ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือปัญหาเด็กไร้รัฐและเด็กไร้สัญชาติที่ได้รับรหัสจี โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้งการตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ครู ผู้แทนชาติพันธุ์ และมูลนิธิมีส่วนร่วม รวมถึงการเร่งสนับสนุนเด็กที่ต้องอาศัยวัดและพระสงฆ์ในการศึกษาเพราะขาดการรับรองจากรัฐ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ที่เด็กต้องบวชเป็นเณรเพื่อเข้าถึงการเรียนรู้
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงใหม่ครับ เขต ๓ สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ดครับ ก็ได้ฟังท่านจาตุรนต์อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ก็ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เข้าใจในเรื่องหลักการทั้งหมดที่ท่านพยายามจะอภิปราย และชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาตินะครับ จริง ๆ แล้วก็ตามรายงานนะครับ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษามาก็ได้ระบุนะครับว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เคยมีการจัดทำคู่มือ บางพื้นที่เข้าใจเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สามารถจัดการแก้ไขปัญหาให้กับเด็ก ๆ ได้ แต่ก็มีอีกหลายพื้นที่ ที่ไม่เข้าใจกับกระบวนการทั้งหมดที่เคยมีมา ซึ่งทางท่านจาตุรนต์เมื่อสักครู่ก็ได้ชี้ให้เห็น ว่าเรื่องนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับหลักการในแต่ละช่วงเวลาว่าเราจะยึดถือ หลักการใหญ่ที่เราจะให้การศึกษากับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มาจากไหนก็ตามนั้น เราจะให้ความสำคัญเรื่องนั้นอย่างไร ผมคงไม่พูดซ้ำในตรงนั้นนะครับ แต่ก็อยากจะเล่า สักเล็กน้อยในฐานะที่เป็น สส. เขตที่อยู่ในจังหวัดที่มีเด็กรหัส G เยอะพอสมควรนะครับ ครั้งก่อนครับ ตอนที่มีการเสนอญัตติที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญผมก็ได้ลุกขึ้นอภิปราย ตอนนั้นก็สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดอ่างทองด้วยครับ แล้วก็สืบเนื่องไม่เชิงเป็น เหตุการณ์ที่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นคุณครูโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงวัดนะครับ ที่ติดต่อมาว่ามีปัญหา เกี่ยวกับการให้รหัส G กับเด็กนะครับ ทีนี้ตอนนั้นยอมรับครับว่าผมไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ระยะเวลาเกือบ ๑ ปีที่ผ่านมาครับ ร่วมกับทาง สส. ปารมี ก็เราลงพื้นที่เชียงใหม่กัน เยอะนะครับ สส. พรรคก้าวไกลเราก็ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเองด้วยครับท่านประธาน ก็มีปัญหาเหล่านี้เหมือนกัน ซึ่งระหว่างทาง ๑ ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้เข้าใจ ได้เห็น กระบวนการ กลไก รวมถึงได้มีข้อสรุป ข้อสังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการการศึกษาได้กรุณา และทำขึ้นมา ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านจริง ๆ เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะท่าน สส. ปารมี ที่ลงพื้นที่ภาคเหนือบ่อยมาก พบกับกลุ่มต่าง ๆ พบกับเจ้าอาวาส พบกับมูลนิธิต่าง ๆ พบกับ คุณครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้นะครับ
สำหรับข้อสังเกตในรายงานฉบับนี้ ผมไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ว่าจะมี จุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญนั่นคือ การตั้งศูนย์ประสานงานโดยกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็เป็นการตั้งศูนย์มนุษยธรรมโดยกระทรวงมหาดไทย ตรงนี้สำคัญครับ เพราะว่าเรื่องนี้ การที่เราจะแก้ปัญหาได้ มันก็มีหลายหน่วยงาน หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง การที่มันจะมี ศูนย์ขึ้นมานี่ มันมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จไปแล้วที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่ทำในเชิงมูลนิธิที่เขาขับเคลื่อนกัน เขาเป็นตัวกลางประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามา และช่วยจัดการไขปลดล็อกข้อปมต่าง ๆ จนสามารถจัดการเรื่องนี้ได้นะครับ ดังนั้น ศูนย์นี้ผมเห็นด้วยที่ควรจะมีขึ้นมา และอยากจะเพิ่มว่าควรจะมีภาคเอกชน เป็นครูในพื้นที่ ที่มีประสบการณ์ เป็นมูลนิธิ เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ที่สามารถพูดภาษาถิ่นต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่อจะได้ สื่อสารกับเด็กหรือกับครอบครัวของเด็กเหล่านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเขาก็สื่อสารภาษาไทยเราไม่ได้ ผมว่าอันนี้ก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาเรื่องเด็กรหัส G มันรวดเร็ว ยิ่งขึ้นนะครับ
มีอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะเล่าให้สภาแห่งนี้ได้ฟังในระหว่างที่ การแก้ไขปัญหาเด็กรหัส G วันนี้เราก็มีข้อเสนอนะครับ แต่ว่ารัฐบาลก็ต้องนำไปทำต่อ สิ่งที่ เกิดขึ้นตอนนี้ มีเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จำนวนมากที่หาที่เรียนไม่ได้ เมื่อเขาหาที่เรียนไม่ได้ พวกท่านคิดว่าเขาไปที่ไหนครับ เขาไปที่วัดครับ ผมเจอกับเจ้าอาวาสหลายวัดในจังหวัด เชียงใหม่นะครับ ทุกวันนี้จำนวนเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่จำเป็น จำเป็นต้องบวชเป็นเณรเพื่อให้ ได้รับการศึกษา มีเพิ่มขึ้นสูงมากนะครับ เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด คือตัวเลขมันดูน้อย จากเณร ๕๐ คน เพิ่มเป็น ๑๐๐ คน เพิ่มเป็น ๒๐๐ คนในวัด ๆ หนึ่งคือ ตัวเลขมันดูน้อย แต่ท่านอย่าลืมนะครับ การให้การศึกษากับเณรน้อย ป. ๑ ถึง ป. ๖ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนใด ๆ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เด็กเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงินบุญ ผมเจอกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเล่าให้ผมฟังว่าหมาตัวหนึ่ง พระยังต้องให้อาหาร แต่ชีวิตเด็กคนหนึ่งนี่จะให้เขาทิ้ง ได้อย่างไร สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผมไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นจะมีลักษณะเดียวกัน หรือเปล่านะครับ วัด ศาสนาพุทธของเราที่เราทำนุบำรุงผ่านการทำบุญ มีหลายแห่งที่กำลัง ประสบปัญหาว่าจะเอาเงินบุญที่ไหนมาดูแล และให้การศึกษากับเณรน้อย เด็กน้อยที่เขา ไร้โอกาสแบบนี้ ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ผ่านท่านโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ การศึกษานะครับ ผมไม่แน่ใจ ไม่ได้ติดตามการทำงานของคณะท่านว่าได้เคยมีการพูดคุย เรื่องนี้กับทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรืออะไรแล้วหรือยังครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอฝากไว้นะครับ มันก็เป็นการจัดการศึกษารูปแบบหนึ่ง และผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหา ในรายงานฉบับนี้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเด็กที่จำเป็นต้องบวชเรียน และกำลัง ทำให้วัดและพระสงฆ์ต่าง ๆ กำลังได้รับ จะเรียกว่าผลกระทบก็ไม่ได้ แต่ว่าเขาใช้เงินบุญครับ เงินบุญที่ทำนุบำรุงศาสนาแต่ก็ต้องนำมาดูแลตรงนี้ ผมนับถือศาสนาพุทธนะครับ ผมก็เข้าใจ หลักการตรงนี้ครับ มันน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราน่าจะช่วยกันได้ ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ