ปารมี แจงแนวทางพัฒนาเด็กไร้ทะเบียน ผลักดันรหัส G ไปสู่เลข 13 หลัก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ปารมี ไวจงเจริญ หารือปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียนไร้หลักฐานทะเบียนราษฎร หลังเหตุการณ์ผลักดันเด็กที่อ่างทอง โดยเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการสำรวจและจัดกลุ่มข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรหัส G Code และพัฒนาไปสู่เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักภายในกรอบเวลา 1 ถึง 1 ปี 6 เดือน เร่งรัดการขึ้นทะเบียนผ่านตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน ปรับปรุงคู่มือและระบบให้กระชับเข้าใจง่าย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกรมการปกครองร่วมดำเนินการอย่างบูรณาการ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเด็กกลุ่มนี้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

นายปารมี ไวจงเจริญ กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการศึกษา และในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้ยื่นญัตติให้พิจารณาศึกษา แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ แล้วในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็มีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการสามัญคือ คณะกรรมาธิการการศึกษา จริง ๆ เหตุการณ์ครั้งนี้นะคะท่านประธาน สืบเนื่องมาจากกรณี นักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ๑๒๐ กว่าคน ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง เมื่อประมาณปีที่แล้ว ที่โดนกองกำลังของทางหน่วยราชการหลายหน่วยทั้งตำรวจตรวจคน เข้าเมือง ทั้งกระทรวง พม. กระทรวงศึกษาธิการ เข้าตรวจสอบ แล้วในที่สุดก็มีการดำเนินคดี กับผู้บริหารโรงเรียน แล้วก็มีการส่งเด็กกลุ่มนี้ผลักดันออกไปสู่นอกประเทศ ซึ่งตัวดิฉันเอง แล้วก็บรรดาเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลเราก็ปรึกษาหารือกันว่า กรณีเช่นนี้มันขัดต่อ หลักสิทธิมนุษยชน แล้วก็ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่เด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษา และพอดิฉันมาศึกษาดูจากกฎหมายกฎระเบียบต่าง ๆ ก็พบว่าจริง ๆ แล้วกฎระเบียบกฎหมาย ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมติคณะรัฐมนตรี เดือนกันยายนปี ๒๕๔๘ หรือระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๔๘ ปีเดียวกัน จริง ๆ มีกฎหมายค่อนข้างครอบคลุมเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าพอวิธีปฏิบัติมันไม่ได้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกันจึงนำมาสู่การพิจารณาแล้วก็สืบหาข้อมูล ต่าง ๆ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ หน่วยไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวง พม. กระทรวงแรงงานเข้ามา ให้ข้อมูลในคณะทำงาน ในคณะกรรมาธิการการศึกษาที่ตั้งขึ้นมานี้นะคะ ซึ่งผลปรากฏก็ได้ ข้อสรุปที่เป็นบทสรุปและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉัน อยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกถ้าได้เห็นในรายงานดูสรุปผลการพิจารณาและ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในหน้า ๔๘ ได้เลย ซึ่งคณะทำงานเราและคณะกรรมาธิการ เราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็สรุปออกมาค่อนข้างอ่านง่ายนะคะ ดิฉันได้สรุปไว้เป็น ๓ ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ ๑ ระเบียบวิธีปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานที่มันมีติดขัด ลักลั่นกัน แล้วก็ยังไม่เหมาะสม ยังไม่สะดวก คณะกรรมาธิการการศึกษาเราก็เสนอไว้ว่า ในขั้นที่ ๑ เป็นขั้นการขึ้นทะเบียน นักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรเหล่านี้ให้ได้รับ รหัสประจำตัวผู้เรียน หรือ G Code ซึ่ง G Code ก็คือย่อมาจาก Generate Code เป็นรหัส ที่กระทรวงศึกษาธิการสร้างขึ้น เพื่อจะใช้ในการขึ้นรหัสแล้วให้สิทธิทางการศึกษากับ เหล่านักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรเหล่านี้ ในลำดับที่ ๑ ดิฉัน และคณะกรรมาธิการ การศึกษามีความเห็นว่า ให้หน่วยงาน ๕ หน่วยงาน คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวง พม. แล้วก็กระทรวงแรงงานเร่งไป สำรวจแยกแยะข้อมูลของบรรดาเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรว่ามีจำนวนเท่าใด เพราะว่าข้อมูลนี้สำคัญมากค่ะท่านประธาน ในการที่เราจะแก้ปัญหาหรือจะจัดแนวทาง แก้ไขใด ๆ ก็ตาม ต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่ชัดเจน คณะกรรมาธิการเราจึงเห็นว่าการได้ข้อมูล และตัวเลขที่แน่ชัดจึงสำคัญมาก ลำดับที่ ๑ จึงต้องแยกแยะข้อมูลว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรเหล่านี้มีจำนวนเท่าไรกันแน่ ซึ่งในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ การศึกษาที่เราพิจารณาเราเห็นว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรอาจจะแบ่งได้ออกเป็น ประมาณ ๗ กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ ๑ คือลูกหลานชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เป็นเวลานานแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มเด็กเร่ร่อน กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นและคนไทย ตกหล่น กลุ่มที่ ๔ คือบุตรหลานผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เกิดในประเทศไทย กลุ่มที่ ๕ กลุ่มบุตรหลานผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย กลุ่มที่ ๖ กลุ่มนักเรียน ที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนและเดินทางเข้ามา เรียนหนังสือในไทยแบบไปเช้าเย็นกลับ แล้วกลุ่มที่ ๗ คือนักเรียนที่ไม่สามารถติดตามตัวได้ เนื่องจากอาจจะย้ายที่อยู่ หรือกลับภูมิลำเนาไปแล้วหรืออาจจะเสียชีวิต ใน ๗ กลุ่มนี้ถ้าเรา แยกแยะข้อมูลโดย ๕ หน่วยงานนี้ประสานความร่วมมือกัน แยกแยะข้อมูลให้ได้จะได้เกิด ความชัดเจน รู้จำนวนนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่แท้จริง ลดความซ้ำซ้อนของ นักเรียนรหัส G ในแต่ละสถานศึกษา และจะได้จำหน่ายรหัส G ของนักเรียนบางคนที่อาจจะ กลับภูมิลำเนาไปแล้ว หรือย้ายที่อยู่ ให้จำหน่ายนักเรียนบางคนออกไปจากระบบจะได้ Clear ข้อมูล พอตั้งต้นที่ข้อมูลที่ชัดเจนแนวทางแก้ปัญหามันก็จะชัดเจนตามไปด้วย โดยคณะทำงานและคณะกรรมาธิการการศึกษาให้เวลากำหนดกรอบระยะเวลาของ หน่วยราชการต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนในรายงานฉบับนี้นะคะ โดยขอให้ในการแยกแยะข้อมูล ๕ หน่วยงาน ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี

ประเด็นต่อมาหลังจากที่แยกแยะข้อมูล รู้จำนวนเด็กนักเรียนรหัส G เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อมากระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ไขคู่มือและแนวปฏิบัติในการ จะขึ้นทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ซึ่งจริง ๆ คู่มือนี้มีอยู่แล้ว กระทรวงศึกษาธิการทำมานานแล้ว อันนี้ต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ เพียงแต่ว่า ฉบับที่กระทรวงศึกษาธิการมีอยู่มันอาจจะค่อนข้างมีรายละเอียดมากหน่อย ทางคณะกรรมาธิการเรามีความเห็นว่าให้กระทรวงศึกษาธิการไปแก้ไขคู่มือนี้ให้สั้น กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อที่ครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะได้ใช้ดำเนินการขึ้นทะเบียนรหัส G ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ

ต่อมาประเด็นที่ ๒ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรรมาธิการเราเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้งานระบบ ในการขึ้นทะเบียนรหัส G ให้กับ ครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ดำเนินการการขึ้นทะเบียน รหัส G ได้อย่างรวดเร็วและเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศ

และในส่วนข้อสังเกตประการที่ ๓ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประสานความ ร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองแต่ละท้องที่ รวมถึงตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของแต่ละท้องที่ เพื่อผ่อนปรนให้กับนักเรียนที่มีเลข ประจำตัว ได้รหัส G เรียบร้อยแล้ว แล้วก็อยู่ในระหว่างที่จะพัฒนาสถานะรหัส G ให้ไปเป็น เลขประจำตัว ๑๓ หลัก ให้นักเรียนเหล่านี้เขาได้เดินทางออกนอกเขตอำเภอที่ตัวเขาเอง อาศัยอยู่เพื่อไปสอบเรียนต่อ เช่น สอบเรียนต่อระหว่างช่วงชั้น สอบ ป.๖ เข้า ม.๑ หรือ ม.๓ เข้า ม.๔ อย่างนี้ เป็นต้น ในเรื่อง ๓ หัวข้อนี้ที่กระทรวงศึกษาธิการควรทำก็ควรจะทำให้ แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี

ประเด็นต่อมาที่คณะกรรมาธิการเราศึกษาแล้ว เพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามาดำเนินการเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการขึ้น ทะเบียนรหัส G ก็คือขอให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร แล้วก็ตั้งสายด่วน Hotline เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาด้านแนว ปฏิบัติการขึ้นทะเบียนรหัส G ให้กับครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทุกพื้นที่ในประเทศไทย เวลาติดขัดปัญหาอะไรจะได้ Hotline สายด่วน หรือจะใช้เป็น Application LINE ก็ได้ กระทรวงศึกษาธิการไปติดตั้งระบบนี้ขึ้นมา ก็ควรจะติดตั้งระบบศูนย์ประสานงานและ Hotline สายด่วนประเภทนี้ขึ้นมาสักภายใน ๑ ปี ๖ เดือน

ประเด็นต่อมานะคะ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ กรณีที่นักเรียน ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรและได้ขึ้นทะเบียนรหัส G แล้ว เขาจะยังไม่ได้รับสิทธิพื้นฐาน ในความเป็นมนุษย์หรือสิทธิมนุษยชนในบางประเด็น ก็คือสิทธิการรักษาพยาบาล อันนี้ก็ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่านักเรียนต่าง ๆ ที่เข้ามาเล่าเรียนหนังสือในประเทศไทย เพื่ออนาคต เขาได้เล่าเรียนหนังสือ จะได้นำความรู้และทักษะสมรรถนะต่าง ๆ กลับมาเป็นแรงงานสำคัญ ของประเทศชาติได้ด้วย แต่ในระหว่างที่เขาเล่าเรียนอยู่ และเขาได้ขึ้นทะเบียนรหัส G ของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เขาจะยังไม่ได้รับสิทธิรักษาพยาบาล เพื่อให้เติมเต็ม สิทธิพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนกับนักเรียนเหล่านี้ คณะกรรมาธิการของเรา จึงมีความเห็น มีข้อสังเกตต่อกระทรวงสาธารณสุข ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอนุมัติหลักการการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข และจัดหาแหล่งงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลให้กับกลุ่มนักเรียนที่มีรหัส G แล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาสถานะบุคคลให้เป็นเลข ๑๓ หลัก อันนี้ก็ขอให้กระทรวง สาธารณสุขดำเนินการภายใน ๑ ปี ๖ เดือน

ประเด็นต่อมาที่ดิฉันนำเรียนไปนะคะท่านประธาน จะเป็นประเด็นกรณี เรื่องนักเรียนที่ขึ้นทะเบียนรหัส G แล้ว มันมีประเด็นที่ ๒ คือด้านการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีรหัส G แล้วให้เป็นเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ท่านประธานคะ อันนี้เราเข้าใจ และรู้กันถ้วนหน้าว่าอัตราการเกิดประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาลดลงเป็นจำนวนมาก แล้วเราขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก เราได้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เติมเต็ม การขาดแคลนแรงงานเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศเรา มันเป็นการที่ดี ถ้าเราจะให้ความรู้ ให้ทักษะ ให้สมรรถนะที่เหมาะสมในการที่เขาจะเป็นแรงงานสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป ดิฉันและคณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า การที่นักเรียนเหล่านี้ได้รหัส G อาจจะยังไม่เพียงพอ ควรจะพัฒนาเขาให้ได้เป็นเลข ประชาชน ๑๓ หลัก จึงได้นำเสนอต่อ ๓ หน่วยงานนี้นะคะ หน่วยงานที่ ๑ คือในด้าน การพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลขประชาชน ๑๓ หลัก คณะกรรมาธิการเราเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการทำ ๓ ประเด็นนี้นะคะ

อันที่ ๑ คือให้กระทรวงศึกษาดำเนินการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักบริหาร การทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งรัดดำเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีเลขรหัส G แล้ว ให้พัฒนาไปเป็นเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก

ข้อ ๒ ให้กระทรวงศึกษาธิการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายใน กระทรวงศึกษาธิการเอง ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ จนถึงระดับส่วนกลาง เพื่อร่วมกันพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ได้รหัส G แล้ว ให้พัฒนาสถานะไปเป็น เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก

ข้อ ๓ ให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งให้กับครู และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ตรงกันในการพัฒนาสถานะของนักเรียน รหัส G นะคะ เหล่านี้ก็ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประสานงาน ๓ หัวข้อนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี

ข้อที่ ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นหน่วยงานสำคัญ ในประเด็นการพัฒนา จากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก คือกระทรวงมหาดไทยนะคะ โดยเฉพาะสำนักบริหาร การทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานหลักในประเด็นนี้ค่ะ ท่านประธาน กรรมาธิการเรามีความเห็น มีข้อสังเกตว่า สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ควรแก้ไขระเบียบการส่งข้อมูลที่กำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการต้องส่งข้อมูลเพื่อพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก ข้อมูลเหล่านี้ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องส่งไปยังสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง มี ๑๕ รายการ หรือ ๑๕ Field ตัวอย่างอย่างเช่น รายการที่ ๑ คือรหัส G ของกระทรวงศึกษาธิการ รายการที่ ๒ คำนำหน้านาม รายการที่ ๓ ชื่อตัว รายการที่ ๔ ชื่อสกุล แต่มันมีบางรายการ อย่างเช่น รายการที่ ๑๐ หรือ Field ที่ ๑๐ คือรหัสตำบล รายการที่ ๑๑ ชื่อตำบล รายการที่ ๑๒ รหัสอำเภอ คณะทำงานและคณะกรรมาธิการการศึกษามีความเห็นว่า ๑๕ รายการ หรือ ๑๕ Field นี้มากเกินไป ยุ่งยาก และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาสถานะของนักเรียน รหัส G ให้กลายไปเป็นเลข ๑๓ หลัก จึงควรแก้ไขให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แก้ไขรายการเหล่านี้ให้เหลือเพียงแค่รายการที่จำเป็นนะคะ

ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการของเรามีข้อสังเกตเสนอแนะให้ สำนักงาน ทะเบียนกรมการปกครอง อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาสถานะบุคคลของ นักเรียนที่มีเลขประจำตัวรหัส G ให้กลายไปเป็นเลขประชาชน ๑๓ หลัก โดยขอให้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อบรมให้ความรู้กับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละอำเภอ เพื่อที่ปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแต่ละอำเภอ จะได้ ปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ ในขั้นตอนนี้ของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรรมาธิการเราเห็นควรว่า กรมการปกครองควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี

ส่วนประเด็นที่ ๓ ในเรื่องการพัฒนาสถานะจากรหัส G ไปเป็นรหัสประชาชน ๑๓ หลัก และเกี่ยวเนื่องกับสำนักบริหารการปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรรมาธิการเรามีข้อสังเกตว่า สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ควรตั้งศูนย์มนุษยธรรม เพื่อประสานงานการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีเลข ประจำตัวรหัส G แล้ว ให้พัฒนาสถานะไปเป็นเลข ๑๓ หลัก เพื่อให้ศูนย์นี้หรือศูนย์ มนุษยธรรมนี้เป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษา ให้กับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อได้ปฏิบัติงานการพัฒนาสถานะเลขประจำตัว ๑๓ หลักให้กับนักเรียนเหล่านี้ จะได้ ปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ ในข้อเสนอแนะการ ตั้งศูนย์มนุษยธรรมนี้ ทางกรรมาธิการเราก็เสนอว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน เหล่านี้เป็น ๒ ประเด็นใหญ่นะคะ ประเด็นด้านการขึ้นรหัส G กับประเด็นการพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก ซึ่งจะเป็น การเติมเต็มสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ให้กับนักเรียนเหล่านี้ เพื่อโอบรับนักเรียนเหล่านี้ เข้ามาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา พัฒนาความรู้ พัฒนาวิชาชีพ ทักษะและสมรรถนะ ของเขา ในยามที่ประเทศไทยเราหลายปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดเราลดลง โรงเรียนต่าง ๆ ของไทยเราปัจจุบันว่างลงไปเยอะ เพราะฉะนั้นเรานำเด็กเหล่านี้มาพัฒนาเขาให้เขามีศักยภาพได้เต็มที่ เพื่อเขาเติบโตเขาจะได้ ผูกพันกับประเทศเรา ได้เรียนภาษาไทย ได้เรียนภาษาอังกฤษ และวิชาความรู้ทักษะ สมรรถนะต่าง ๆ ที่จำเป็น เขาจะได้รักและผูกพันกับประเทศเรา และทำงานเป็นแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบให้กับเรา ดิฉันจึงเห็นเป็นประโยชน์อย่างมากในการจะ ดำเนินการเรื่องการขึ้นทะเบียนรหัส G และพัฒนาสถานะของนักเรียนกลุ่มนี้ให้มีโอกาสได้รับ การศึกษาและโอกาสได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่อ ๆ เนื่องไป เห็นประโยชน์ของประเทศไทย ยิ่งปีนี้ประเทศไทยเรานะคะ เราสมัครเป็นสมาชิกในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน นี่จะเป็น อีกโอกาสหนึ่งที่ประเทศไทยและรัฐบาลไทยจะได้แสดงให้นานาชาติได้รับรู้ว่าประเทศ เราตระหนักในเรื่องสิทธิเด็ก สิทธิทางการศึกษา แล้วโอบรับแก่มนุษยชาติทุกคน ขอขอบพระคุณค่ะท่านประธาน