ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้เป็นแบบออนไลน์และปรับแนวทางการจัดโซนนิ่งใหม่ โดยเสนอให้เปิดพื้นที่ได้ทุกแห่งยกเว้นเขตที่ห้ามอย่างชัดเจน พร้อมผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจร่วมกับประชาชนในการกำกับดูแลสถานประกอบการให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และเสนอให้ทบทวนนิยามสถานบริการในกฎหมายเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงการจดทะเบียน รวมถึงสนับสนุนการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางความเชื่อและสิทธิเสรีภาพของประชาชนควบคู่กัน
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ รองประธานคนที่หนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ความเห็นจากท่านสมาชิกทุกท่านที่มีต่อรายงานฉบับนี้ที่ค่อนข้างอภิปรายกันอุ่นหนาฝาคั่ง ก็ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ทุกความเห็นมีประโยชน์มาก ๆ ผมขอตอบในบางประเด็นนะครับ และเดี๋ยวต่อไปก็จะมีกรรมาธิการท่านอื่นที่จะลุกขึ้นมาชี้แจงในประเด็นอื่น ๆ เช่นกันนะครับ
ประเด็นแรกนะครับ ก็มีท่านเท่าพิภพได้อภิปรายไว้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็น ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ ก็คือเรื่องของ One Stop Service นะครับ ที่ท่านเสนอให้เป็นระบบแบบออนไลน์ โดยที่เจ้าของกิจการอาจจะไม่จำเป็นต้อง ออกจากบ้านด้วยซ้ำ อันนี้ก็เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ช่องทางหนึ่งที่มีการเรียกรับ ผลประโยชน์กันตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดกิจการเลย ก็คือการยื่นใบอนุญาต แล้วก็เจ้าพนักงานในหลาย ๆ ครั้งก็อาจจะใช้ดุลพินิจนะครับ แล้วก็อาจจะมีการเรียกรับ ผลประโยชน์ เพื่อให้การขอใบอนุญาตต่าง ๆ นั้นเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น ดังนั้นถ้าเราเข้าไปในออนไลน์นี่มันก็จะลดการเรียกรับส่วยได้ด้วย แล้วก็เพิ่มความสะดวก ให้กับผู้ประกอบการได้ด้วย ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกนะครับ ลองนึกถึงถ้าใครทันสมัยสอบ เข้ามหาวิทยาลัยที่เราเรียกว่า Entrance ในยุคก่อนปีการศึกษา ๒๕๔๑ ซึ่งผมไม่ทัน ก็ต้อง บอกไว้นะครับ สมัยนั้นนะครับเวลาเราไปเลือกนี่เราจะไปเลือกคณะก่อนนะครับ เราเลือกไป ๔ คณะปุ๊บ แล้วเขาก็จะบอกเลยว่าเราต้องสอบวิชาอะไรบ้างนะครับ อันนี้ก็เช่นกันนะครับ เราก็เข้าไปบอกว่าเราจะเปิดสถานบริการในรูปแบบใด แล้วเขาก็จะบอกเรามาว่าเราจะต้อง ยื่นเอกสารใด ๆ บ้าง แล้วเราเอาแค่ยื่นเอกสารนั้นให้ครบ หลังจากนั้นระบบก็จะส่งเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่จำเป็นนะครับ ทำให้ลดการพบปะกันระหว่างเจ้าพนักงานกับ ตัวผู้ประกอบการ แล้วก็ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในการเรียกรับผลประโยชน์เช่นกัน ก็ขอบคุณข้อแนะนำนี้นะครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ
ในประเด็นต่อไป ก็เป็นประเด็นที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงก็คือเรื่องของ Zoning ในการเปิดกิจการสถานบริการต่าง ๆ ก็ต้องชี้แจงว่าในรายงานฉบับนี้ไม่ได้มีการยกเลิก การ Zoning เรายังคงการ Zoning ไว้เหมือนเดิม เพียงแต่เราคิดว่าหลักเดิมในการใช้ Zoning นั้นค่อนข้างที่จะเป็นอุปสรรค แล้วก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ค่อนข้างมากนะครับ เราก็กลับหลักจากที่ไม่สามารถขออนุญาตได้ ยกเว้นใน Zoning ที่ระบุ ไว้เท่านั้น เปลี่ยนนะครับ เปลี่ยนเป็นสามารถขอใบอนุญาตได้ ยกเว้นในโซนที่ระบุว่า ให้งดออกใบอนุญาตนะครับ ก็คือเปิดเป็นหลัก ปิดเป็นข้อยกเว้น โดยที่หลาย ๆ ท่านก็พูดถึง อำนาจในการตัดสินใจในการทำ Zoning ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยเช่นกันว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีความรับผิดรับชอบทางการเมืองต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง ควรจะมีอำนาจนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเข้าใจว่าในหลาย ๆ เรื่อง ทาง อปท. เอง อาจจะมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่รอบด้านนะครับ ดังนั้นเราก็เลยเสนอในรูปแบบของ คณะกรรมการร่วม อาจจะมีส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลางเข้าไปนั่งด้วยตามแต่ที่จะกำหนด ขึ้นมาในภายหลังนะครับ แต่ทั้งนี้ในวงเล็บไว้ก็คือเราสามารถที่จะกำหนดสัดส่วนให้ทาง อปท. อาจจะมีอำนาจค่อนข้างมากในคณะกรรมการนี้ อาจจะเป็นเสียงข้างมากใน คณะกรรมการก็ได้นะครับ แล้วก็มีการเพิ่มความมีส่วนร่วมกับประชาชน ดังที่ท่านจุลพงศ์ ได้อภิปรายไว้ก็คือ ประชาชนสามารถรวมตัวกันเรียกร้องให้คณะกรรมการวางเขตงด ออกใบอนุญาตในเขตที่ใกล้เคียงกับชุมชนนั้น ๆ ได้นะครับ หรืออาจจะสามารถยื่นคัดค้าน การออกใบอนุญาตได้เช่นกันนะครับ
ในอีกส่วนหนึ่ง มีท่านธีระชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงการห้ามออก ใบอนุญาตในเขตที่ใกล้กับสถานศึกษา หรือศาสนสถานอื่น ๆ ผมต้องเรียนแบบนี้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย จริง ๆ แล้วเราควรจะเป็นการควบคุม และการลดผลกระทบ ที่กิจการมีต่อประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการนั้น ๆ นะครับ แล้วอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง ในสาเหตุที่เราเสนอให้แก้นิยามของสถานบริการใน พ.ร.บ. ตามที่เราเสนอไว้ในหน้า ๔๙-๕๐ ในรายงานฉบับนี้ ผมก็พูดสั้น ๆ เราก็จะแบ่งนิยามตามเวลาเปิดปิดนะครับ ตามระดับเสียง ที่ใช้ การแสดง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรี หรือว่า คาราโอเกะ ลักษณะบริการที่อาจจะอนุญาตให้ พนักงานนั่งดื่มกับลูกค้า หรือลักษณะของสถานประกอบการที่เป็นแบบถาวรหรือเป็น แบบชั่วคราว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มันทันสมัยมากขึ้น แล้วก็ไม่ให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยง เพราะปัจจุบันนี้ในหลาย ๆ ผู้ประกอบการก็ต้องบอกตามตรงว่ามีการหลีกเลี่ยงในการ ไม่จดทะเบียนสถานบริการ เพื่อที่จะให้อยู่นอกระบบนะครับ เพื่อที่จะไม่ได้ถูกควบคุมภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นกัน เราก็ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้สามารถถูกควบคุม ได้นะครับ
แล้วอีกอันหนึ่ง ผมก็ต้องบอกว่าถ้าพูดถึงเรื่องสถานศึกษานะครับ แล้วก็ศาสนสถาน ผมคิดว่าควรจะต้องให้อำนาจท้องถิ่นไปเลยในการกำหนดหรือไม่กำหนด ก็ได้ ผมต้องเรียนแบบนี้เป็นตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเรามีสถานประกอบการที่ไม่ได้ ใช้เสียงดัง แล้วก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องปิดดึก เราก็อาจจะสามารถอนุญาตให้ตั้งในเขต ที่อาจจะใกล้เคียงกับศาสนสถานมากกว่าสถานบริการในอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจจะใช้เสียงดัง มากกว่านะครับ เราก็จะสามารถแบ่งแบบนี้ได้เช่นกัน หรือสถานศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะพูดกันตามตรงครับ สถานบริการเปิดหลังโรงเรียนปิดนะครับ แล้วปิดก่อนโรงเรียนเปิด ผมพูดตามตรงว่า ถ้านักเรียนที่อายุไม่ถึงนี่ถ้าเขาเลือกจะหนีไปเที่ยวนี่เขาเที่ยวผับ ใกล้บ้านครับ เขาไม่เที่ยวผับใกล้โรงเรียน สะดวกกว่าเยอะนะครับ ดังนั้นจริง ๆ แล้วมัน ก็ต้องพูดถึงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งคิดว่าบางทีการตั้งใกล้สถานศึกษามันอาจจะไม่ได้ ส่งผลกระทบเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะแถวนั้นก็อาจจะไม่ได้มีชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น ก็เป็นได้นะครับ อันนี้ผมก็คิดว่ายกให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นไปเลย แทนที่เราจะไปบังคับใช้ ทั่วประเทศ โดยที่ในแต่ละพื้นที่อาจจะมีบริบทที่แตกต่างกันนะครับ
ในประเด็นสุดท้ายที่หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงนะครับ ก็คือเรื่องของการห้าม ขายเหล้าในวันพระใหญ่ ก็เห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าในสภาแห่งนี้เกือบทั้งหมดก็คงเห็นด้วย ร่วมกันว่าการออกกฎหมายใด ๆ ก็ตาม แน่นอนว่าทุกท่านเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง หลากหลาย แต่ว่าการออกกฎหมายใด ๆ ก็ตามก็ไม่ควรที่จะไปละเมิดสิทธิของผู้ที่มีความเชื่อ ที่แตกต่างหลากหลายเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ยกตัวอย่างนะครับเรื่องนี้ผมพูดไว้ตอนที่ผมอภิปรายในญัตตินี้ที่เข้าในสภาก่อนที่จะตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเช่นกัน ผมเคยไปอินโดนีเซียที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งก็ทราบกันดีว่าอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักนะครับ ผมไปในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมนะครับ แต่สถานบริการที่เป็นผับบาร์ก็เปิดตามปกติ ชาวมุสลิมแน่นอนไม่ดื่มสุรานะครับ เขาก็ไม่เข้าไปเที่ยวอยู่แล้ว แต่ว่านักท่องเที่ยวหรือว่า ประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นเองก็ตาม เขาก็มีสิทธิเสรีภาพที่จะเข้าไปท่องเที่ยวหรือเข้าไป ดื่มกินในที่นั้นโดยรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เราน่าจะเห็น ตรงกัน แล้วก็คิดว่าเราควรจะปรับปรุงกฎหมายให้เข้ากับยุค เข้ากับสมัย แล้วก็เข้ากับ นานาประเทศมากขึ้นครับ ขอบคุณครับ