มานะ แจงปรับบทบาทฝ่ายปกครอง-เสนอแก้กฎหมายสถานบริการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

มานะ สิมมา หารือการปรับปรุงคำสั่ง คสช. เกี่ยวกับการปิดสถานบริการ โดยเสนอให้ยกร่างพระราชบัญญัติสถานบริการฉบับใหม่เพื่อคุ้มครองเยาวชนและรักษาความมั่นคงอย่างเป็นธรรม พร้อมเน้นการถ่ายโอนภารกิจจากตำรวจไปยังหน่วยงานรัฐอื่น โดยเฉพาะการให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นนายทะเบียน ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของท้องถิ่นและกฎหมายผังเมือง รวมถึงย้ำความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายปกครองคู่ขนานกับตำรวจตามอำนาจที่กฎหมายและคำสั่ง คสช. กำหนด

นายมานะ สิมมา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายมานะ สิมมา กรรมาธิการสัดส่วน ครม. ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขออนุญาตตอบประเด็น นายทะเบียนว่า ทำไมถึงกำหนดให้เป็นอธิบดีกรมการปกครองที่เป็นนายทะเบียน ในกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าโครงสร้างของกฎหมายของประเทศไทย ที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ เป็นนายทะเบียนผู้ออกใบอนุญาต จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ เช่น กฎหมายสถานบริการ กฎหมาย อาวุธปืน กฎหมายการพนัน เพราะกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่รักษาความสงบเรียบร้อย อย่างเดียวนะครับ มันจะมีผลกระทบไปถึงความมั่นคงของประเทศด้วย พระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ ปัจจุบันแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๖ โครงสร้างของ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาต ในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการส่วนกลางและเป็น เมืองหลวง ในการบริหารพื้นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลเป็นผู้พิจารณาออกใบอนุญาตสถานบริการ ส่วนในต่างจังหวัดเป็นหน้าที่ และอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่จะต้องให้ผู้บริหาร ระดับสูงที่ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในจะต้องเป็นผู้พิจารณาอนุญาต อนุมัตินะครับ เช่นเดียวกับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน การพนัน ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แล้วทำไมในร่างการศึกษาครั้งนี้เดิมทำไมเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแล้วเปลี่ยนมาเป็น อธิบดีกรมการปกครอง ก็เนื่องจากว่ากรรมาธิการเราได้สอบถามทางสำนักงานตำรวจ แห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วนะครับ ท่านเห็นว่าการเป็นนายทะเบียน อนุญาตอนุมัติท่านก็อยากให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ สำหรับแนวคิดที่ว่าทำไมถึงต้องเป็น กรมการปกครอง เป็นอธิบดีกรมการปกครอง ก็เนื่องจากว่าพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ วรรคสอง กำหนดให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ต้องโอนภารกิจเกี่ยวกับงานทะเบียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมโดยตรงไปให้หน่วยงานของรัฐอื่นรับผิดชอบ มีแนวทางแนวการดำเนินการมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา อย่างเช่น อาวุธปืนสมัยก่อนนะครับ ทางกรมตำรวจหรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบันเป็นผู้อนุญาตเป็นนายทะเบียนอาวุธปืน ปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง การพนันเช่นกันนะครับ ก็เปลี่ยนจากตำรวจใน กรุงเทพมหานครก็เปลี่ยนมาเป็นกรมการปกครองเป็นผู้อนุญาตอนุมัติ นี่คือแนวคิด แนวทาง ว่าทำไมถึงต้องเป็นอธิบดีกรมการปกครอง สำหรับท้องถิ่น การออกแบบของคณะกรรมาธิการ ในการศึกษา เราก็เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา พื้นที่ ถึงให้มีคณะกรรมการสถานบริการกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเป็นประธาน และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องในการร่วมกันพิจารณาสถานที่เหมาะสมที่จะให้ตั้งสถานบริการ ในต่างจังหวัด ก็เช่นกันนะครับ จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็จะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรูปแบบในเขตพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ากฎหมายสถานบริการหรือ Zoning ไม่ได้ยืนอยู่เอกเทศเพียง พ.ร.บ. เดียว กฎหมายฉบับเดียว จะต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กฎหมายควบคุม อาคาร แต่ก่อนจะถึงกฎหมายควบคุมอาคารนั้นก็จะต้องดูกฎหมายว่าด้วยผังเมืองฉบับล่าสุด ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับล่าสุด คือ พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็จะมีผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมท้องถิ่น ซึ่งก็จะมีพิจารณาพื้นที่ตามความเหมาะสมของกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ ประชากร ให้รู้ว่าโซนไหนต้องกำหนดให้ทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็จะมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่อง การกำหนดผังเมือง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกำหนดตั้งสถานบริการก็เชื่อมโยงกับกฎหมาย ผังเมือง แนวคิดของคณะกรรมการถึงแม้ว่าในกรุงเทพมหานครจะเป็นอธิบดีกรมการปกครอง แทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาลตามความประสงค์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ท่านอยากให้หน่วยงานอื่นมารับผิดชอบในการอนุญาต แต่หน่วยงานนั้นก็ต้องเป็นหน่วยงาน ของรัฐตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ วรรคสอง นี่คือเรื่องของนายทะเบียนนะครับ

ประเด็นที่ ๒ คือ เรื่องเกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ ประกอบกับ คำสั่ง ที่ ๔๖/๒๕๕๙ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งปิดสถานบริการหรือสถานประกอบการ ที่กระทำความผิด ๗ ฐานความผิด เป็นเวลา ๕ ปี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เสนอแนะ แล้วก็ ให้ข้อคิดเห็นว่าควรจะยกเลิก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เราก็มี ความเห็นตรงกันว่าเห็นควรยกเลิก แต่มีเงื่อนไขว่า ประโยชน์ ความสำคัญ ความจำเป็นของ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคมเช่นกัน เพราะว่ากลไกตาม กฎหมายของสถานบริการมั่วสุมยาเสพติดในสถานบริการ ทำลายพี่น้องประชาชน เป็นสิ่ง มัวเมาพี่น้องประชาชน เยาวชน โดยใช้สถานบริการที่เปิดวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง แต่กลับมามั่วสุมยาเสพติด กลไกเดิมปิดได้แค่ ๙๐ วัน การบังคับใช้กฎหมายอะไรต่าง ๆ ก็ไม่เป็นที่เกรงกลัวของผู้ประกอบการที่คิดไม่ดี ทำไม่ดี เพราะฉะนั้นคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็เลยต้องออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชน ระงับยับยั้งให้เกิดความรวดเร็ว เฉียบขาด นี่คือข้อดีนะครับ และที่สำคัญคือกลุ่มเด็ก เยาวชน คำสั่งหัวหน้า คสช. มุ่งเน้นคุ้มครอง กลุ่มเด็ก เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้เด็กหรือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีเข้าไป ใช้บริการในสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ก็จะต้องได้รับโทษ ทางปกครอง คือสั่งปิด ๕ ปี ขาย จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ในสถานที่ดังกล่าวก็ปิด ๕ ปี เรื่องเวลาเปิดกิจการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ปิด ๕ ปี จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ปิด ๕ ปี และที่รุนแรง ต่อสังคมคือเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดเข้าไป ในสถานบริการก็ปิด ๕ ปี เรื่องอาวุธเข้าไป ๕ ปี มีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เกิดขึ้น ในสถานบริการ ปิด ๕ ปี โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เรื่องค้ามนุษย์ มีผลต่อความมั่นคงของ ประเทศ ค้ามนุษย์ก็จะมีผลเกี่ยวกับการจัดทำ TIP Report การทำรายงานจัดอันดับของ ประเทศต่าง ๆ ๑๘๘ ประเทศที่ร่วมอยู่ในพันธกรณี แล้วจะมีผลต่อประเทศในการส่งออกถึง ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้าน ถ้าเกิดมีปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มี ความรุนแรง ความร้ายแรง การพนันอีกนะครับ บ่อนพนัน หรือเปิดบ่อนการพนันใน สถานบริการ เพราะสถานบริการนั้นเปิดมาเพื่อความบันเทิง แต่มีหลายแห่งเอาไปเป็นแหล่ง มั่วสุมการพนัน ประกอบธุรกิจสีเทาครบวงจร อย่างนี้เป็นต้น คำสั่งหัวหน้า คสช. จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการระงับยับยั้งการกระทำของกลุ่มที่กระทำมีผลกระทบต่อสังคม ความเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงความถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับประชาชนด้วย จากการที่ผมเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วน การสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองนะครับ เคยเป็น ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองในยุค คสช. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มาจนถึงปี ๒๕๖๐ เคยออก ปฏิบัติการจับกุมปราบปรามการค้ามนุษย์ และการจับกุมปราบปรามในสถานบริการต่าง ๆ ที่กระทำผิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็เจอปัญหา ผมขออนุญาตชื่นชมท่านกรรมาธิการทั้ง สส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนะครับ ที่ท่านให้ความเห็น อะไรต่าง ๆ ในเรื่องนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเพื่อประชาชนจริง ๆ เพื่อความเป็นธรรมของ ประชาชนจริง ๆ ผมในฐานะกรรมาธิการสัดส่วน ครม. เราเคยเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเจอกับตัวเอง ตรงที่ว่าเวลาเราไปจับสถานบริการนะครับ โดยเฉพาะปล่อยเด็กเข้า บางร้าน ๔-๕ คน ก็ต้องถูกสั่งปิด ๕ ปี บางร้านเจตนาพิเศษ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ปล่อยเข้า ๕๐๐ คน ก็ปิด ๕ ปีเท่ากัน เพราะฉะนั้นข้อเสียของคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็มีอยู่ ๒ จุด จุดที่ ๑ คือใช้ดุลพินิจ ไม่ได้ ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความถูกต้องเป็นธรรมต่อประชาชนแล้วอาจจะยังไม่ได้สัดส่วน อย่างที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ปล่อยเด็กเข้า ๕ คน ๕ ปี ปล่อยเด็กเข้า ๕๐๐ คนก็ ๕ ปี เท่ากัน น้อง ๆ ผู้ประกอบการเคยมาขอว่าท่านช่วยผมหน่อย แต่ว่าเราช่วยไม่ได้ เจ้าหน้าที่ ของรัฐ ไม่ว่าฝ่ายปกครอง ตำรวจที่ไปจับนะครับ เราช่วยไม่ได้ เพราะเนื่องจากว่าคำสั่ง หัวหน้า คสช. เขากำหนดอย่างนั้นเป็นกฎหมายเทียบเท่าระดับพระราชบัญญัตินะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเราจึงเห็นตรงกันครับว่าต้องปรับนะครับ ต้องปรับ ประเด็นที่ ๒ ที่คำสั่งหัวน้า คสช. ที่ดูแล้วจะไม่เหมาะสมก็คือว่า แรงเกินไป ถ้าพูดถึงว่ายาแรงก็แรง จนเกินไป คือว่า ๕ ปี เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีแนวคิดว่า เราจะปรับฐานความผิด คำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๒๒ และที่ ๔๖ เอามายกร่างเป็นพระราชบัญญัติสถานบริการฉบับใหม่ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ และกำหนดโทษอย่างเหมาะสม อย่างเช่น เปิดทำการไม่เป็นไปตามเวลา ที่กฎหมายกำหนด จาก ๕ ปี ครั้งที่ ๑ เหลือ ๖๐ วันพอ ให้เขามีโอกาสปรับปรุงตัว คนเรา ถ้าทำผิดแล้วโดนครั้งแรก ๖๐ วัน นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการเขากระทบแล้ว ๖๐ วันนี่ ทั้งลูกจ้างเองก็ตกงาน การลงทุนอะไรต่าง ๆ ถ้าครั้งที่ ๒ จะเพิกถอนใบอนุญาตเลย นี่คือ แนวคิด ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ๕ ปี ครั้งที่ ๑ ก็ ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลา ที่กฎหมายกำหนด จาก ๕ ปี ก็เหลือครั้งที่ ๑ ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ยินยอม หรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เข้าไปใช้บริการในสถานบริการกรณีไม่เกิน ๒๐ คน ครั้งแรก ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต แต่ถ้าเป็นกรณีที่เกิน ๒๐ คนขึ้นไป หรือตั้งแต่ ๒๐ คนขึ้นไป มันแสดงถึงการเจตนานะครับ เมื่อเจตนาไม่ดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ดูแลเยาวชน ก็ปิด ๑ ปีครั้งแรก ครั้งที่ ๒ เพิกถอน ใบอนุญาต แต่ถ้าเป็นพวกร้ายแรง เช่น อาวุธ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และการพนัน พวกนี้ครั้งแรก ๑ ปี ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ก็คือลดระยะเวลาจาก ๕ ปีเหลือ ๑ ปี และให้โอกาส ๒ ครั้ง แล้วก็อย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เวลาเด็กเข้า ครั้งแรก ๖๐ วัน แต่ครั้งที่ ๒ ก็จะเพิกถอนใบอนุญาต คือทำให้สมดุล ผู้ที่ได้รับผลกระทบพ่อแม่ ผู้ปกครอง เวลาเขา ร้องเรียนต่าง ๆ เขาก็ได้รับการแก้ไขเยียวยาจากเจ้าหน้าที่ และกลไกของรัฐบาล กลไก ของรัฐ กลไกของกฎหมายก็ยืนอยู่บนความเหมาะสมนะครับ

สำหรับอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้ให้ความเห็นว่า ที่ฝ่ายปกครองไปจับตัดหน้าตำรวจใช่ไหม พวกกฎหมายสถานบริการอะไรต่าง ๆ อยู่เฉย ๆ กลัวว่าไม่มีศักดิ์ศรี หรืออยากให้รู้ว่ามีอำนาจ จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ผมเป็นผู้อยู่ใน เหตุการณ์นี้โดยตรง เป็นผู้ขับเคลื่อนในฐานะที่เคยเป็นผู้อำนวยการส่วนการสอบสวน คดีอาญาของฝ่ายปกครอง จริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เมื่อสมัยก่อน กรมตำรวจสังกัดกระทรวงมหาดไทย หน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข รักษาความสงบ เรียบร้อย ความมั่นคงภายใน และอำนวยความเป็นธรรมของสังคม กฎหมายหลักที่ให้ ฝ่ายปกครองและตำรวจมีอำนาจในการสืบสวน จับกุม ปราบปราม และสอบสวนการกระทำ ความผิดกฎหมาย ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องศาล ก็คือประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ จนถึงปัจจุบัน และแก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ คือเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนคือ กฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญา ๕ สถาน ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ถือว่าเป็นกฎหมายรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจสืบสวน จับกุม ปราบปรามได้ทั้งหมด ตำรวจก็จับได้ ฝ่ายปกครองก็จับได้ แต่ที่ผ่านมากรมตำรวจสังกัด กระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสั่งไปได้ ดำเนินการนะครับ แต่ปัจจุบันนี้แยกเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างหน่วยก็คือต่างปฏิบัติภารกิจ และที่เป็นสิ่งที่เร่งรัดให้ ฝ่ายปกครองต้องออกมาทำก็คือ ตอนนั้นมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการป้องกัน ปราบปรามการค้ามนุษย์ เรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน อาวุธ แล้วในคำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ ประกาศหัวหน้า คสช. ด้วยบอกว่า ถ้าหน่วยงานไหนที่มีหน้าที่และอำนาจไม่ทำตาม หน่วยงานนั้นจะต้องได้รับโทษ เปิดกฎหมายดูในประเทศไทยนะครับ