที่คณะกรรมาธิการการศึกษาได้เสนอในครั้งนี้ ผมสนับสนุน การรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการการศึกษา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล จะนำไปปฏิบัติ รวมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการพูดจาหารือกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในหลักการใหญ่ที่ประเทศไทยได้ยึดถือมาและทำมาแต่ขาดช่วงไปบ้างให้นำกลับมา เมื่อผสมผสานกับการแก้ไขระเบียบวิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการเสนอ ผมเชื่อว่า การดูแลการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มี สัญชาติไทยก็จะดีขึ้นมากอย่างแน่นอนเลยครับ ขอบคุณครับ